รหัสลับ “บอร์ดแบงก์ชาติ-กองทุนมั่งคั่ง”
“จำเลยทั้ง ๓ เป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร
จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
แต่จำเลยทั้ง ๓ (นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ ๑ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ที่ ๓) กลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรอันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆ ที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ ๒ จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๒ และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น
การที่จำเลยที่ ๑ จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง ๓ จึงร้ายแรง
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง ๓ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๗ (๒) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามประมวลรัษฏากร มาตรา ๓๗ (๑) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
จำคุกจำเลยทั้ง ๓ คนละ ๒ ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๑ ปี
รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ (นายบรรณพจน์) และที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) คนละ ๓ ปี...”
ครับ..นั่นคือคำพากษาที่ต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์” สำหรับตระกูลชินวัตร เพราะนี่แค่ “คดีแรก” ในคดีหลีกเลี่ยง “ภาษีชินคอร์ป” เท่านั้น ยังจะมีทยอยตามมาอีกหลายคดี
คดีนี้ ศาลอาญามีคำพิพากษาไปเมื่อวานนี้ (๓๑ ก.ค.๕๑) หลังจากที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๐
ผมก็เพียงนำมาบันทึกเป็น “ข้อเตือนใจ” กันไว้เท่านั้น ยังไม่จบหรอกครับ เป็นเพียงศาลชั้นต้น ทั้ง ๓ คนก็คงต้องอุทธรณ์ คือ “สู้คดี” กันต่อไปตามสิทธิ์อันพึงมีตามกระบวนการกฎหมาย
ผมดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์แล้วก็เข้าใจความรู้สึกของคนที่ตกเป็นจำเลย เพราะเคยตกอยู่ในสภาพนั้นมาแล้วหลายหน ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ “ความดีเป็นศาสตร์ป้อง”
ดี-ถ้ามี เมื่อถึงจุดพร้อมดี ดีนั้นก็จะเบ่งบานเองครับ!
ตอนนี้มีเสียงวิพากษ์-วิจารณ์กันมากว่า เมื่อต้องโทษจำคุก ๓ ปีเช่นนี้ คุณหญิงพจมาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เดินทางออกนอกประเทศได้ระหว่างนี้ ถึงวันที่ ๑๐ สิงหา
อาจฉวยโอกาส “ไปแล้ว-ไปลับ” เลยก็ได้!?
แต่ผมก็เถียงแทนว่า “ไม่หรอก” ทั้งอดีตนายกฯ ทักษิณ และคุณหญิงผู้เป็นภริยาของท่านต้องไม่ “คิดสั้น” ด้วยการหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศแน่นอน เพราะคนที่เคยไปต่างประเทศย่อมรู้ซึ้งอยู่กับใจว่า
ต่อให้มีเงินล้นฟ้า...
สุข-สู้ถือกะลาอยู่ในเมืองไทยไม่ได้หรอก!
แล้วยิ่งตอนนี้ จะไปขอ “ลี้ภัยการเมือง” ต่างแดนก็คงยากแล้ว เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะไปอ้างอย่างนั้นได้ ครั้นจะอ้างอยู่เมืองไทย “ความปลอดภัยไม่มี” ก็อ้างไม่ได้
ตรงนี้ก็ต้องไปโทษคนที่รักท่านด้วยวิธีการอย่าง นายขวัญชัย ไพรพนา นายอุทัย แสนแก้ว ที่อุดรธานี เพราะการมีฝูงคน “ไล่ฆ่า-ไล่ตี” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดังเป็นภาพ-ข่าว เผยแพร่ไปทั่วโลกนั้น
กลายเป็น “ใบเสร็จโลก” ไปแล้วครับ!
คือเป็นสิ่งยืนยันว่า ท่านอยู่เมืองไทย-ไม่มีใครไปทำอันตรายอะไรท่านและครอบครัว แต่ตรงกันข้าม พวกท่านนั่นแหละกลับเป็นฝ่ายไล่ล่า ไล่รุมทำร้ายคนอื่นเขา!
