ฤาโดฮาไม่มีโค้งสุดท้าย?

เอกสารข่าวฉบับที่ 15 (สิงหาคม 2551)

- อิสร์กุล อุณหเกตุ -


ปลายเดือนกรกฎาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกพร้อมใจกัน ‘ฝ่าทางตัน’ การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (Doha Round) ได้เป็นผลสำเร็จหลังบรรลุกรอบความตกลงที่รู้จักกันในชื่อ July Package 2004 และสร้างความหวังว่า การเจรจารอบโดฮาอาจได้ข้อสรุปในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม 4 ปีต่อมา การเจรจายังคงดำเนินต้องต่อไปและมิอาจหาข้อสรุปได้ ซ้ำร้ายความมุ่งหวังที่จะฝ่าทางตันครั้งใหม่ต้องจบลง เมื่อประเทศสมาชิกมิสามารถตกลงกรอบการเจรจา July Package 2008 ร่วมกันได้

การเจรจารอบโดฮาที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 7 ปีนับแต่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2544 มีทีท่าว่า กำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้าย เมื่อนาย Carwford Falconer ประธานคณะเจรจาสินค้าเกษตรและนาย Don Stephenson ประธานคณะเจรจาการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรจัดทำโครงร่างข้อเสนอฉบับแก้ไข (Revised Modalities) ซึ่งเป็นการสรุปจุดยืนในการเจรจาล่าสุดของประเทศสมาชิกนับตั้งแต่การเจรจาในช่วงเดือนกันยายน 2550 แล้วเสร็จและเผยแพร่ต่อประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 ทำให้แผนการประชุมย่อยระดับรัฐมนตรี (Mini-Ministerial Conference) เพื่อการตัดสินใจระดับรัฐมนตรีขั้นสุดท้ายก่อนการดำเนินการเจรจาขั้นต่อไปสามารถเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551

อย่างไรก็ตาม การประชุมย่อยระดับรัฐมนตรีดังกล่าวกลายสภาพเป็นการประชุมขนาดย่อยลงไปยิ่งกว่าเดิม เมื่อการเจรจาเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกเพียง 7 ประเทศ หรือรู้จักกันในชื่อ กลุ่ม G-7 อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยมีนาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกเป็นผู้ดำเนินการเจรจา แนวทางการเจรจาดังกล่าวสร้างความสับสนงุนงงให้กับรัฐมนตรีการค้าจากกว่า 40 ประเทศที่เหลือ และทำได้เพียงนั่งรอคอยผลการเจรจาจากกลุ่ม G-7 และผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก

แม้ว่าการเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศดังกล่าวจะหาข้อยุติสำคัญได้ในหลายประเด็น แต่กลับต้องหยุดชะงักลง เมื่ออินเดียและจีนไม่เห็นด้วยกับสาระสำคัญในกลไกปกป้องพิเศษ ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการให้กำหนดระดับปริมาณการนำเข้าสูงถึงร้อยละ 150 ของปริมาณการนำเข้าในปีฐานจึงจะสามารถใช้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าพิเศษนั้นๆ ได้ นาย Pascal Lamy พยายามยื่นโครงร่างฉบับใหม่เพื่อประนีประนอมความเห็นของทั้งสองฝ่าย แต่ถูกปฏิเสธโดยตัวแทนจากสหรัฐฯ ขณะที่วิธีการใช้กลไกปกป้องพิเศษที่เสนอโดยเจ้าหน้าที่ของประเทศในกลุ่ม G-7 ก็ถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธอีกครั้ง และนำไปสู่การปิดม่านการเจรจา

ประเทศพัฒนาแล้วนำโดยสหรัฐฯ เชื่อว่า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้มากขึ้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการประกันความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพ แต่ประเทศกำลังพัฒนานำโดยอินเดียและจีนกลับเห็นในทางตรงกันข้าม โดยสนับสนุนความคิดของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งกลุ่มประเทศ G-33 กลุ่มประเทศ ACP และกลุ่มประเทศในแอฟริกาที่ต้องการกลไกการปกป้องในกรณีที่การนำเข้าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพ ความเห็นที่แตกต่างกันนี้ทำให้การเจรจารอบโดฮาที่กำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายกลับไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกครั้ง

นาง Susan Schwab ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) กล่าวภายหลังการเจรจาล้มเหลวลงว่า ประเทศสมาชิกสามารถสร้างความก้าวหน้าในการเจรจาในช่วง 10 วันหลังสุดได้มากยิ่งกว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่ “ประเทศบางประเทศต้องการมากขึ้นและมากขึ้นสำหรับการปิดตลาด” และ “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะอ้างถึง ‘รอบแห่งการพัฒนา’ หากผลการเจรจาทำให้อุปสรรคทางการค้ามีมากกว่าก่อนเริ่มรอบการเจรจา ดังเช่นจุดยืนในประเด็นกลไกการปกป้องพิเศษ” ความเห็นดังกล่าวถูกตอบโต้แทบจะทันที โดยนาย Kamal Nath รัฐมนตรีพาณิชย์อินเดียกล่าวว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีตลอด และประเทศสมาชิกมิได้ขัดแย้งกันในประเด็นใหญ่ ประเด็นที่ทำให้การเจรจาต้องยุติลง คือ ประเด็นกลไกการปกป้องพิเศษที่จะถูกใช้เพื่อการคุ้มครองความมั่นคงในการดำรงชีพ ทั้งนี้ “ความมั่นคงในการดำรงชีพมิใช่สิ่งที่สามารถเจรจาต่อรองกันได้ หากการหยุดชะงักของการเจรจาเป็นเหตุผลด้านการค้าก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงในการดำรงชีพก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งแตกต่างกันมาก”

