Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


“พระราชดำรัส” กับคำทูลขอพระบารมี

ตอนค่ำวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ในวโรกาสที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ “นายสมัคร สุนทรเวช” นำ ๑๑ รัฐมนตรีใหม่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ วังไกลกังวล หัวหิน เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง ท่านที่ดูข่าวผ่านทางโทรทัศน์คงเห็น “นายกฯ สมัคร” กราบบังคมทูลในหลายหัวข้อเรื่อง แต่เสียงที่ถ่ายทอดไม่ชัดเจน

ฉะนั้น วันนี้ ผมจะนำคำกราบบังคมทูลวันนั้นมาบันทึกไว้ตรงนี้ เพื่อท่านที่สงสัยใคร่รู้เนื้อความละเอียด จะได้รับรู้เนื้อหาสาระครบถ้วน และขอเรียนให้ทราบว่า ผมนำมาจากเว็บไซต์ของ “ผู้จัดการ”

และเพื่อความสมบูรณ์ในองค์ประกอบ ก็ขอนำรายชื่อ ๑๑ รัฐมนตรีใหม่ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งนี้มาลงไว้ด้วย ดังนี้

๑.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ๒.นายมั่น พัธโนทัย รองนายกฯ (เพิ่มอีกตำแหน่งจาก รมว.ไอซีที ที่เป็นอยู่เดิม) ๓.นายสุชาติ ธาดาธำรงเดช รมช.การคลัง ๔.นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมช.การคลัง ๕.นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๖.นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ๗.นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ รมช.พาณิชย์ ๘.นายประสงค์ โฆษิตานนท์ รมช.มหาดไทย ๙.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว.วัฒนธรรม ๑๐.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ๑๑.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.อุตสาหกรรม

เมื่อรัฐมนตรีใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทความว่า

“ปฏิญาณตนให้เป็นรัฐมนตรีที่ปฏิบัติดี สำหรับหน้าที่ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น เพราะว่า บ้านเมืองก็ต้องมีรัฐมนตรี ถ้าปฏิบัติตัวดีก็ช่วยประเทศ ถ้าปฏิบัติตัวไม่ดี ก็ไม่ทำให้ประเทศเจริญ

ก็ขอให้ได้ปฏิบัติตนให้ประเทศเจริญ ซึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของความเป็นรัฐมนตรี

ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปฏิญาณตนเช่นนี้ ก็ขอให้มีความสำเร็จในการทำตามคำปฏิญาณ”

ครับ..ในการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเกือบทุกครั้ง ข่าวโทรทัศน์ก็จะจบลงตรงนี้ แต่ครั้งนี้ เราจะเห็นการรายงานข่าวต่อเนื่องไปถึงตอนนายสมัครได้ยืนกราบบังคมทูล แต่เสียงที่ถ่ายทอดออกมานั้น ฟังไม่ค่อยปะติดปะต่อ

คราวนี้ ท่านก็อ่านให้ปะติดปะต่อได้ ทางเว็บไซต์ผู้จัดการเขาเรียบเรียงไว้ดี ผมขอตัดเอาตอนนี้มาบันทึกไว้เลย เพราะเห็นว่าเรื่องราวที่นายกฯ สมัครกราบบังคมทูลนั้น

จำเป็นที่เราๆ ท่านๆ ในฐานะประชาชนทั้งหลาย สมควรต้องรู้ และรับรู้เอาไว้ เพราะมีส่วนสัมพันธ์กับ “ประเทศชาติ-ประชาชนทุกคน” โดยตรง ทั้งในปัจจุบันและทั้งในอนาคต อ่านต่อจากข้างต้นเลยนะครับ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินมายังนายสมัคร และตรัสถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า