ยังไงๆ วันที่ ๑๐ สิงหา ก็ต้องกลับมา พร้อมรายงานตัวต่อศาลในวันที่ ๑๑ สิงหา คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมไม่จนตรอกในความคิดสู้-คิดชนะ แต่จะคิดแบบไหน-อย่างไร นั้น
ยากแท้หยั่งถึงสำหรับผม!? พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกิดด้วยการเมือง หากแต่เกิดด้วยเงินผ่านเส้นทางการเมือง
นั่นคือ เงิน+การเมือง = อำนาจ
วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังพร้อมทั้งเงิน ทั้งการเมือง และผลผลิตของมัน คืออำนาจในสถาบันบริหาร และสถาบันนิติบัญญัติ
เพียงแต่อำนาจนั้น “ถูกพักการใช้ชั่วคราว” ด้วยอำนาจจาก ๑ ใน ๓ สถาบันหลักที่ไม่ใช่ “สถาบันบริหาร-สถาบันนิติบัญญัติ” นั่นคือ
อำนาจจาก “สถาบันตุลาการ”!
ฉะนั้น ทักษิณย่อมไม่คิดแก้ปัญหาตัวเองและครอบครัวแบบนกกระจอกเทศที่หนีด้วยการเอา “หัวซุกทราย” แล้วปล่อยตูดโด่ง ทักษิณยังมีพร้อมทุกอย่าง เพียงขาดจังหวะ โอกาส และเวลาเท่านั้น
ถ้าผมเป็นทักษิณ ผมก็จะบอกว่า “เรื่องอะไร หนีให้โง่เรอะ?” เพราะ ๕ ปีบนความเป็นผู้นำบริหารประเทศ ทักษิณไม่ใช่สมัคร เล่นการเมืองจนผมหงอกทั้งศีรษะ ได้ใจคนอยู่ ๒ คน “ธีรพล-สหัส”
๕ ปีนั้น ทักษิณ “ซื้อใจ” ผู้คนไว้มากมายทั้งในระบบรัฐ และระบบราษฎร์ จากสูงสุด ยันต่ำสุด ทักษิณมีวิสัยทัศน์วางโครงข่าย “ไทยในอนาคต” ไว้มากมายหลายโครงการ ทั้งจีน ทั้งพม่า ทั้งลาว ทั้งกัมพูชา และทั้งเวียดนาม ถึงวันนี้อาจพูดได้ว่า
ผนึกเป็นหุ้นส่วน “ธุรกิจประเทศ” ภายใต้โครงการร่วมกัน!
อาจถึงขั้นพูดได้ว่า ถ้าสำเร็จเรียบร้อยตามแผน ในอนาคต ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้า ประเทศ “กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด”
จะเป็นผืนเดียวกัน เหมือนสหภาพยุโรป!
แค่เส้นทางจากคุนหมิง ทะลุไทยที่เชียงของ แล้วยิงตรงเข้าใจกลางประเทศไทยที่กรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ ยิงตรงไปจังหวัดตราด ทะลุเชื่อมเข้ากัมพูชา ผ่านถนนที่รัฐบาลไทย โดยทักษิณเอางบประมาณไปสร้างไว้ไห้ตามแผนเชื่อมโยง ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ที่เรียกว่า “พื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้” Southern Economic Corridor “ตราด-เกาะกง-สะแรมปึล” นั่นเลย!
สรุปสั้นๆ ชัดๆ คือ กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางออกทะเลของจีน จากจีน-ลาว พุ่งมาที่ท่าเรือแหลมฉบัง เชื่อมเข้ากับท่าเรือสีหนุวิลล์ที่เกาะกงถึงเวียดนาม และเชื่อมเข้ากับท่าเรือภาคใต้ที่ระนอง เป็นโครงข่ายเชื่อมเข้ากับท่าเรือทวาย-พม่า ผ่านทางกาญจนบุรี ออกทะเลฝั่งอันดามัน
ยังไม่นับเหนือ-อีสาน ที่ตัดเส้นทางมาเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายใยแมงมุม ๖ ประเทศ อย่างที่รวมเรียกเส้นทางเศรษฐกิจกลุ่มภูมิภาคนี้เป็น North-South-East-West Economic Corridor
เห็นมั้ย..”เกาะกง” อันอุดมด้วยแหล่งก๊าซและน้ำมัน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนกับไทย และโครงการ “ศูนย์กลางพลังงาน” หรือ HUB ที่จะไปตั้งที่ทวาย ชิงอำนาจสิงคโปร์ ถึงอย่างไรมันก็มีพลังดึงดูดมหาศาล และเป็นเดิมพันที่ยากจะทิ้งไปได้ง่ายๆ
“พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ที่ทางสมเด็จฮุน เซน ไว้วางใจ และต้องการที่จะให้มาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาเกาะกง ที่รัฐบาลมุ่งให้เกาะกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของเกาะกงจะเติบโตตามที่รัฐบาลได้วางเป้าหมายไว้ ขณะเดียวกัน นายพัด สุภาภา ก็อยู่ในระหว่างการหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับการร่วมลงทุนด้วยกัน”
นี่คือคำพูดที่ออกจากปากของ “พลเอกเตีย บัณห์” รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ นี่เอง!
