“บุช-ทักษิณ” ในเวทีเปิดกีฬาโอลิมปิก
วันที่ ๗ สิงหาคมนี้ “ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช” จะแวะมาใช้เมืองไทยเป็นเวทีเล่น “การเมืองพม่า” ก่อนจะบินต่อไปจีน เพื่อร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก ๘/๘/๐๘
บังเอิญ “คุณสุทธิชัย หยุ่น” ดอดไปจับเข่าคุย ๒ ต่อ ๒ ถึงทำเนียบขาวมาล่วงหน้าแล้ว ก็เลยทำให้คน ๒ คนที่จะพบกัน “บุช-สมัคร” กร่อยไปเลย!
ผมคาดเอานะครับ...การไปจีนคราวนี้ ประธานาธิบดีบุชคงได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย อีกฝ่ายกำลังจากเก้าอี้ประธานาธิบดี อีกฝ่ายกำลังจากเมืองไทย เมื่อพบกัน ก็คงได้คุยกันออกรส
ตามประสา “คนรู้หัวอก” ซึ่งกันและกัน!
พ.ต.ท.ทักษิณเคยเล่าให้ฟังว่า “ไม่คุ้นกับบุช แต่ซี้ย่ำปึ้กกับพ่อของบุช เคยมานอนที่บ้านจันทร์ส่องหล้าด้วยซ้ำ”
ใช่ครับ เพราะเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อ ๖-๗ ปีที่แล้ว นายบุช หรือบุชผู้พ่อมาในฐานะที่ปรึกษา “คาร์ลายส์ กรุ๊ป” บริษัทการเงินเอกชนใหญ่ที่สุดของโลก หรือพูดให้ตรงเป้า “คาร์ลายส์” ก็คือ
หนึ่งในเครือข่ายองค์กร “จักรวรรดิโลก” ที่บุชผู้พ่ออยู่ในวาระประธานใหญ่ และกำลังใช้ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน-การธนาคาร และทั้งรัฐบาล ในนามการเมือง “จัดระเบียบโลกใหม่” เพื่อไปสู่เป้าหมาย “โลกทั้งใบอยู่ภายใต้คำสั่งและกฎระเบียบเดียวกัน”!
ว่ากันที่จริงแล้ว นับแต่ทักษิณเป็นนายกฯ และบุชผู้ลูกเป็นประธานาธิบดี ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ทั้งด้านการเมือง ทั้งด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวดีมาก ถึงขนาด ตอนพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาล
โฆษกทำเนียบขาวแถลงชื่นชม-ชื่นอกชื่นใจ แล้ว “วกด่า” รัฐบาล คมช.กันซึ่งๆ หน้าเลย!
และผมคิดว่า หลังจากบุชผู้ลูกกลายเป็น “อดีตประธานาธิบดี” เหมือนพ่อ ทั้งสองคนนี้ คือ “บุช-ทักษิณ” น่าจะร่วมเป็น “หุ้นส่วนทางความรวย” ในภูมิภาคนี้ที่ลงตัวเอามากๆ
โดยเฉพาะ “ธุรกิจทางพลังงาน” ด้านน้ำมัน-ก๊าซ และการลงทุนใหญ่ๆ ระดับโลก อย่าง “ดูไบ เวิลด์” ของกลุ่มทุนสหรัฐ เป็นต้น!
ต้องไม่ลืมว่า อาชีพดั้งเดิมของตระกูลบุชคือ “พ่อค้าน้ำมัน” ทั้งในสหรัฐ ในอเมริกาใต้ ในตะวันออกกลาง ฯลฯ
และคาร์ลายส์ นี้ กลุ่ม “ร่วมทุน” รายใหญ่คือใครท่านทราบมั้ยครับ?
“ซาอุดีอาระเบีย” นั่นไง ประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยพาคนมาดูช่องทางลงทุน “ธุรกิจทำนา” ในเมืองไทย เคยพามาดูช่องทางทำแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลฝั่งอันดามันมายังอ่าวไทยที่แหลมฉบัง
ก็ “แหลมฉบัง” ที่มีแผนเสร็จสรรพแล้ว ตัดเส้นทางพุ่งตรงไปตราดเชื่อม “เกาะกง” ที่ทักษิณจะเช่าจากกัมพูชาเนรมิตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมสัมปทานน้ำมันและก๊าซนั่นแหละ
“เกาะกง” นี้ มีท่าเรือใหญ่เรียกกันว่าท่าเรือกัมปงโสม หรือที่รู้จักกันในนาม “สีหนุวิลล์” เมื่อวันเสาร์ ในวงอภิปรายที่มหาวิทยาลัยรังสิต พล.ร.ท.ประทีบ ชื่นอารมณ์ ท่านพูดถึงตรงนี้ไว้น่าสนใจว่า
“ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารเท่านั้น ยังรวมถึงผลประโยชน์ทางทะเลที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยทางกัมพูชากำลังผูกสัมพันธ์กับสหรัฐ ที่ยืนยันได้ก็คือ ขณะนี้มีเรือรบสหรัฐซึ่งมีอานุภาพมาก เหนือกว่าเรือรบไทยทุกลำมาจอดเทียบที่ท่าเรือกัมปงโสม การที่สหรัฐทำเช่นนี้ เป็นยุทธศาสตร์การบุกยึดชิงพื้นที่ โดยใช้กองเรือเป็นทัพหน้า อย่างเช่นสงครามอ่าวเปอร์เซีย..”
