“สมัคร-ชัย” ใต้สำนึกรัฐสภาใหม่
กรุงเทพฯ นั้น ไม่ควรที่ใครจะเอาอะไรมายัดลงไปอีก ถ้านายสมัคร-ในฐานะนายกฯ และนายชัย-ฐานะประธานรัฐสภา รักกรุงเทพฯ แบบคนที่รู้จักคำว่า “ศิวิไลซ์” คือไม่เป็นคนป่าเถื่อน จะต้องไม่ทำอะไรเถื่อนๆ ด้วยการไล่ชุมชน-ไล่โรงเรียน เพื่อเอาที่ไปสร้าง “รัฐสภา” อันถือได้ว่า “มาอยู่ในที่ไม่ควรอยู่”
ของทุกอย่างในโลกนี้ ต้องอยู่ในที่-ที่มันต้องอยู่เท่านั้น จึงจะมีทั้งราคาค่างวดทางวัตถุ และมีทั้งคุณค่าเหนือราคาทางจิตใจ ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว จะกลายเป็นสิ่งเสนียด และอัปมงคล
เหมือนเสื้อแดง ที่-ที่มันต้องอยู่คือการสวมใส่ไปงานรื่นเริง ถือว่าเป็น “แดง-มงคล” แต่ถ้าใครสวมเสื้อแดงไปงานศพ แดงนั้น ก็จะกลายเป็น “แดง-อวมงคล” ไปทันที
เหมือนทหาร ที่-ที่ต้องอยู่เป็นเกียรติภูมิคือในภารกิจพิทักษ์ชาติ เหมือนตำรวจ ที่-ที่ต้องอยู่คือในภารกิจพิทักษ์ประชาชน
แต่วันไหนที่เห็นทหาร-เห็นตำรวจในเครื่องแบบ เมาแอ๋อยู่ในซ่อง อยู่ในบ่อน นอนเกลือกอยู่ใต้เกือกการเมือง นั่นก็จะกลายเป็นภาพเสนียด ภาพอัปมงคลจัญไรไปทันที!
อาจารย์ “ศิลป์ พีระศรี” ผู้เป็นต้นกำเนิดศาสตร์ศิลปากรของสยามประเทศ ท่านเคยสั่งสอนศิษย์ไว้อย่างนั้นนะครับว่า “สิ่งใดจะมีคุณค่า สิ่งนั้นต้องอยู่ในที่ที่ต้องอยู่” เท่านั้น
อย่างอาคาร “รัฐสภา” ที่จะสร้างกันใหม่ การไปไล่ชุมชนชาวบ้านย่านเกียกกาย และที่สำคัญ ไล่โรงเรียนโยธินบูรณะ อันตั้งอยู่คู่ชุมชนนั้นมาร่วม ๑๐๐ ปี ในทำนอง
ไม่ว่าครอบครัวทหาร ไม่ว่าครอบครัวชาวบ้าน ไม่ว่าวัดวาอาราม และไม่ว่าโรงเรียน “ต้องไป” เพราะกูพอใจวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่บริเวณนี้
พวกมึงต้องไป..พวกกูจะมาอยู่ ใครจะทำไม เพราะกูมีเงินจ่าย..โว้ย!
นี่..นายสมัคร กับนายชัย ไม่ได้พูดอย่างนี้ แต่ลีลาที่เบ่งออกมามันในลักษณะนี้ แต่ก็น่าจะเบ่งได้ เพราะเขาไม่ได้เอาเงินของวงศ์วานว่านเครือเขามาจ่ายซะที่ไหน
หากแต่เอาเงินจากกระเป๋าชาวบ้านผลุบผลับตั้งเป็นงบประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้าน “จากที่ต้องใช้อีกร่วม ๒ หมื่นล้านในการก่อสร้าง” มาฟาดหัวชาวบ้าน-ไล่ที่!
