รัฐบาล “พลังประชาชน-ประชาธิปัตย์”
เลข 8 สำหรับคนไทย มีความหมายเหมือนเลข 0 สองตัวมาชนกัน 0 เดียวก็แย่อยู่แล้ว แล้วนี่..ตั้ง 00 มันจะขนาดไหน ก็เลยไม่ค่อยนิยมกัน ซ้ำวันที่ ๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ คือ ๘/๘/๘ ถือเป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยลั่นกระสุนนัดแรก “ฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ” ที่นครพนม ประกาศแทรกซึมเพื่อยึดครองประเทศไทย และเรียกวันนี้เป็น “วันเสียงปืนแตก”
คนไทยก็เลยงั้นๆ กับเลข ๘ เพราะดูเป็นสัญลักษณ์แห่งความแตกแยกชอบกล ถึงให้โทษไม่ได้ แต่ก็ไม่ให้คุณโดยตรง ยิ่งกับพม่ายิ่งแล้วใหญ่ เลข ๘ เป็นเลข “ชีวิตแลกประชาธิปไตย”
ให้โทษ “ถึงตาย” มากกว่าให้คุณ!
เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านพลิกดูปูมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ครั้งนั้น-ที่พม่า ทั้งพระ ทั้งประชาชน ทั้งนักศึกษา เรือนหมื่น-เรือนแสน ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มย่างกุ้ง
๘/๘/๘ แค่ ๘ สามตัวก็มากพออยู่แล้ว แต่ครั้งนั้น-ที่พม่าเป็น ๘/๘/๘๘ คือวันที่ ๘ เดือนสิงหาคม ค.ศ.๑๙๘๘ รัฐบาลเผด็จการทหารพม่า จึงบ้าคลั่ง ไล่ล่า-ฆ่า-สังหาร ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไปกว่า ๓,๐๐๐ ศพ!
จากนั้น วันนี้ วัน ๘๘๘๘ ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในแต่ละประเทศ จะมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงวันนั้น เป็นการย้ำเตือนปณิธาน “เพื่อสานภารกิจประชาธิปไตย”
แต่สำหรับประเทศจีน-ชาวจีน ถือว่าเลข ๘ เป็นเลขนำชัย ประธานเหมาจะทำอะไรก็ยังต้องใช้เลข ๘
ฉะนั้น วันนี้ ๘/๘/๘ วันที่ ๘ เดือนสิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๘ จีนถึงยึดเป็นเลขนำฤกษ์..เปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
เฮง..เฮง..เฮง!!
จีนคงต้องพบความสำเร็จยิ่งใหญ่แน่ๆ เพราะไม่เพียง ๘/๘/๘ ยังสามารถหามาอีก ๘ เพิ่มความเฮงเป็น ๘/๘/๘๘ ซึ่ง ๘ ตัวหลังนี้มาจากเวลานำฤกษ์ คือ ๘ นาฬิกา!
สำหรับบ้านเรา หลังจากวันนี้ไปแล้ว เอาที่แน่ๆ หลังวันที่ ๑๐ สิงหา เป็นต้นไป น่าจะมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มาละลายบรรยากาศจำเจในสถานการณ์บ้านเมืองบ้างหรอก
ถ้าจะถาม “แล้วมันคืออะไร?” คำตอบก็คือ..เรื่องที่ยังมาไม่ถึงใครจะไปรู้ได้ ฉะนั้น ก็ดูๆ กันไปก็แล้วกัน เพราะการรอคอยไม่ต้องลงทุนอะไร รอหรือไม่รอ คอยหรือไม่คอย
ในชีวิตที่อยู่..ค่าเท่ากัน!
เพราะพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ลง จะเปลี่ยนวัน-เวลาให้เอง ตัวเรา-วุ่นวายกับเรื่องที่มิใช่หน้าที่ มันก็จะมีแต่วายวอด ป่วยการเปล่าๆ
เมื่อวานเห็นข่าวผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บ้าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บ้าง ออกมาปัดหินที่มีคนโยนมาถามทาง ในกรณีที่ร่ำลือกันว่า
จะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ๗๐-๘๐ คน มาร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์!
นายสุเทพปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่มีใครในพลังประชาชนมาติดต่อ ทั้งประชาธิปัตย์เองก็ไม่เคยไปติดต่อกับคนพลังประชาชน แถม “ต่อยอด” ข่าวร่ำลือด้วยการตอบแบบขยายไปด้วยว่า
“ที่ปล่อยข่าวว่านายเนวินจะมาคุยกับผมเพื่อความร่วมมือทางการเมืองนั้น ผมไม่คิดว่าคุณเนวินกับคณะจะมาร่วมงานกับประชาธิปัตย์ เพราะอุดมการณ์ และแนวคิดทางการเมืองไม่เหมือนกัน...”