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็น่าคิด แหล่งก๊าซ-น้ำมันในอ่าวไทย บวกกับยุทธศาสตร์เส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย มาอ่าวไทย ลัดเข้าช่องแคบมะละกาออกทะเลจีนใต้สู่สหรัฐ นับวันยิ่งน่าจับตายิ่งขึ้น
อย่าว่าแต่ไทยสะดุ้งเลย มาเลเซียเองก็เถอะ ในฐานะเจ้าของร่วมช่องแคบมะละกา เมื่อเห็นสหรัฐส่งกองทัพเรือมายึดกัมปงโสมเป็นฐานเช่นนี้ ยากที่จะนอนตาหลับ!
ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ตระกูลบุชร่ำรวยมาจากการค้าขายน้ำมัน บุชผู้ลูกนี้นอกจากมีกิจการน้ำมันที่ปานามาแล้ว “ด้วยบารมีพ่อ” สมัยเป็นประธานาธิบดี เขาได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันที่บาห์เรนด้วย!
ฉะนั้น พ่อค้าน้ำมันมืออาชีพอย่างบุช กับพ่อค้าน้ำมันรายใหม่ที่ได้สัมปทานขุดเจาะในอ่าวไทยที่เกาะกง เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เห็นว่า “คล้ายบังเอิญ” นั้น ถ้าปะติดปะต่อกันให้ดีจะเห็นว่า
ล้วนโคจรมาบรรจบกันตามแผนทั้งนั้น!?
เคยคุยกันไปแล้วว่า อ่าวไทยเขตไหล่ทวีป “ไทย-กัมพูชา” มีน้ำมัน-ก๊าซ มหาศาลอันดับ ๒-๓ ในภูมิภาค แต่ยังตกลงแบ่งพื้นที่กันไม่ได้ และนั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายังขุดเจาะน้ำมันไม่ได้
ทั้ง ๒ ฝ่ายให้สัมปทานบริษัทต่างๆ สำรวจและขุดเจาะไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ แล้วครับ ก็สมัยทักษิณนั่นแหละ นอกจาก ปตท.ไทยเราแล้ว เจ้าใหญ่ที่ได้สัมปทานทั้งพื้นที่เขตไทย และพื้นที่เขตกัมพูชา คือเชฟรอน
เชฟรอน เราทราบกันละว่าเป็นชาติสหรัฐ แต่ท่านทราบไหมครับว่ารากฐานมาจากไหน?..เชฟรอนก็ ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของธุรกิจเครือข่ายมหาเศรษฐีร็อกกี้ เฟลเลอร์ และร็อกกี้ เฟลเลอร์ ก็คือ
๑ ในแกนนำองค์กร “จักรวรรดิโลก” ที่มีบุชผู้พ่อเป็นประธานอยู่ขณะนี้ จากสแตนดาร์ด ออยล์ แตกสาขาไปเป็น เชฟรอน เอ็กซอน โมบิล และอีกเยอะแยะทั่วโลก
สหรัฐ โดยมี “เชฟรอน” เป็นตัวแทน พูดได้ว่า ขณะนี้ครองสัมปทานในเขตกัมพูชาไปได้เกือบหมด ทางเขตไทยก็เถอะ เพียงแต่ว่าในพื้นที่คาบเกี่ยวยังขุดเจาะไม่สะดวก เพราะยังตกลงกันไม่ได้อย่างว่า
แต่ถ้าไทย-กัมพูชา ตกลงพื้นที่ทับซ้อนเขตไหล่ทวีป ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนี้ได้ สหรัฐก็คงนอนจิ้มคอมพิวเตอร์เห็นตัวเลขแล้วว่า ข้างไทย-อยู่ในอวยตั้งแต่สมัยทักษิณ
เหลือแต่ข้างกัมพูชา อุตส่าห์เอาเรือรบมาจอดเสริมบารมีให้ขนาดนี้ มีหรือ “แหล่งก๊าซ-น้ำมัน” ในอ่าวไทย จะหลุดมือสหรัฐภายใต้สัมปทานเชฟรอนไปได้!!