โบราณมีคำพังเพยว่า “อย่าไล่ที่ทำวัง” เพราะมันจะเป็นการเพาะความคับแค้นให้กับชาวบ้าน ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์การบริหาร-การปกครอง จะเห็นว่า เขาถือนักถือหนาในเรื่องนี้
ไม่ต้องดูอื่นไกล ในยุครัตนโกสินทร์นี่แหละ เมื่อตอน ๒๐๐ ปีก่อนโน้น ศูนย์กลางความเป็น “บางกอกเมืองกรุง” ก็อยู่แถวๆ เกาะรัตนโกสินทร์ อย่างปทุมวันนี่ ถือว่าบ้านนอก หลุดขอบพระนครไปเลย
จะไป-จะมากันที ต้องตระเตรียมเสบียงกรังบรรทุกเรือพาย-เรือแจว นอนค้างอ้างแรมกันเป็นวัน-เป็นเดือนกว่าจะไป-จะกลับ
เพราะอะไร เพราะเจ้านายท่านไม่ประสงค์ไปแย่งชิงที่ชาวบ้าน ทั้งที่จะชี้เอาที่ตรงไหนใกล้ๆ ตามพอใจก็ได้ทั้งนั้น แต่ท่านก็เลือกเอาในที่-ที่ไม่เป็นการ “ไล่ที่-แย่งชิง” จากชาวบ้านเขา
ผิดกับขี้ข้ามักครอกยุคนี้ พอมีเดช-มีศรีขึ้นหน่อย ก็นั่งรถ-นั่งเรือตระเวนชี้เอาตามอำเภอใจทำนองว่า..เข้าตา-ถูกใจพวกกูตรงไหน ก็จะชี้เอาตรงนั้นได้ตามใจชอบ!
“ชาวบ้านเขาเดือดร้อน” เคยเข้าใจคำนี้บ้างมั้ย..หือ?
นี่เป็นคำฟังง่าย-พูดง่าย แต่คนอย่างนายสมัคร นายชัย คงจะไม่ค่อยเข้าใจ เห็นเป็นชุมชนทหารอยู่แถวนั้น นึกว่า “บีบทหารให้จำใจย้าย” ได้
โรงเรียน และพวกราษฎรเต็มขั้น ก็ไม่มีความสำคัญและความหมายอะไรที่จะต้องไปอินังขังขอบ
ได้ยิน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ บอกว่า โรงเรียนโยธินบูรณะ ย้ายไปอยู่ย่านวัดสร้อยทอง เลยไปอีก ๕-๖ ป้ายรถเมล์เท่านั้นเอง พื้นที่ตั้ง ๑๖ ไร่ ใหญ่กว่าเดิม ๒ เท่า
ถ้าสะดวกสบาย ไม่ไกล แถมใหญ่โตกว่า อย่างนั้น ก็ทำไมไม่ไปสร้างอาคารรัฐสภาอยู่ตรงนั้นเสียเองล่ะ อยู่ใกล้ๆ วัด นายสมัครก็ ๗๐ กว่า ประธานสภาฯ นายชัยก็ ๘๐ เข้าไปแล้วมิใช่หรือ?
ปุบปับ จะได้ไม่ต้องไปไกล เข้าวัดสร้อยทองไปเลย บรรดาสมาชิกสภาฯ จะได้ไม่ต้องลำบากตะเกียกตะกายมาหยดน้ำลงมือหงายไงล่ะ!
ที่ผม “ค้าน” การไปสร้างอาคารรัฐสภาที่เกียกกาย ประเด็นหลักมีอยู่ ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นแรก ไม่เห็นความจำเป็นต้องเสียงบประมาณเป็นหมื่นๆ ล้านเพื่อสร้างรัฐสภาใหม่ ซ้ำทั้งเห็นชัดแล้วว่า ถึงเวลาทบทวนจำนวน ส.ส.และ ส.ว.เสียใหม่ ที่มีมากมายตั้ง ๖๐๐-๗๐๐ คนนั้น
เป็นปริมาณไร้ความหมาย ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์อะไรกับชาติ-ประชาชนให้คุ้มค่าเท่าที่ควรเลย!
สหรัฐอเมริกา มีตั้ง ๕๐ รัฐ คือ ๕๐ ประเทศกลายๆ พลเมืองรวมแล้วกว่า ๓๐๐ ล้านคน “สภาคองเกรส” เขามีสมาชิกทั้งหมดรวมกี่คน ทราบไหมครับ?