“๒-๓ วันนี้ จะไปดูทหารที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะว่าฮุน เซน ให้ภรรยาขึ้นไปทำพิธีข้างบน มีของแจกทหาร วิทยุไทยได้พูดจาว่ากล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาทหารไทยไม่ดูแล ข้าพระพุทธเจ้าได้คิดไว้ก่อนหน้านั้น ก็ได้ทำไปเงียบๆ ไม่ให้ภรรยาไป แต่ให้แม่ทัพภาค ๒ ไปแจกแทน ก็ถามผู้บัญชาการทหารบก ก็เลี้ยงดูทุกอย่างครบถ้วน อาหารการกิน เพียงแต่ของขบเคี้ยว ของกินเล่นไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าก็ไปซื้อลำไย ซื้อแอปเปิล พวกของขบเคี้ยว ขนมกรอบ จากบ้านอัยการ ๗ อย่าง ใส่ถุงไปพันถุง เอาไปฝากให้เขาเงียบๆ ติดพรุ่งนี้รับประธานาธิบดีสหรัฐ และจะไปเมืองจีน ๓ วัน กลับมาก็จะไปเยี่ยมพวกเขา”

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสถามถึงทหาร ความเป็นอยู่ และอาหารการกินของทหารในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลรายงานว่า

“วันนี้เรียบร้อย ต่างฝ่าย-ต่างถอย ไม่เรียกว่าถอน คือถอยออกมาทั้ง ๒ ข้าง เพื่อที่จะได้ประชุมกันต่อไป และก็จะมีการประชุมกัน ในชายแดนก็จะประชุม และกลางเดือนรัฐมนตรีก็จะประชุม คือว่าดึงออกมาจากวงใหญ่เป็นวงเล็ก งานเรื่องกัมพูชาเรียบร้อยดีพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าก็รับด้วยเกล้าฯ จะดำเนินการตามที่รับสั่งไว้ ก็คงจะค่อยยังชั่วขึ้น ตั้งคณะรัฐมนตรีได้เสร็จ มีคณะที่ปรึกษาใหม่ ๕ คน มาช่วยงานข้างนอก คือเขาก็ไม่อยากที่จะเข้ามาพัวพัน แต่อยากให้ความคิด ก็เลยคิดตั้งเป็นที่ปรึกษาช่วยงานได้ เขาไม่ต้องรับผิดชอบ คณะข้าพระพุทธเจ้ารับผิดชอบเอง ก็เริ่มดำเนินการกันแล้ว คนนั้นจะดูนั่น คนนั้นจะดูนี่ ค่อยยังชั่วพระพุทธเจ้าข้า”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส

“ขอให้สำเร็จ”

นายกรัฐมนตรีก็กราบบังคมทูลต่อว่า

“๑๑๖ วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ ขอพระราชทานพระบารมี ๒ พระองค์ คือศาลจะตัดสินคดีความยังต้องออกตัวก่อน บอกว่าคนไทยแตกแยกเป็น ๒ ซีก ศาลยืนยันว่า ศาลท่านอยู่ตรงกลาง ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังแล้วก็เลยต้องพึ่งพระบารมี ขอจัดงานเพื่อสมานสามัคคี อัญเชิญพระบรมฯ มา จะมีวิ่งธง ๗๖ จังหวัด และก็วันที่ ๑๐๐ ปี อนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ ก็จะมีแสดง ประปา ไฟฟ้า ตลอดทุกอย่างที่ทรงเอาเข้ามา ๑๐๐ ปีก่อน แสดงรอบละ ๙ วัน

พอเสร็จแล้ว วันถวายพระเพลิง จะพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพี่นางฯ ก็จะให้คนทั้งประเทศส่งดวงพระวิญญาณพร้อมกัน พอค่ำนิดหนึ่ง หลังจากพระราชทานเพลิงแล้ว ก็จะจุดเทียน เงียบทั้งประเทศ ส่งดวงพระวิญญาณ ให้มีความสว่างกันทั้งประเทศ ไม่มีใครมีข้างไหนๆ อีก แล้วพอหลังวันที่ ๓ หลังจากทรงตรวจพลแล้ว วันรุ่งขึ้น สมเด็จพระบรมฯ จะรับธง ๗๖ จังหวัดคืน แล้วก็งานก็จะเฉลิมฉลอง