มาดูทาง “นายอภิสิทธิ์” ผู้เป็นหัวหน้าพรรคบ้างว่าจะรับลูกนี้ด้วย “แม่ไม้การเมือง” แม่ไหน ลองอ่านดูนะครับ
“เรื่องใดที่เป็นปัญหาภายในของพรรคพลังประชาชนนั้น อย่านำฝ่ายค้านเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอร้อง..อย่านำไปอ้างและต่อรอง ส่วนสถานการณ์การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ อนาคตการเมืองขอให้เป็นไปตามระบบ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะรับผู้ใดเป็นสมาชิกเพิ่มหรือไม่ จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากรัฐบาลยึดหลักธรรมาภิบาล จะทำให้เงื่อนไขต่างๆ หมดไป”
ครับ..ฟังรวมๆ ก็เป็นประโยคที่ไพเราะในลีลา แต่ถ้าพิจารณาในเนื้อหาที่พูด ทั้งนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้บอกเลยนี่ครับว่า
“ประชาธิปัตย์” ปิดประตูตาย “ไม่ขอรับ ส.ส.คนไหนทั้งนั้นที่มาจากพลังประชาชนเข้าพรรค?”
ที่นายสุเทพพูด แยกเนื้อออกจากน้ำแล้ว ก็เพียงแต่ปฏิเสธว่า “ข่าวโคมลอย ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ยังไม่มีใครในพลังประชาชนมาติดต่อ”
อย่างนี้คือ การปัดป้องไปตามกิริยา ผมเป็นนายสุเทพก็ต้องพูดอย่างนี้ ก็ตอนนี้ “ยังไม่มีใครมาติดต่อ” แล้วจะให้แกะกระดุมเสื้อเม็ดบน นั่งหน้าพรรคกวักมือให้เขาเห็นงั้นหรือ?
สำหรับนายอภิสิทธิ์ เขาพูดประโยค – กับประโยค + รวมอยู่ในประโยคขัดแย้งเดียวกัน ฟังเหมือนขับเสภา เคลิบเคลิ้มในลูกเอื้อนปรัชญาการเมืองฝ่ายเทพ แต่เนื้อร้อง “ปฏิเสธมาร” แบบมีเงื่อนไข
ก็ถูก-ที่นายอภิสิทธิ์รีบบอก “พวกคุณจะทะเลาะกันในพรรคก็ทะเลาะกันไป อย่าดึงเอาประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคนนอกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” นี่ถือเป็นประโยคกราวหน้าพาทย์
และประโยคหลัง ก็ใช่-ที่นายอภิสิทธิ์เปิดยันต์ที่ปิดปากหม้อตัวเองว่า “สถานการณ์การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ อนาคตการเมืองขอให้เป็นไปตามระบบ...” นี่เป็นประโยคหยิกข่วนแล้วชวนเข้าหอ
แต่ถ้าสดับตรับฟังข่าวคราวนี้แบบพินิจ ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ ๗๐-๘๐ ส.ส.ซีกพลังประชาชนจะมาขอเข้าพรรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ในกิริยาของเรื่อง สิ่งที่อาจจะเป็น และอาจจะเกิดขึ้นได้ในกาลข้างหน้านี้ คือ...
จะมีคนจากพลังประชาชนมาชวนพรรคประชาธิปัตย์ “ร่วมจัดตั้งรัฐบาล” เพื่อผ่าทางตันบ้านเมืองที่แตกแยก
เออ..เท่านี้แหละ หมดเรื่องไป มัวอ้อมค้อมอยู่ เสียเวลา การเมืองมีเพื่อสร้างชาติ สร้างสามัคคี ไม่ใช่มีเพื่อแยกชาติ แยกประชาชน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้ว ในเมื่อมองทางไหน ก็หาคน-หาทางให้บ้านเมืองไปไม่ได้แล้ว
๒ พรรคใหญ่นั่นแหละ มานั่งคุยกันซะ!
เป็นผู้หลัก-ผู้ใหญ่กันแล้วมิใช่หรือ ก็น่าจะสำนึกเพื่อส่วนรวมได้แล้วว่า มันถึงเวลาที่ “ภาคการเมือง” ต้องแสดงความเป็น “ผู้ใหญ่ในการเมือง” ให้ประชาชนทั้งหลายได้เข้าใจว่า
“การเมืองประชาธิปไตย” ย่อมมี “ทางไป” ให้ชาติ-ประชาชนเสมอ!