ส.ส.ของเขามีแค่ ๔๓๕ คน
ส.ว.ของเขามีแค่ ๑๐๐ คน!!
ลองเทียบดูซีครับ ของเขาพลเมือง ๓๐๐ ล้าน รวม ๒ สภามีแค่ ๕๓๕ คน
แต่ของประเทศไทย มีพลเมือง ๖๓ ล้านคน ส.ส.มี ๔๘๐ คน ส.ว.มี ๑๕๐ คน รวม ๒ สภา ๖๓๐ คน
เมื่อเทียบตามสัดส่วนพลเมือง สภาของคนไทย ๖๓ ล้านคน มีสมาชิกยั้วเยี้ย มากกว่าสภาของอเมริกัน ๓๐๐ ล้านคน..ตั้ง ๓ เท่าตัว!!
แล้วสมาชิกสภาผู้ทรงเกือกของเรา เทียบการทำงานสร้างประโยชน์ให้ “ชาติ-ประชาชน” อย่างสมาชิกสภาครองเกรสเขาซักครึ่งเท่าตัวได้มั้ย?
ฉะนั้น น่าจะทบทวน ทั้งบทบาท ทั้งคุณภาพคน และทั้งจำนวนคน ที่จะมาเป็น ส.ส.และ ส.ว.ของสภาไทยเราเสียใหม่
“ลดปริมาณ-เพิ่มคุณภาพ” แล้วค่อยวาง “พิมพ์เขียว” สร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่!
ไม่ใช่เอา “ปริมาณ ส.ส.-สว.” วันนี้เป็นตัวตั้ง และเป็นตัวอ้างว่า “รัฐสภาเดิมคับแคบ ต้องสร้างใหม่”
ยิ่งอ้างว่าเป็นที่ดิน “เขตพระราชฐาน” จำต้องรีบย้ายออกไป ยิ่งฟังไม่ขึ้น เป็นการอ้างเพื่อจะ “สร้างวัตถุ” มากกว่า และถ้าเอาประโยชน์จากการสร้างรัฐสภาใหม่ มาเทียบประโยชน์ในการคงอยู่-มีอยู่ของโรงเรียนโยธินบูรณะ
ผมว่า โรงเรียนนั้น เป็นสถานเพาะสร้าง “คุณค่าทรัพยากรคน” เพื่อให้คนมีคุณค่าจากการศึกษาไปสร้างประเทศชาติให้เติบโตอย่างมีมาด..ประเทศชาติมีคุณภาพ มากกว่า
ทรัพยากรคนที่โรงเรียนบ่มเพาะแล้วอย่าง “โยธินบูรณะ” นั่นแหละครับ ถ้าสนับสนุนให้มีมากๆ รัฐสภาในอนาคต ก็จะปราศจาก “ส.ส.-ส.ว.ปริมาณ” และเมื่อการศึกษาสร้างคนได้มากๆ แล้ว
“คนคุณภาพ” ก็จะไปสร้างประเทศชาติให้ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยไม่ต้องมี “อาคารรัฐสภา” ให้ใหญ่โตเหมือนฮาเร็ม หรูหรา ฟู่ฟ่า อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาดังที่พวก “หน้าแก่แต่ปัญญาอ่อน” กำลังกระเหี้ยนกระหือรือกันอยู่ตอนนี้
ขืนปล่อยไป อีกหน่อยคงมีการตั้งงบ “ซื้อเรือยอชต์รัฐสภา” วันดี-คืนดี ก็เฮละโลลงเรือ ประชุมสภาสัญจร ล่องไปออกสันดอน-สันดานบานฉ่ำกันไปเลย!
และที่สำคัญ ที่ผมขอย้ำ คือ:-
“อย่าเอาอะไรที่เป็นสิ่ง “ปลูกสร้าง” ยัดลงไปให้รกกรุงเทพฯ อีกเลย”!
