เคยมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประเทศไทยมีกรรมที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ สมัคร สุนทรเวช (ตอนนี้คนวิจารณ์อาจเปลี่ยนใจแล้ว เพราะฤทธิ์ของคนชื่อสมัครนี่แหละที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ภรรยา พาครอบครัวหนีคดีอาญาแผ่นดินไปเสวยสุขอยู่อังกฤษ ดูได้จากรูปประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่มาให้คนไทยดูไปพลางๆ ก่อน จนว่า "วันของผมจะมาถึง ขอให้ผู้สนับสนุนผมอดทนอีกนิด..")
ตอนนี้อาจมีคนวิพากษ์วิจารณ์แล้วว่า เป็นกรรมของกระทรวงการคลังที่มี สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรี
นายสุรพงษ์ที่ไปบรรยายงานไหน มักเริ่มต้นด้วยเปรียบอาการป่วยไข้ทางเศรษฐกิจเหมือนการเจ็บป่วยทางร่างกายที่ต้องการการรักษา เช่นเดียวกันซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนายสุรพงษ์ร่ำเรียนมาทางการแพทย์
แต่ที่ต้องมาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ เป็นเพราะความต้องการของ "นายใหญ่" ที่ต้องการให้คนที่ไว้วางใจอย่างที่สุดให้มาอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถกุมชะตากรรมเศรษฐกิจของประเทศไว้ในมือ
แน่นอน "นายใหญ่" ย่อมไม่ผิดหวังด้วยสติปัญญาระดับนายแพทย์ นายสุรพงษ์ แสดงได้อย่างสมบทบาท ลอยตัวในทุกเรื่อง ตีสีหน้าไม่รู้เดียงสากับการกระทำของตนเอง ในการแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่น่าจะเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการคัดเลือกมีส่วนได้ส่วนเสีย และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการส่งคนเพื่อเข้าไปควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในตลาดเงินและตลาดทุนผ่านหน่วยงานทั้งสอง
นายสุรพงษ์อ้างว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งก็มีแหล่งที่มาที่ไปหลากหลาย และแต่ละคนก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ ความสามารถและเป็นตัวของตัวเองทุกคน ดังนั้น คงไม่มีใครสามารถจะไปกำหนดให้ทำอะไรได้
ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงเห็นชัดว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก กรรมการ ธปท.และ ก.ล.ต.และกรรมการอื่นๆ ในหน่วยงานทั้งสอง นายสุรพงษ์ใช้เพียงบริการของคู่ซี้ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และ นายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการ ธปท. (ยุคธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) เจ๊งยับเยินกว่าแสนล้านบาท) และพวกเป็นหลัก
ทั้งนี้ นายวิจิตรได้รับการแต่งตั้งจากนายสุรพงษ์ให้เป็นประธานคณะกรรมการ ก.ล.ต.ทั้งๆ ที่นายวิจิตรถ่างขานั่งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารทหารไทย และประธานบริษัทจีสตีล ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ส่วนประธานและกรรมการ ธปท.นั้น หลายคนต้องคดีอาญาแผ่นดินร่วมกับนายสุรพงษ์และ พ.ต.ท.ทักษิณ
เช่นเดียวกับนายนิพัทธที่ต้องคดีร่ำรวยผิดปกติ และถูกอัยการฟ้องยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของเป็นแผ่นดิน เป็นทั้งประธานคณะกรรมการคัดเลือก ก.ล.ต.และกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (นายนิพัทธได้รับเลือกจากนายวิจิตรในฐานะประธาน ก.ล.ต.และจากกรรมการ ก.ล.ต.ที่นายนิพัทธเป็นผู้คัดเลือกจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเลือกนายนิพัทธ ให้เป็นกรรมการตลาดหุ้นซึ่งเป็นการลักษณะต่างตอบแทน)
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ หนึ่งกรรมการ ก.ล.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายนิพัทธเป็นผู้คัดเลือกนั้นคือ นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็น กรรมการสอบสวน นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ในเรื่องการเพิ่มทุนธนาคารไทยธนาคาร เพื่อหาข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของนางธาริษา ซึ่งจะเป็นข้ออ้างในการปลดนางธาริษาพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.
จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า กระบวนคัดเลือกกรรมการและกรรมการทั้ง ธปท. ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ ล้วนมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย เล่นกันอยู่ไม่กี่คน และตัวบุคคลตั้งแต่ตัวรัฐมนตรีคลัง และกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมีมลทินถูกกล่าวหาในคดีอาญาและร่ำรวยผิดปกติ
ขณะที่ทั้ง ธปท.และสำนักงาน ก.ล.ต.มักอวดอ้างว่า จะทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนมีธรรมาภิบาล โปร่งใสด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารและกรรมการสถาบันการเงิน และบริษัทจดทะเบียน เพียงแต่ถูกกล่าวโทษและถอดถอนก็ห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารอีกจนกว่าคดีจะถึงที่สุดว่าไม่มีความผิด
จึงนับเป็นเรื่องน่าละอายอย่างมาก ที่ผู้กำหนดและกำกับนโยบายเศรษฐกิจในเกือบทุกระดับมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวกอย่างไร้หิริโอตตัปปะ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2551

