คนอย่างนายสมัคร "พูดแล้วเชื่อได้" เมืองไทยกลายเป็นสวรรค์ไปนานแล้ว อย่างน้อย คนกรุงเทพฯ ก็มีแฟลตฝักข้าวโพดอยู่เป็นวิมาน ชาวไร่-ชาวนา ก็มีน้ำมันรัสเซียถูกลิตรละ ๘ บาทเป็น "น้ำมันทิพย์" ใช้ แต่นี่..ก็แค่ "ตดให้หมาดม" อย่างวานนี้ บอกว่า "ไม่หนี-ไม่ยุบ-ไม่ออก" ลองมาในแนวนี้ละก็ เตรียมกันได้แล้วครับ ถ้าไม่หนี-ไม่ยุบ-ไม่ออก ก็ควรต้อง "ถีบ" ให้ออก!
ก็ดูซีครับ งานอะไรล่ะที่รัฐบาลตัวแทนทักษิณกำล้งก้มหน้าก้มตาปลุกปล้ำอยู่ตอนนี้?
งานส่งคนเข้าไปคุมเบ็ดเสร็จในตลาดเงิน-ตลาดทุน และงานลุกลี้ลุกลน ไล่ที่โรงเรียน-ชาวบ้าน "ย่านเกียกกายสร้างรัฐสภา" ยังไม่ทันไร งบก้อนแรก ๔,๐๐๐ ล้าน เตรียมใส่พานไว้ชุ่มน้ำ-ฉ่ำเนื้อแล้ว
และนี่..นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เตรียมผลาญรอบ ๒ ด้วยมาตรการช่วยคนจน ต่อจาก ๖ มาตรการ ๖ เดือน ซึ่งอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ มันเป็นการหว่าน "ประชานิยม" หาเสียง-หาคะแนนตุนไว้นั่นเอง!
กะว่า งบประมาณ ๒๕๕๒ ผ่านสภาสะเด็ดน้ำแล้ว งานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สภา
เพราะชุดนี้-ใช้เป็น "ตรายาง" ยำกฎหมายช่วยแม้วได้ไม่เต็มที่!
ยุบมันไป..เลือกตั้งประเดิม "ชื่อพรรคใหม่" ที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ในตอนต้นปี ๒๕๕๒ จากที่เอาเงินหลวงไปละลายเป็นประชานิยมไว้ จากไทยรักไทย มาพลังประชาชน ถึงพรรคใหม่
ภายใต้ "เกี๊ยะทักษิณ" ทับ มันจะไปไหนเสีย!? ก็โปรดทราบนะครับ กระทรวงคลังแถลงออกมาแล้ว ๑๐ เดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๑ นี้ รัฐบาลขาดดุลเงินสดไปแล้วร่วม ๒ แสนล้าน ที่โม้จะลงทุนโน่น-สร้างนี่ ไม่รู้กี่แสนล้านล้านนั่นน่ะ
มันก็แค่ "วาดวิมาน" ให้ฝันตามกันไปมื้อๆ สำหรับคนในสังคมผู้มีรสนิยมประชาธิปไตยเปลือก ไม่มีการคิดโปร่งใสเป็นกระบวนการ-เป็นระบบ ไม่มีการศึกษา-วิจัย ไม่มีการหยิบอนาคตมาเป็นปัจจุบันคิด
แค่นึกอะไรแผลงๆ โก้ๆ ได้ ก็เอามาโม้ตอนวันอาทิตย์ โม้แล้วก็ถือว่า "จบภารกิจ" โปรเจ็กต์เพื่อการเมือง พอกินจนพุงอืด ก็ฟุ้งโปรเจ็กต์ใหม่เอาไว้ไปโม้ในอาทิตย์หน้าต่อ
นี่..มันเป็นอย่างนี้ ก็ทราบกันไว้ชัดๆ เวลานี้-รัฐบาลต้องกู้เขามากิน มาใช้ แล้วทิ้ง "ภาระหนี้" เป็นชามไว้ให้พวกเราล้าง คือ "จ่ายแทน" ทางภาษี คิดๆ แล้วก็สมเพชประเทศไทย
ไม่มียุคไหนที่ "กระเบื้องเฟื่องฟู" แถมทั้งน้ำเต้า ทั้งชมพู่ ลอยฟูฟ่องเท่ายุคนี้แล้วครับ!
ณ วันนี้ ท่านจะเห็นว่า พรรคพลังประชาชน และตัวนายสมัคร วางเป้าหมายภารกิจหลักไว้ที่ใช้ "เสียงข้างมาก" ปฏิบัติการในสภาฯ เพื่อ "สร้างกฎหมาย" ฟอกทักษิณ
พร้อมกับทำทุกอย่างเพื่อลบล้าง-บั่นทอนการทำหน้าที่ "ดุลยธรรม" ของกระบวนการยุติธรรมไทย ให้มีภาพพร่าในสายตาและทัศนคติของชาวโลก ซึ่งเขาไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเครื่องกรองข่าวสาร-สาดสี
สาดสี-จากรัฐบาล จากผู้นำรัฐบาล "บ้านเมืองไทย" ของตัวเอง!?
การที่นายสมัคร-นายสุรพงษ์ "เหี้ยนกระหือรือ" ตั้ง ครม.เศรษฐกิจ ทำหน้าที่เป็นอนุกรรมการให้ ครม.ใหญ่ โดยมีนายวีรพงษ์ รามางกูร ทำหน้าที่คล้าย "นายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ" นั้น
มองเผินๆ ใครก็ต้องนึกว่าดี แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจนเห็น "ลาย" ที่เชื่อมโยงของคนในเครือข่ายกระบวนการเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ผมบอกได้คำเดียวว่า
ถ้าปล่อยให้พวกเทคโนแครต "ทักษิณสวามิภักดิ์" โดยเฉพาะ "โกร่ง-วิจิตร" ที่สัมพันธ์กันมาตลอด กำหนดทิศทางเศรษฐกิจมหภาค แบบ "บ้าจีดีพี" ตีฟองด้วยการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ไม่มีฐานให้ฟุ้งไว้ เพียงหวังภาพทางการมืองเหมือนยุคชาติชายล่ะก็
วิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ที่ "นายวิจิตร" มีส่วนร่วมตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ปีนี้-ปี ๒๕๕๑ เตรียมใจไว้เถอะครับ อาจไม่ทันถึงปี ๒๕๖๐
หายนะรอบใหม่..มันมาแน่!
แต่ที่แน่ๆ ด้วยกฎเกณฑ์ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.เงินตรา พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน และ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ที่ออกมาใหม่เขาก็คงร่างออกมาด้วยเจตนาดี
คือใช้เหตุการณ์ปี ๒๕๔๐ เป็นบทเรียน แล้วร่างกฎหมายใหม่ ลดบทบาท-อำนาจ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" ลงไป ด้วยการให้อำนาจบอร์ดมากขึ้น มากถึงขั้นเสนอปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติได้เลย
ก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เจตนารมณ์คนร่าง-ดี แต่เมื่อให้กำเนิดรัฐบาล "นายกฯ ทักษิณ" ขึ้นมา ปรากฏว่า คนใช้กฎหมายเจตนารมณ์-ไปอีกทาง มาถึงวันนี้ บ้านเมืองจึงเกิดกลียุค
นี่ก็ทำนองนั้น การที่ "คณะร่างทรงทักษิณ" ยกแผงเข้าคุมกลไกทั้งแบงก์ชาติ ทั้งตลาดหุ้น ทั้ง ก.ล.ต.และทั้งตลาดทุน มันส่งสัญญาณเตือนว่า ระวัง...ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย!
กฎหมายดี แต่ถ้าคนที่เข้ามาตามช่องกฎหมายนั้น พลิกปูมประวัติตามเส้นทางแต่ละคนแล้ว สร้างความหวาดระแวงให้สังคม ก็อดที่จะบอกไม่ได้ว่า
กฎหมายไม่น่ากลัว แต่คนที่เข้ามาตามกฎหมาย ภายใต้อำนาจการเมืองกำกับนั้น
มันน่ากลัว..และต้องจับตา ด้วย "กลัวในที่มา" กันไว้ก่อน!?