รัฐสภาก็ดี ทำเนียบรัฐบาลก็ดี กระทรวง ทบวง กรม ก็ดี ควรจะเป็นแกนวางแผนอนาคต รองรับศตวรรษหน้า
ย้ายออกไป “สร้างเมืองใหม่” อยู่ที่ไหนซักแห่ง จะเอาที่กาญจนบุรี ที่ลพบุรี หรือที่ปากช่อง โคราช ซึ่งไม่ต้องเวนคืนให้วุ่นวาย เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทหาร พื้นที่ทางราชการอยู่แล้ว
ลองย้ายสถานที่ราชการออกไป มีแผนเมืองใหม่บอกให้ประชาชนทราบ ภายใน ๒๐ ปี กระบวนการสังคมจะค่อยๆ เคลื่อนย้าย ขยายตามออกไปเอง เหมือนต้นไม้ ย่อมเอนยอดไปหาแสงแดด
ประการที่สอง เมื่อไม่เอาสิ่งปลูกสร้างยัดลงไปในกรุงเทพฯ ที่อิ่มตัวทางวัตถุแล้ว ในองค์ประกอบของความเป็นกรุงเทพฯ “กรุงรัตนโกสินทร์” ทั้งหมด ตั้งแต่ปลายยอดปราสาท เรื่อยลงมาถึงหลังคาสลัมต่ำชั้น-ชุมชน
ทั้งหลาย-ทั้งปวง นั่นคือ วิถี-วัฒนะ-ชีวิต-ศิลปะ-ชุมชน บนลมหายใจของคนหลากหลาย ที่หลอมรวมจนกลายเป็นก้อนผลึกอารยะมากด้วยราคา สูงล้ำด้วยคุณค่าแห่งเสน่ห์-วิถีวัฒนธรรมชีวิต “คนไทย-บางกอก” อันจะหาดูจากที่ไหนอีกไม่ได้แล้ว
นอกจากที่นี่..ที่ “บางกอก-กรุงสยาม” ที่เดียว!
อย่าคิดรื้อของเก่าทิ้งไป แล้วเอาของใหม่ยัดใส่ด้วยคิดว่าทันสมัยกว่า ทุกอย่างมันค่าในตัวของมันเอง อย่าง “ชุมชนเกียกกาย” อย่าปักป้ายอยู่ในจำนวนสลัม ๑,๗๐๐ แห่งที่นายสมัครจะกวาดล้างไปจากกรุงเทพฯ
ชุมชน กับ สลัม คนละอย่าง-คนละเรื่อง แต่ทั้งชุมชน และสลัม ถ้าใช้วิสัยทัศน์เข้าไปจัดระเบียบ รักษาความสะอาด ฉีดวัคซีนคือการให้ความรู้เพื่ออยู่สังคมร่วมเป็นการยกระดับ และเปิดโอกาสให้เขา
ทั้งชุมชน และทั้งสลัม จะเป็น “สีสัน” แห่งเสน่ห์บางกอกอย่างหนึ่งมีค่าดึงดูดให้คนมามอง และไปมาหาสู่ในความหมาย “ศึกษา-ทัศนาจร” วงจรชีวิตได้อย่างหนึ่ง
โลกทั้งใบ ประเทศทั้งประเทศ เมืองทั้งเมือง ถ้าไม่มีคนจน ถ้าไม่มีชุมชน ถ้าไม่มีสลัม มีแต่คฤหาสน์จันทร์ส่องหล้า-รวยล้นฟ้าอย่างทักษิณทุกคน
ชีวิตมันจะจืดชืด เหมือนเอาตูดแช่น้ำคลองขนาดไหน ลองตรอง!
การย้ายชุมชน-การย้ายเมือง ไม่ใช่ใช้เงิน หรือใช้อำนาจ “ฟาดหัวคน” ให้ย้าย ทุกอย่างมันเคลื่อนย้ายได้ทั้งนั้น ไม่มีใครอยากจำเจอยู่ที่เดิมหรอก แต่เพราะมันจำใจ และไม่เห็น “ความหวัง” อะไร ที่จะไปจากเดิม นักบริหารประเทศที่เก่ง เขาจึงย้ายด้วยการ “สาดอนาคต” เป็นเป้าออกไป แค่นั้น..พ่อค้า นักพัฒนาที่ดิน และโครงการรัฐทั้งหลาย จะดูดคนให้แย่งย้ายออกไปหา “โอกาสใหม่” โดยไม่ต้องไล่ที่ทำสภา..(ไอ้) ห้าร้อย.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 สิงหาคม 2551