วันที่ ๕ ก็ ๑๑๖ วัน พึ่งพระบารมี ๒ พระองค์ ให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน แล้วก็คงจะต้องลืมเรื่องต่างๆ ได้ ก็ฟังข่าวมาแล้ว ก็ได้รับการตอบรับดี สมเด็จพระนางเจ้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้วันที่ ๑๐-๑๒ ให้เลยเข้าไปพระที่นั่งอนันตฯ ให้ไปดูศิลป์แผ่นดิน ซึ่งเป็นงานมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

ข้าพระพุทธเจ้าก็เชิญชวนประชาชนไว้ งานศิลปาชีพ ก็จะมาแสดงกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ขายของที่เหลือ-ที่ค้างทั้งหมด ราคาถูกหน่อย แล้วก็แสดงกัน ๓ วัน หลังจากนั้นก็ถือว่า ๑๑๖ วัน จะให้ประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองได้สมานสามัคคี โดยขอพระบารมีทั้ง ๒ พระองค์พระพุทธเจ้าข้า คงค่อยยังชั่วขึ้น เพราะได้รับการตอบรับค่อนข้างจะดี และบางครั้งรัฐบาลนั้นก็จะถอยทุกวิถีทาง ไม่ปะทะ ไม่เริ่มต้น ใครจะแสดงอะไรก็ให้เขาแสดงไป คงจะดับชนวนได้พระพุทธเจ้าข้า”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ก็ขอให้มีความสำเร็จ”

ครับ..ก็จบความแค่นี้ แต่ในการขอพระราชทานพระบารมี ๒ พระองค์ นั้น นายกฯ สมัครได้อ้างอิงไปถึง “ศาลอาญา” วันตัดสินจำคุกคุณหญิงพจมานกับคณะ เมื่อ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ว่า

“ศาลจะตัดสินคดีความยังต้องออกตัวก่อน บอกว่าคนไทยแตกแยกเป็น ๒ ซีก ศาลยืนยันว่า ศาลท่านอยู่ตรงกลาง ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังแล้วก็เลยต้องพึ่งพระบารมี...” นั้น

อะไรคือการ “ออกตัว” ของศาล ตามคำที่นายกฯ สมัครกราบบังคมทูล วันนั้น ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าท่านก็คงอยากทราบ “ความเต็ม” ในคำที่ศาลกล่าวอีกเช่นกัน เพื่อความสมบูรณ์ในกรณีที่เชื่อมโยงถึงกัน

ผมก็จะยก “คำกล่าวนำ” คำผู้พิพากษา คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน มาตีพิมพ์ไว้อีกครั้ง ดังนี้

“เป็นที่รู้กันว่า ขณะนี้ประชาชนบางส่วนแบ่งเป็นฝักฝ่าย ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง โดยปรากฏว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นการขัดแย้งทางความคิดและการกระทำที่รุนแรง ไม่มีใครยอมใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป

ในส่วนของศาลยุติธรรมเป็นคนกลาง มีหน้าที่พิจารณาคดีในระบอบประชาธิปไตย จึงขอให้ทุกฝ่ายวางใจและวางมือว่าศาลยุติธรรมพิจารณาคดีตามอำนาจและตามกฎหมาย และอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีอคติ ไม่พิพากษาตามกระแส...”

ครับ..ก็เป็นอันว่าได้เรื่องราวเป็นข้อมูลอ่านเพื่อการรับรู้ที่ครบถ้วน-ครบด้านแล้วนะครับ อ่านจบแล้ว “ตัด” เก็บไว้ก็ดี จะมีประโยชน์ในวันหน้า

สำหรับวันนี้ คิดว่าคงไม่ต้องให้ผมคุยอะไรเรื่อยเจื้อยให้ท่านฟังอีก ในเมื่อได้เนื้อหาสาระเต็มปรี่เช่นนี้ไปแล้ว

ก็..ขอให้ความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน เทอญ.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter