“สมัคร-พัชรวาท” ต้องมีคำตอบสังคม
วันนี้-จันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บางท่านคงวงไว้ในปฏิทินว่า “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งจะรับฟ้องคดีหวยบนดิน ๒ ตัว และ ๓ ตัว หรือไม่?” ถ้ารับคดีไว้พิจารณาต่อ ก็หมายความว่าจะมีรัฐมนตรีอีก ๓ คนที่ตกเป็นจำเลย ต้อง “ยุติการปฏิบัติหน้าที่”
คงอยากทราบกันว่า “ใครบ้าง?” ก็มีนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.เกษตร และนางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน แต่เท่าที่ฟัง ๓ คนเขาแย้งว่า
“ต่างกรรม-ต่างวาระ คือเหตุเกิดแต่รัฐบาลโน้น จะเอาผลจากเหตุครั้งนั้นมาใช้กับเขาในรัฐบาลนี้ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งนั้น-ในวาระนั้นไปแล้ว น่าจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
นายสุรพงษ์จะส่งให้ศาล “ตีความ” ต่อ ส่วนจะเป็น “ตีความ หรือ ตีรวน” นั้น ท่านวินิจฉัยกันเอาเอง!
จาก ๒๘ กรกฎาคม ก็ไปวันที่ ๓๐ กรกฎาคม คราวนี้ไม่ใช่ศาลนักการเมือง แต่เป็นที่ “ศาลอาญา” ในคดีหลบเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป มีผู้ต้องหาหลายคน ในจำนวนนั้นมี “คุณหญิงพจมาน ชินวัตร” รวมอยู่ด้วย
จะติด หรือ จะหลุด เป็นปฐมฤกษ์ ก็รู้กันพุธที่ ๓๐ นี้แหละ!
แต่อุ่นใจอยู่หน่อย ศาลอาญาเป็น “ศาลชั้นต้น” ถึงอย่างไร ถ้าพลาดพลั้งมีโทษจำคุก ก็ยังพอประกันตัวไปสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์-ฎีกาได้ ไม่เหมือนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
มีศาลเดียวเป็นที่สุด หลุด-หลุดเลย ถ้าติดก็..ติดเลย!
ความจริงจาก ๒๕ กรกฎาคม คาบเกี่ยวไประหว่าง ๓๑ ก.ค.-๑ ส.ค.ถือว่าเข้าโซน “จันทร์ดับ” จากปรากฏการณ์สุริยคราสนี้ “อิทธิพล-ร้ายนัก” ฉะนั้น จากวันนี้ไปถึงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑..จะว่าอะไรดีล่ะ?
เอาเป็นว่า “ปมาโท มัจจุโน ปทัง” ก็แล้วกัน แปลความว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย”!?
ฉะนั้น ทั้งเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละท่าน ไปไหน-มาไหน พกแต่สตางค์อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “พกสติ” ไปด้วย ไม่โกรธ ไม่วู่วาม ไม่หุนหันพลันแล่น นับหนึ่งให้ถึงโกฏ
แล้วท่านจะมีความสุขกับการได้ “ขึ้นภู-ดูเขากัดกัน” เป็นปฐมนิเทศ โดยไม่เดือดร้อน-วุ่นวายไปด้วย!
นอกจากที่บ้านเราแล้ว ที่ “เสียมเรียบ” กัมพูชา นอกบ้านเราก็จริง แต่เป็นเรื่องระหว่าง “บ้านเรา-บ้านเขา” ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคนใหม่แกะกล่อง
“นายเตช บุนนาค” จะไปเจรจาความเมืองกับ “นายฮอร์ นัมฮง” รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา
ก็ด้วยกรณีพิพาทบริเวณ “ปราสาทพระวิหาร” หลากหลายข้อหา หลากหลายประเด็น ตามที่ฝ่ายเขมรเขาสรรปั้นแต่งขึ้นมาอย่างที่ทราบกันอยู่นั่นแหละ
ทั้งคู่เป็น “เพื่อนเก่า” แต่สมัยเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสด้วยกัน เมื่อเพื่อนเก่าพบกัน ก็คงได้คุยความหลังกันออกรส เมื่อออกรสแล้วก็เอารสที่ออกนั้นมายำรวมกับความปัจจุบัน
ผลที่ออกมาก็คง “รสชาติกลมกล่อม” เข้าปาก-เข้าลิ้น ทั้งฝ่ายไทย-ฝ่ายเขมร บนคำสรุปสวยๆ ว่า “เส้นรุ้งแห่งสันติภาพและมิตรภาพเจิดจ้า บรรยากาศอบอวลด้วยไมตรีแห่งมิตรสหายดียิ่ง”
แค่นี้ก็ “แหล่ม” แล้วครับ!!
จะเอาอะไรกันมากกะการพบปะกันครั้งแรก อีกคนก็รัฐมนตรี (เพิ่งมา) ใหม่ อีกคนก็จากรัฐบาล (เลือกตั้ง) ใหม่
เอาแค่ “ต่างฝ่ายต่างถอนทหาร” ออกจากแนว แล้วเปลี่ยนหัวข้อเจรจาในวาระแรกจากเรื่องพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปเป็นเรื่องหารือ “เปิดพื้นที่ ๒ ประเทศ” บริเวณปราสาทพระวิหาร ให้ชาวบ้านไปมาหาสู่เป็นปกติ
และเปิดประตูให้ “นักท่องเที่ยว” ขึ้นไปชมปราสาทพระวิหารได้เหมือนเดิม ดีกว่าจะให้ทหารทั้งสองฝ่ายมานั่งกอดปืน ซดบะหมี่ซองอยู่อย่างนี้ โดยที่..ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ยิงกัน!
ไม่มีใครเสีย มีแต่ WIN-WIN ทั้งสองฝ่าย อย่างนี้ท่านว่าดีกว่ามั้ย?
แต่อย่างว่าแหละครับ ฝ่ายกัมพูชาเขานึกว่าเดินเกมมาจนมีแต้มต่อ และอีกอย่าง ได้ตัวปราสาทไปแล้ว แผนต่อไปคือ “ต้องเอาพื้นที่รอบปราสาท” ไม่งั้นการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารก็ไร้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว และการลงทุน
เห็นกันอยู่แล้วมิใช่หรือ “ยูเนสโก” ร่วมเดินแผนรุก “หักดิบ” ให้ตาอยู่ ๗ ชาติเข้ามาบริหารพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรไปแล้ว ดังนั้น ถ้าท่านสังเกตจะเห็นว่า ในการเจรจาครั้งที่แล้ว ๒๑ ก.ค.๕๑ ที่สระแก้ว
ขึ้นต้นคณะ “นายเตีย บัณห์” ก็ยกขึ้นมาขึงตึงก่อนเลยว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตร “ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน” ไทย-กัมพูชา
เป็น “พื้นที่ของเขา” ทั้งหมด!?
ฝ่ายเราโดย “พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” ถึงได้บอกว่า แบบนี้คุยกันไปก็ไม่มีประโยชน์
เพราะ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้น อันที่จริง “เป็นของไทยเรา” อยู่แต่เดิมแล้ว แต่เพื่อความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จากการแสวงหาข้อยุติที่ดีร่วมกันเมื่อปี ๒๕๔๓ จึงมี “ข้อตกลงร่วมว่าให้เป็น “พื้นที่ทับซ้อน”
ทั้งสองฝ่ายต้องถอยออกมาจากพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นก่อน แล้วค่อยมาตกลงกันว่า ตรงไหนจะเป็นของใครกันบ้าง? เราถอยจากพื้นที่นั้น กัมพูชาก็ถอย
ในยุครัฐบาลทักษิณ คนกัมพูชาก็รุกเข้ามาตั้งบ้าน-ตั้งเรือนอีก เราก็เฉย ทหารจะผลักดันออกไป ฝ่ายการเมืองก็บอกว่า “ทหารไม่ต้อง” ฝ่ายการเมืองจะเจรจากันเอง!
จาก “การเมืองทักษิณ” ในยุคนั้น ปล่อยปละมาถึงวันนี้ นอกจาก “ไล่ก็ไม่ออกไป” แล้ว ยังเข้าตำรา “ม้าอารี” จากแค่หัว เข้ามาอยู่ทั้งตัว ยึดพื้นที่เป็นของเขาไปเลย
แล้ววันนี้ กัมพูชา รุกศอกแล้วจะเอาทั้งแขน งัดแผนที่ฝรั่งเศสขึ้นมาทึกทักว่า “๔.๖ ตารางกิโลเมตรเป็นของเขาฝ่ายเดียว”
นี่แหละ..การเป็น “ผู้ใหญ่กว่า” ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อต้องเจรจากับเด็กสายเลือด “พระยาละแวก” มันก็ปวดหัวอยู่ร่ำไป
อดทน อดกลั้น ถึงขนาดนั้น ก็ยังไม่วายถูกชาวโลกที่มองกัมพูชาด้วยทัศนคติ “ประเทศยากจน-เกิดใหม่” ว่าไทยไปรังแกเด็ก!?
ทำใจกันเถอะครับ รอให้พ้นเดือนกันยายนไปก่อน อุณหภูมิรักชาติ-รักหน้าค่อยลดลง การพูดจาทำความตกลงกันก็คงง่ายขึ้น ขืนมาตกลงอะไรกันตอนที่ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายจ้องจับตา ถ้าไม่เป็นที่ถูกอก-ถูกใจพระเดชพระคุณขึ้นมาละก็
ทั้งคนเจรจา ทั้งรัฐบาลทั้งสองฝ่าย “กลัวชาวบ้านเอาตาย” พอๆ กันนั่นแหละ!
มีคนตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อวันอาทิตย์ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” คนที่พูดไปเอาสันมือแถกจมูกถอกไป สลับกับเช็ดน้ำลายที่ย้อยมุมปากไป เป็นทัศนะอุจาดเป็นระยะๆ นั้น ใช่นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอมินีทักษิณหรือเปล่า?
ผมดูเทปตอนบ่ายโมง ผมว่า..ใช่นะครับ!
เพียงแต่ว่าอาทิตย์นี้ “เข้าเจ้า-เข้านาย” เรียกว่าพับเพียบเรียบร้อยที่สุดในรายการนับแต่มีมา
แต่นั่นก็ยกไว้ในการที่จะนำมาพูดคุยกัน ที่ชาวบ้านเขาฉงนคือ
“คุณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประกาศไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วด้วยประโยคว่า ‘จะให้คนของผมลุกขึ้นมาฆ่าบ้าง เพราะว่าถูกฆ่ามาเยอะแล้ว’ ใช่ไหม?”
ก็เป็นจริงอย่างที่ผู้นำรัฐบาลคนนี้ประกาศไว้นั่นแหละ เพราะมีกลุ่มคนในจังหวัดต่างๆ แถบภาคอีสาน ออกมาไล่ฆ่า ไล่ทำร้ายทั้งชาวบ้าน ไล่ฆ่า ไล่ทำร้ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปเปิดเวทีปราศรัย ไม่ว่าที่เชียงใหม่ ศรีสะเกษ สกลนคร เชียงราย มหาสารคาม บุรีรัมย์
ล่าสุด..ที่อุดรธานี และที่นี่ ไม่เพียงบาดเจ็บเท่านั้น โจษขานกันทั้งเมืองว่า มีคนที่จะมาฟังพันธมิตรฯ ปราศรัย ถูกรุมทุบตีขณะตำรวจพื้นที่ยืนมองดู แต่ทำเป็นไม่รู้-ไม่เห็นเสียชีวิตไป ๒ ศพ
แถมปล่อยให้มีการนำศพใส่รถไปทิ้งไว้ที่อื่นเป็นการอำพราง ขณะนี้ทราบร่องรอยแล้ว ๑ ราย แต่ยังไม่พบอีก ๑ ราย!?
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ป่าเถื่อน คนเป็นนายกฯ ซึ่งต้องดูแล รับผิดชอบทั้งความสงบสุขบ้านเมือง และทั้งสวัสดิภาพ ชีวิต ทรัพย์สินประชาชน ไม่ปรากฏว่าจะได้แสดงออกซึ่ง “ภาวะผู้บริหารประเทศ” เพื่อระงับ ยับยั้ง และสั่งการ กวดขัน ให้ตำรวจ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม และรักษากฎหมายบ้านเมืองให้เกิดประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลเลย
ตรงกันข้าม นอกจากจะมีคน “ฝ่ายรัฐบาล” คล้ายร่วมทำ ร่วมรู้เห็นเป็นใจแล้ว ยังเกิดภาพว่า “นายกฯ พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” ด้วยซ้ำ!
หรือว่า การปลุกปั่น-ปล่อยปละให้คนออกมาไล่ฆ่าพันธมิตรฯ และชาวบ้านที่มาฟังพันธมิตรฯ ปราศรัย
เป็นไปตามนโยบาย “คนของผมถูกฆ่ามาเยอะแล้ว ให้คนของผมลุกขึ้นมาฆ่าบ้าง”?
นายสมัครเป็นผู้ควบคุมดูแล “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และการที่ ผบ.ตร. “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” มองดูเหตุที่เกิดขึ้นครั้งแล้ว-ครั้งเล่า คล้ายพอใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในพื้นที่นั้นๆ เช่นนี้ ถือเป็นความอัปยศอดสู และเป็นการสร้างเงื่อนไข “สงครามประชาชน” ครั้งใหญ่ ทั้งคู่ “เกิดจิตสำนึกเพื่อรับผิดชอบบ้างไหม?” และท่านทั้งสอง..อยู่ต่อไปไม่ได้แล้วครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2551