ไม่ใช่การเมืองมาสร้าง “ทางตัน” ในระบอบประชาธิปไตย แล้วผลักไสให้ประชาชนต้องไปเอาขวาน “เผด็จการนอกสภาฯ” มาใช้ผ่าทางตัน
เวลานี้ ส.ส.ทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ มีจิตสำนึกใคร่ครวญที่สูงกว่าชาวบ้านทั่วไปขั้นหนึ่ง อย่าใฝ่ต่ำ-ด้วยสะใจ แช่งชักให้ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้พบอัปรีย์จัญไร
ถ้าระบบในสถาบันเป็นไป ในความเป็นคนไทยร่วมชาติ ไม่มีใครพ้นอัปปรีย์จัญไรไปได้หรอก
ในประวัติศาสตร์ ทุกท่านคงทราบแล้ว ครั้งใดที่กรุงศรีอยุธยาอ่อนแอ กัมพูชา-เมืองขึ้น เป็นต้องแข้งข้อ แล้วแว้งกลับมาขบกัดทุกครั้งไป
วันนี้-เวลานี้ก็เช่นนั้น กัมพูชาเห็นเราจิกตีกันเอง “เหมือนไก่ในเข่ง” อย่างที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ท่านว่า เขมรจึงดอดเข้ามางับซ้าย-งับขวา เดี๋ยวปราสาทพระวิหาร เดี๋ยวปราสาทตาเมือนธม
ฉะนั้น ในเรื่องนี้ ถึงใครจะปล่อยข่าวชิมลางอะไรก็ช่างเถอะ ผมขอยุส่งเลยว่า “ดี..ครับดี รีบๆ เลย”
รีบเอาพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละมานั่งโต๊ะ “กินฉูหลาม” กันซักมื้อ
พรรคฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคเทพ พรรคมาร ใครจะดี จะเลวอย่างไร แต่พอถึงเวลาประชุมสภาฯ ผมก็เห็นทุกคนไปรวมกันเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ร่วมที่ประชุมเดียวกันทุกครั้ง โดยไม่มีใครเกี่ยงงอน
ฉะนั้น ไม่จริงหรอกที่ว่า ส.ส.พลังประชาชน กับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะร่วมตั้งรัฐบาลด้วยกันไม่ได้?
เพียงแต่เอา “อัตตา” ที่บังตาออก ก็จะเห็น “อนัตตา” ด้วยตาเอง เมื่อความยึดดี-ถือดีในตัวตนหมดไป มันก็จะเป็นอย่างที่นายสุเทพว่านั่นแหละ “ยังไม่เห็นมีใครในพลังประชาชนมาติดต่อ”
และก็จะเข้ากรอบหลักการของท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ที่ว่า “สถานการณ์การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ อนาคตการเมืองขอให้เป็นไปตามระบบ”
ก็ขอวานท่าน ผบ.สส. พลเอกบุญสร้าง ท่าน ผบ.ทบ. พลเอกอนุพงษ์ ผบ.ทอ. พล.อ.อ.ชลิต และท่าน ผบ.ทร. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เป็นเจ้าภาพร่วมกัน
เชิญท่านหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะผู้มีอำนาจตัดสินใจในพรรค มาร่วมรับประทานอาหาร “มื้อสมานฉันท์สร้างบ้าน-สร้างเมือง” กันซักมื้อ
ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์ชักลากไปเองวันๆ นะครับ ต้องไม่ลืมว่า ต้นพฤศจิกายนนี้ ซึ่งห่างจากนี้ก็แค่ ๓-๔ เดือนเท่านั้น
เราจะมีงานพระราชพิธี “พระราชทานเพลิงพระศพ” จำกันไม่ได้แล้วหรือ? ป่านนี้ ในระดับรัฐบาลและประชาชน แทบจะยังไม่ได้เตรียมการเตรียมงานอะไรกันเลยในฐานะ “ประเทศเจ้าภาพ” แล้วเราจะปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้จนถึงวันนั้น คือ-วันที่เรายังตีกันไม่เลิก “อวดชาวโลก” หน้างาน ได้อย่างไรกัน?
คุยกันเถอะครับ คุยในหลักการ ไม่ปฏิวัติเด็ดขาด การเมืองระบบสภาฯ ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง “ด้วยการเมืองระบบสภาฯ” ให้ได้ และให้จบต้นปีหน้า “ยุบสภาฯ-เลือกตั้งใหม่” ก็คุยกันได้ ส่วนรัฐธรรมนูญจะแก้กันด้วยดุลยธรรมสำนึกตรงไหน จากนี้ไปก็ใช้กลไกสภาฯ ร่วมแก้กัน ขอแรงทหาร “ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” สร้างสะพานให้การเมือง “เดินหากันได้” โดยไม่มีใคร “เสียหน้า” หน่อยเถอะครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2551