รูปการณ์นี้ หวยที่จะออกก็คือ “เชฟรอน” จะกินรวบ เป็นเจ้าของสัมปทานรายใหญ่แต่ผู้เดียวเกือบ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ทั้งของไทยและของกัมพูชา
ที่ “เกาะกูด” ของเราเขตจังหวัดตราด รักษาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะบริเวณนั้น สำรวจพบก่อนปี ๒๕๑๓ ด้วยซ้ำว่า ทั้งก๊าซ ทั้งน้ำมันอื้อซ่า บริษัทน้ำมันเคยยุให้รัฐบาลกัมพูชา ตั้งแต่ยุคเจ้าสีหนุ “ขีดเส้น” เอาเกาะกูดไปเป็นของเขาหน้าตาเฉยมาแล้ว
ถึงตอนนี้ท่านคงพอเดาออกใช่ไหมครับว่า “ทำไม..หมู่นี้เขมรเหิมเกริมเหลือเกิน เดี๋ยวบุกเขาพระวิหาร ที่ศรีสะเกษ เดี๋ยวบุกเข้ามาทำซ่าถึงปราสาทตาเมือน ที่สุรินทร์ ไปกินดีหมี-ดีเสือที่ไหนมา?”
ต้องไม่ใช่ดีหมี หรือดีเนวินแน่ๆ ดูตามรูปการณ์ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่สหประชาชาติรับลูกเขมรกล่าวหาไทยล้ำแดน รายการนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้
นอกจาก “สหรัฐ” เจ้าพ่อยูเอ็น เป็นโปรโมเตอร์!?
ถ้าหยิบแผนที่ประเทศไทยมาดู เราจะเห็นว่า ไล่จาก ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์-สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด นั่นคือ แนวตะเข็บขอบแดนไทย-กัมพูชาเรื่อยไปจนลงทะเลอ่าวไทย เกาะกูด-เกาะกง ที่เป็น “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล” ที่สหรัฐเข้ามาและเล็มเป็น “มือที่ ๓” อยู่เวลานี้
รอซักพักเถอะ รอให้ “จีน” เสร็จโอลิมปิกก่อน แล้วค่อยมาดูกันใหม่ว่า จีนจะปล่อยให้สหรัฐเข้ามาซ่าเป็นนักเลงโตเหยียบจมูกมังกรในถิ่น “อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ๖ ประเทศนี้ได้ขนาดไหน?
ไหนๆ ก็คุยมาถึงนี่แล้ว จะไม่แวะคุยเรื่อง “ปราสาทตาเมือน” ที่สุรินทร์อย่างเป็นข่าวครึกโครมตอนนี้เห็นจะเสียเชิง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนว่า ตามที่เป็นข่าว “ทหารกัมพูชาพาสื่อมวลชนมาขอเข้าเยี่ยมชม”
โดยนัยทึกทักว่า “นี่ก็อยู่ในเขตแดนข้างข้า” อะไรประมาณนั้น แท้จริงแล้ว ทหารกัมพูชามาขอเยี่ยมชม ปราสาทตาเมือน หรือปราสาทตาเมือนธม?
ถ้า “ปราสาทตาเมือน” หรือ “ปราสาทตาเมือนโต๊จ” ขืนมาวอแว ยันหลังให้อกแอ่นออกไปเลย แต่ถ้าเป็น “ปราสาทตาเมือนธม” ควรค่อยพูด-ค่อยจากัน เพราะเหมือนตั้งอยู่บน “เส้นขาว” ของสนามเทสนิสงั้นแหละ!
ผมหมายถึง “พื้นที่” นิดๆ หน่อยๆ รอบปราสาทนะครับ ไม่ใช่ตัวปราสาท เพราะถ้าเป็นตัวปราสาทและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของไทยและตั้งอยู่ในเขตไทยชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในความเป็นแนวตะเข็บอย่างว่าแหละ
บวกกับที่ยังสำรวจและปักปันเขตแดน “ไทย-กัมพูชา” บริเวณนี้ ยังไม่เรียบร้อย ถ้ากัมพูชาเขาจะ “ตาแชแหม” มองล้ำเข้ามาบ้าง บนความเป็นเพื่อนบ้านที่ชานเรือนชนกัน ก็นึกว่าให้เหมือนกรรมการกำกับเส้นสนามเทนนิส
ลูกมันตกเบียดเส้น ก็อาจมองผิด-มองพลาดไปบ้าง เอาไว้ตอนวัดสำรวจค่อยชี้ขาดกันตอนนั้นก็ยังไม่สาย อย่าเพิ่ง “รักชาติ” จนขาดสติ แล้วทะรุ่มทะร่ามกันไปเลย ความจริงตอนนี้ “ไทย-กัมพูชา” ควรมีฮอตไลน์สายตรงซัก ๒ สายนะครับ คือระหว่างนายกฯ กับนายกฯ และระหว่าง ผบ.สส.กับ ผบ.สส. ปุบปับผู้ใหญ่จะได้ยกหูพูดจากันให้เข้าใจ แล้วออกข่าวไปในทางเดียวกัน ต้องไม่ลืมนะครับ..ยุคนี้เป็นยุค “สงครามข่าวสาร” โลกทั้งโลกที่จะฆ่ากันตาย ก็มาข่าวที่ “ปั่นกันไป” จนเป็นเรื่อง “บานปลาย” เกือบทั้งนั้น.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม 2551



