apichat@econ.tu.ac.th
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าอดีตนายกฯทักษิณจะไม่กลับมาสู้คดีในเมืองไทย และจะต้องใช้ชีวิตในต่างแดนไปอีกระยะหนึ่ง
หากผมจะมีความภูมิใจเล็กๆ อันหนึ่งในฐานะมือสมัครเล่นต่อการสังเกตการณ์ทางการเมืองมาค่อนชีวิตแล้วก็คือ ผมเคยตั้งข้อสังเกตให้กับเพื่อนฝูงไว้ตั้งแต่ปี 2545 ว่า ประวัติศาสตร์ไทยในอนาคตจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียงและการตีความทั้งในแง่บวกและลบ ถึงบทบาทของนายกฯคนนี้ไม่น้อยไปกว่าบทบาทของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีต่อสังคมการเมืองไทย พูดอีกแบบคือ ไม่ว่าใครจะรักจะชังนายทักษิณมากน้อยเพียงใดก็ตาม เขาจะตกเป็นหัวข้อแห่งการศึกษา (subject of study) ของวงการเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยไปอีกนาน
ไม่ว่าการ "ลี้ภัย" ทางการเมืองครั้งนี้จะมีความหมายอย่างไร ทั้งต่อตัวทักษิณ ครอบครัว คนรอบข้าง ผมเห็นว่าการพ่ายแพ้ในยกสองนี้ (ยกแรก : รัฐประหาร 19 กันยายน 2549) อย่างน้อยชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชนกลุ่มหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งผมขอเรียกว่า "the establishment" ก็แล้วกัน
ในระยะเฉพาะหน้า การลี้ภัยทำให้ผม "โล่งใจ" ว่าจะไม่มีการทำรัฐประหารขึ้นโดยฝ่าย the establishment ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ การจัดโผโยกย้ายนายทหารที่จะต้องทำให้เสร็จในเดือนกันยายน และการประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการท้าชน the establishment เต็มตัว ทำให้ผมประเมินว่า the establishment จะต้องเผด็จศึกอย่างรวดเร็วก่อนกันยายน การลี้ภัยเป็นการส่งสัญญาณยอมแพ้ของฝ่ายทักษิณ ทำให้การรัฐประหารไม่จำเป็นเร่งด่วนอีกต่อไป
ฉากการเมืองระยะต่อๆ ไปคืออะไร ผมเดาว่าเรื่อง the gang of four และการดับเครื่องชนของกลุ่มอีสานพัฒนาที่เกิดขึ้นหลังการปรับคณะรัฐมนตรี น่าจะเป็นเพราะหัวหน้ามุ้งกลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชาชนคงจะได้กลิ่นการลี้ภัยมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อทราบว่าผู้นำสูงสุดถอดใจ ภาวะช่วงชิงการนำโดยกลุ่มต่างๆ จึงเกิดขึ้น และถ้าการจัดขั้วใหม่ภายในพรรคไม่ลงตัว พรรคก็จะแตกก่อนการถูกยุบพรรค นายกฯสมัครก็คงไม่มีทางเลือกที่จะไม่ยุบสภา ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ เพราะการยุบสภาย่อมแปลว่าคุณสมัครจะได้กลับไปมีความสุขอยู่กับแมวและทำรายการชิมไปบ่นไปแค่นั้นเอง ดังนั้นช่วงเวลาต่อไปนี้จึงเป็นช่วงที่แต่ละมุ้ง แต่ละพรรคจะต้องพยายามสะสมกระสุนให้เร็วที่สุดเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งต่อไป
หลังการเลือกตั้ง โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้จำนวน ส.ส.สูงที่สุดคงมีมากขึ้น หากไม่มีใครสามารถรวบรวม ส.ส.ที่จะแตกออกจากพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ได้เป็นกลุ่มใหญ่พอเพื่อแย่งอันดับหนึ่งกับพรรค ปชป. ผมคาดว่าคงยากที่จะมีใครยอมลงทุนลงแรงทำการรวบรวม ส.ส.ให้ได้เป็นกอบเป็นกำจนกลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือเกือบได้แบบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ 2550 หัวหน้าพรรค (นายกฯ) มีอำนาจต่อรองต่อหัวหน้ามุ้งและ ส.ส.ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 มาก แรงจูงใจที่จะสร้างพรรคขนาดใหญ่จึงมีน้อย ดังนั้นโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่แต่ละพรรคมีจำนวน ส.ส.ไม่ต่างกันมากนักจึงมีสูง การเมืองในระบบรัฐสภาจึงจะย้อนยุคกลับไปเหมือนกับช่วงเวลาปี 2532-2540 มากขึ้น รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นรัฐบาลผสมที่อายุสั้นและมีอำนาจต่อรองต่ำ ไร้ประสิทธิผล ไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม และไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปมากนัก
ด้วยสภาพการเมืองข้างต้น the establishment จะกลายเป็นผู้ชี้ขาดหรือผู้กุมความเป็นไปของการเมืองไทยตัวจริงอีกครั้งหนึ่ง สมความตั้งใจที่ได้พยายามทำมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน พูดอีกแบบคือการเลือกตั้งครั้งหน้าก็คือการแก้มือใหม่จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้น โดยผลการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 คำถามที่น่าสนใจ คือ ชัยชนะของ the establishment ภายหลัง 3 ปีของความขัดแย้งตั้งแต่กลางปี 2548 นั้น สังคมไทยต้องเอาอะไรเข้าแลกบ้าง
ที่ชัดเจนและน่าจะเห็นพ้องกันง่ายที่สุด คือ การสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เอาเข้าจริงแล้วตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเรามีแต่รัฐบาล "รักษาการ" ที่ไม่สามารถหรือไม่มีความชอบธรรมที่จะผลักดันแผนการ โครงการสำคัญๆ ได้เลย ความขัดแย้งนี้จึงเปรียบเสมือนการจับเอาประเทศเป็นตัวประกันนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือวางแผน/ผลักดันงานใหญ่ๆ ไม่ได้อีกเช่นกัน หรือก็คือการที่เราหมุนเข็มนาฬิกาทางการเมืองของเราถอยหลังกลับไปอย่างน้อย 10 ปี
แต่ที่น่าหนักใจและคงถกเถียงกันได้มากมายก็คือ ข้อกล่าวหาของนายทักษิณในแถลงการณ์ฉบับลี้ภัยนี้เอง ว่า "การแทรกแซงกระบวนยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว...การใช้ระบบ 2 มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัวพร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็นับว่าหนักหนาแล้ว แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้องที่มีเกียรติมีความน่าเชื่อถือสั่งสมมาเป็นเวลายาวนานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง"
ณ จุดนี้เราๆ ท่านๆ คงจะต้องพิจารณากันเองว่า ข้ออ้างนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริงแล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มันคุ้มค่าหรือไม่ในการไล่คนหนึ่งออกนอกประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง โดยต้องเอาสถาบันยุติธรรมทั้งกระบวนการเข้าแลก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2551