และใช่ว่าโครงการนี้หยุด ทุกอย่างเดินไปตามแผนครับ ไม่เพียงเท่านี้ ผมอยากให้ท่านหันไปดู “อะไรบางอย่าง” ที่นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี “หนอนในไส้” ของทักษิณใช้อำนาจหน้าที่ทำไปสอง-สามวันนี้
การแต่งตั้ง “คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือที่เรียกกันว่า “บอร์ด ธปท.) ๖ คน คือ นายพรชัย นุชสุวรรณ นายชัยเกษม นิติสิริ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ นายคณิศ แสงสุพรรณ และนายจรุง หนูขวัญ เมื่อ ๓-๔ วันที่ผ่านมา
ต้องเรียกว่าปฏิบัติการ “ยึดอำนาจแบงก์ชาติ” ของฝ่ายทักษิณสำเร็จเรียบร้อยขณะบ้านเมืองฝุ่นตลบ ซึ่งคนทั่วไป “ยาก” ที่จะเข้าใจในความสำคัญที่เป็น “เส้นทางเปลี่ยน” ในระบบการเงินประเทศครั้งนี้
ด้วยอำนาจตามกฎหมายใหม่ที่ “ลดอำนาจ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ และประธานบอร์ดที่จะไม่ใช่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติอีกต่อไป ด้วยโครงสร้างใหม่นี้ “การเมือง” จะมีอำนาจเหนือทั้งการคลังและการเงิน
ไม่พอใจวันไหน ประธานบอร์ดจะเสนอปลด “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ซะเมื่อไหร่ก็ได้!?
เสร็จเรียบร้อยระบอบทักษิณไปเงียบๆ หนึ่งเรื่องละ แล้วเมื่อวานซืนนี้คงได้ยินที่นายสุรพงษ์ “รุกคืบ” อีกเรื่อง คือบอกว่า
“ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากเกินความจำเป็นไปแล้ว” คือตอนนี้มีอยู่ ๑.๒ แสนล้านดอลลาร์ ก็จะเอามาตั้งเป็น “กองทุนมั่งคั่ง” เป็นจำนวน ๓.๓ แสนล้านบาท!
ทองคำที่ “หลวงตาพระมหาบัว” ท่านทอดผ้าป่าช่วยชาติ นำมาเข้าท้องพระคลังหลวงไว้ ๑๑,๖๓๐,๒๗ กิโลกรัม และเงินเงินอีก ๑๐,๘๐๔,๔๘๙,๐๙ ดอลลาร์สหรัฐ เหล่านี้แหละครับ รวมอยู่ในบัญชี “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ที่รัฐบาลนี้ โดยนายสุรพงษ์ “ศิษย์ทักษิณ”
จะแก้กฎหมายเอาเงินออกไป “เล่นแร่แปรธาตุ” ๓.๓ แสนล้าน!!
นี่คือสัญญาณ ๒ นัย นัยแรก เป็นการผันเงิน “ออกนอก” ด้วยอ้างว่านำไปลงทุน นัยที่สอง บ่งว่า รัฐบาลนี้บริหารประเทศ “หมดตูด” แล้ว ต้องและเล็มเงินคงคลัง แล้วอย่างนี้ ยังจะไว้ใจให้ “รัฐบาลสมัครนอมินีทักษิณ” เป็นด้วงอยู่ในยอดตาลต่อไปอีกหรือ?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2551