ขณะที่กลุ่มประเทศ G-33 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสินค้าพิเศษและกลไกปกป้องพิเศษมาตั้งแต่แรกเริ่มไม่เห็นด้วยกับการโยนความผิดให้กับการเจรจาประเด็นดังกล่าวเพียงประเด็นเดียว ทั้งที่ยังมิได้เริ่มการเจรจาประเด็นอื่นๆ ซึ่งอาจไม่สามารถหาข้อยุติเช่นกัน เช่น สินค้าฝ้ายและการสูญเสียสิทธิที่มีอยู่เดิม (preference erosion) โดยนาง Mari Pangestu รัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซียตัวแทนกลุ่มประเทศ G-33 ให้ความเห็นว่า “หากรอจนระดับปริมาณนำเข้าสูงมาก ก็สายไปที่จะคุ้มครองวิถีชีวิตของเกษตรกร” และ “เราถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมโดยที่เราไม่ได้ทำ เราเชื่อว่า เราเป็นผู้บริสุทธิ์ที่เรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ (ใช้กลไกปกป้องพิเศษเพื่อปกป้องเกษตรกรจากการไหลทะลักของการนำเข้า) และหากเรากระทำความผิด (ใช้กลไกปกป้องพิเศษเพื่อเป็นอุปสรรคต่อการค้า) ก็จำเป็นต้องใช้กลไกเพื่อแก้ไข”

นาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกยอมรับว่า ความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการใช้กลไกการปกป้องพิเศษนำไปสู่ความล้มเหลวของการเจรจา โดยกล่าวว่า “บางประเทศกังวลว่า การใช้มาตรการปกป้องพิเศษจะกระทบกระเทือนการค้าปรกติ จึงต้องการให้ใช้ระดับปริมาณการนำเข้าที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่บางประเทศต้องการใช้ระดับที่ต่ำกว่า ความแตกต่างดังกล่าวไม่สามารถประนีประนอมกันได้หลังจาก 60 ชั่วโมงในการพยายามเชื่อมโยงจุดยืน” และ “การเจรจาในวันนี้ (30 กรกฎาคม) เป็นการถอยหลังที่รุนแรง เราต้องพยายามหาวิธีการที่จะนำการเจรจากลับมาอยู่ในแนวทางดังเดิม”

แม้ว่ากลไกปกป้องพิเศษจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้การประชุมย่อยระดับรัฐมนตรีต้องล้มเหลว แต่องค์การภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า เบื้องหลังความล้มเหลวดังกล่าวที่แท้แล้วอยู่ที่ท่าทีของสหรัฐฯ ที่ไม่ต้องการเจรจาในประเด็นสินค้าฝ้าย เนื่องจากกฎหมายการเกษตรของสหรัฐฯ ปี 2008 (US Farm Bill 2008) วางแผนการอุดหนุนฝ้ายไว้ไม่น้อยไปกว่าเดิมตลอด 5 ปี นับจากนี้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐฯ จะทำตามข้อเสนอการลดการอุดหนุนฝ้ายที่มากไปกว่าการลดการอุดหนุนปรกติที่ร้อยละ 70 ดังนั้น หากสหรัฐฯ ปล่อยให้การเจรจาในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น การเห็นผลประโยชน์ของเกษตรกรฝ้ายหลักพันในประเทศสำคัญกว่าเกษตรกรฝ้ายหลักล้านในแอฟ-ริกาย่อมทำให้สหรัฐฯ ต้องตกเป็นฐานะจำเลยของการเจรจาในฐานที่ไม่มีความจริงใจในประเด็น ‘วาระแห่งการพัฒนา’

การเจรจารอบโดฮาจะเริ่มต้นอีกครั้งหลังการหยุดพักช่วงฤดูร้อนในเดือนสิงหาคม แต่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้อย่างชัดแจ้งว่า การเจรจาจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะเมื่อ ‘ขาใหญ่’ ในการเจรจาอย่างสหรัฐฯ ยังต้องรอคอยผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนที่จะกำหนดจุดยืนในการเจรจาต่อไป แม้ว่าการวิ่งมาราธอนที่ชื่อ ‘การเจรจารอบโดฮา’ กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย แต่เป็นไปไม่ได้ที่นักวิ่งคนใดคนหนึ่งจะวิ่งเข้าเส้นชัยเพียงลำพัง หากประเทศสมาชิกถือผลประโยชน์ของตนสำคัญกว่าผลประโยชน์ต่อระบบการค้าพหุภาคีแล้ว อาจทำให้การเจรจาหยุดชะงักหรือล้มเหลวลงได้ทุกขณะ และเส้นชัยของการเจรจารอบโดฮาก็จะอยู่ห่างไกลเช่นเดิม.


เอกสารข่าว WTO จัดทำโดย

โครงการจับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO Watch)

ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)