และควรทราบ คณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.ที่ทำหน้าที่ขึ้น-ลงดอกเบี้ยนโยบาย อย่างที่ ดร.โกร่งด่าแบงก์ชาติสาดเสีย-เทเสียอยู่ขณะนี้ และคณะกรรมการ กนส.ที่คอยกำกับ ดูแลสถาบันการเงิน ออกใบอนุญาตให้ตั้งแบงก์ ตั้งไฟแนนซ์ได้อะไรนั่น
ถ้า "บอร์ดแบงก์ชาติ" ชุดที่ "นายสุรพงษ์-วิจิตร" ชงขึ้นนั้น ประกาศออกมา ก็ยากจะเป็นอื่นได้ นอกจากว่า
ทั้งแบงก์ชาติ ทั้งตลาดหุ้น ตลาดทุน แนวทางนโยบายต่อไป อาจตกอยู่ภายใต้ "อำนาจการเมือง" และเป็นไปเพื่อ "รับใช้การเมือง"
คดี พ.ต.ท.ทักษิณ-พจมาน รวมทั้งของบริวาร และครอบครัว หัวใจใหญ่อยู่ที่ "เส้นทาง-ความเป็นไปทางการเงิน" จากตลาดหุ้น และจากสถาบันการเงินโดยตรง
ฉะนั้น ถ้าตลาดเงิน-ตลาดทุน ตลอดถึงการกำกับดูแล ตกอยู่ภายใต้กลไกควบคุมของ "คณะร่างทรงทักษิณ" แล้ว ก็พอจะเห็นชัด ว่าการเหี้ยนกระหือรือตั้ง "คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ" ของนายสมัคร
สอดรับกับภารกิจหลักที่พรรคพลังประชาชน "โหมแก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อทักษิณ ก่อนจะไปสู่การยุบสภาฯ เลือกตั้งกันใหม่เหมาะเจาะ อย่างไรก็อย่างนั้น!
อืมมมม..ถ้ามือขวา ยึดอำนาจสั่งการทางการเมืองได้พร้อมสรรพ แถมมือซ้าย ยึดนโยบายควบคุมกลไกแบงก์ชาติ ก.ล.ต. ตลาดหุ้น ตลาดทุน ได้เบ็ดเสร็จ
ประเทศไทย..จะไปข้างไหนเสีย!?
"เทคโนแครตทักษิโณมิกส์" ตัวหลักๆ ที่เป็นอนุภาคโปรตอนเศรษฐกิจทักษิณประกอบด้วยใครบ้างล่ะ ที่ผลัดกันคัด-ผลัดกันตั้ง ผสมพันธุ์กันเองนัวเนียอยู่ ก็มี
"วิจิตร-ชัยวัฒน์-สมใจนึก-นิพัทธ-สถิตย์-พรชัย-สุชาติ" ที่แยกย้ายเข้าควบคุมแบงก์ชาติ ควบคุมตลาดหลักทรัพย์ ควบคุมคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
และต่อไปใกล้ๆ นี้ ไม่พลาดแน่ ก็จะคืบคลานเข้าคุม "ตลาดทุน" ในรูปแบบคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่จะตั้งใหม่ คอยกำกับดูแลการซื้อ-ขายหุ้นในตลาด คือมีอำนาจ "คุมทั้งหมด" อีกทีหนึ่ง!
ตอนนี้ ตลาดหุ้น กับ ก.ล.ต. นายสุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีคลัง ชงให้นายวิจิตร และนายนิพัทธ "มือระดับพระกาฬ" แยกกันไปคุมไว้แล้ว
การ "หาเงิน" จาก "ตลาดหุ้น" ไปเป็นทุนใน "ตลาดเลือกตั้ง" สบายมาก-ถ้าใครมีอำนาจเหนือกลไกตลาด และไม่ซื่อ จำกันได้มั้ย ตั้งแต่หุ้นแบงก์บีบีซี จนมาถึงหุ้นแก๊สในยุคทักษิณ รวยกันจนฉิบหายยังไม่จบถึงวันนี้!?
สำหรับ "บอร์ดแบงก์ชาติ" ที่เป็นปัญหา-น่ากลัวอันตรายต่อประเทศชาติ นั้น ถ้า ๖ กรรมการคุณวุฒิ ที่ "วิจิตร-ชัยวัฒน์-นิพัทธ-สมใจนึก-สถิตย์" ชงให้นายสุรพงษ์เตรียมประกาศ มีการประกาศออกมา
ผมว่า "เรื่องใหญ่" เกิดขึ้นในบ้าน-ในเมืองอีกแน่!
เพราะไม่ต้องดูอื่นไกล ลองตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร. และนายชัยเกษม อัยการสูงสุด มาเป็นบอร์ดคุมนโยบายเศรษฐกิจ-การเงิน มันจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ยิ่งเอานายพรชัย นุชสุวรรณ ผู้สวามิภักดิ์รับใช้ทักษิณตั้งแต่สมัยเป็น ผอ.งบประมาณ มาเป็นประธานบอร์ดด้วยแล้ว ก็พูดได้คำเดียวว่า นี่คือเก้าอี้สมนาคุณ และมันมากันตามแผน!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2551


