หมายเหตุ “กระทรวงต่างประเทศ”
ครับ..เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้อาจทำให้ท่านพะว้า-พะวัง ไม่รู้จะตั้งรับเรื่องไหนก่อนดี ระหว่าง “ปัญหาภายใน” กรณีพันธมิตรฯ ที่ขับไล่รัฐบาลนอมินีทักษิณ กับ “ปัญหาภายนอก” กรณีพิพาทกัมพูชา-ไทย
ถ้าต้องการมองปัญหาเหล่านี้ให้ชัด ก็มีทางเดียว คือ ถอยตัวเองให้ห่างออกมาจากปัญหานั้น แล้ว “ตั้งสติ” มองกลับเข้าไปใหม่ คราวนี้จะเห็น..ใสแจ๋ว
โดยเฉพาะปัญหาพิพาทกัมพูชา-ไทย ด้วยพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบๆ ปราสาทพระวิหาร นั้น ผมเข้าใจว่า “คนไทยทั้งประเทศ” สนใจ และร้อนอก-ร้อนใจกันมากยิ่ง
ยิ่งร้อนอก-ร้อนใจมากเท่าไหร่ ผมก็ว่าควรต้อง “ใช้สติ” ในการกรองข่าวสารกันให้มากขึ้นเท่านั้น ขืนเอาอารมณ์ เอาความรู้สึก ตั้งรับการเดินเกมแบบยั่วยวน และชวนหาเรื่องจากฝ่ายกัมพูชา
จะหลง “ร่องแข้ง” มวยเขมรเอาเปล่าๆ!
ผมพอเข้าใจที่ “ร้อนใจ” กันเพราะเห็นความไม่เอาไหนของรัฐบาล โดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้ารัฐบาลตั้งแต่แรก และในความไม่เอาไหนนั้น ยังมองเห็นตรงกันด้วยว่า
ภาครัฐบาล “รู้เห็นเป็นใจ” ตั้งแต่เรื่องลงนาม “แถลงการณ์ร่วม” นั่นแล้ว!
ผมก็ร้อนใจ-ว้าวุ่นใจเหมือนกับทุกคน แต่พอเอา “สติ” มาตั้ง ก็ค่อยๆ มองเห็นว่า ในความ “หวังไม่ได้” จากภาคการเมือง นั้น แต่ภาคข้าราชการประจำที่เป็น “ความหวังได้” แต่ดั้งเดิมนั้น..เรามองข้ามกันไปซะนี่
“กระทรวงการต่างประเทศ” นั่นแหละครับ ถึงตอนนี้จะไม่มี “รัฐมนตรี” เป็นหัวตามกฎหมาย แต่เนื้องานหลักผู้ที่ทำจริงๆ ก็คือ “ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ” ฉะนั้น ผมบอกได้เลยว่า
รายการนี้..สบายใจ อุ่นใจ เชื่อฝีมือ เชื่อหัวใจ ของคนบัวแก้วเขาเถอะ!
ตอนนี้กัมพูชาก็ “ถอนคำร้อง” ที่จะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประชุมฉุกเฉินไปแล้ว นายสมัครบอกว่า ได้โทรศัพท์คุยกับนายฮุน เซน ตกลงกันแล้ว วันจันทร์ที่ ๒๘ ก.ค.นี้
จะให้ “รัฐมนตรีต่างประเทศ” ของทั้ง ๒ ประเทศ พูดคุยกันที่เสียมเรียบ!
รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา รู้แหละว่าคือ “นายฮอร์ นัมฮง” แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเราล่ะ นายสมัครเขาเข้าใจในความจำเป็นต้องรีบหาคนมาเป็นหัว-เป็นหางแต่ต้นมือก็หาไม่
อ้างอย่างเดียว รอ ๒๘ กรกฎา รอว่าศาลมีคำสั่งคดีหวยบนดินที่จะมีผลถึง ๓ รัฐมนตรีอย่างไร แล้วค่อยว่ากันไปหลังจากนั้น
เอาความสำคัญของราชการ “เพื่องานเมือง” ไปผูกไว้กับการเมือง “เรื่องตัวเอง” เสียนี่!
เมื่อมี “นัดสำคัญ” อย่างนี้ นายสมัครจะกระเหี้ยนกระหือรือ จัดทัพกระทรวงต่างประเทศ ด้วยการหาคนมาตั้งในตำแหน่งรัฐมนตรีเสียก่อน เพื่อเอาสถานภาพแห่งศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมไปคุยกะเขา หรืออย่างไรนั้น
ก็สุดแต่ท่าน “หัวหมูแก้บน” เถอะ!
การที่นายสมัครออกมาบอกว่า ได้โทรศัพท์คุยและนัดหมายกับนายฮุน เซน นั้น เชื่อเถอะ เป็นฝีมือการเดินงาน “ทางการทูต” ของกระทรวงต่างประเทศที่มี “นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล” เป็นปลัดกระทรวงอยู่ขณะนี้มากกว่า
ก็รีบเอามาชิงพื้นที่ข่าวเป็นผลงาน เหมือนอย่างเรื่องจับนางดา ตอร์ปิโด อะไรนั่น รี่บอกนักข่าวเอารังวัด ทั้งที่ตำรวจจับอยู่แล้ว ที่ผมเชื่ออย่างนี้ เพราะวานซืน นายสมัครเองนั่นแหละบอกว่า
“ยังไม่จำเป็นต้องติดต่อพูดจาอะไรกันกับนายฮุน เซน รอให้เขาเลือกตั้งวันที่ ๒๗ เสร็จก่อน”
แล้วนี่..มันแค่วันที่ ๒๔ เท่านั้นเอง ก็แสดงว่า ในขณะที่นายสมัครหมกมุ่นเอาแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องถอดถอนองค์กรอิสระ เรื่องส่ง นปก.ออกโทรทัศน์สู้พันธมิตรฯ เรื่องจ้อรายการสนทนาประสาสมัคร โดยให้ความสำคัญปัญหาไทย-กัมพูชาอยู่ในอันดับท้ายๆ
แต่คนกระทรวงต่างประเทศ เขาเดินงาน “บนเวทีโลก” กันตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อคนไทยทุกคน เพราะเขาเห็นแล้วว่า
เรื่องนี้กัมพูชา “ส่อเจตนา” ด้วยประสงค์ร้ายต่อไทยแน่ชัด ฉะนั้น ในขณะที่กัมพูชา ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ ทั้งทูตผู้แทนถาวรของเขาในยูเอ็น เดินเกมการเมืองเวทีโลกกันอย่างเข้มข้น ขืนไทยเรามัวแต่เล่นการเมืองเอาใจ “นายหญิง-นายใหญ่” อยู่แค่นี้
ไม่เพียงเสียเกียรติภูมิ อาจต้องเสียดินแดนอย่างน้อย ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบๆ ปราสาทพระวิหารให้เขมรแน่ๆ!
เขมรอาจใช้ลูกไม้เดิม “ทะเลาะกับไทย” เพื่อได้ใจ-ได้คะแนนให้ชนะเลือกตั้ง ๒๗ ก.ค.นี้ ก็เป็นไปได้สูง แต่ถ้าสังเกต “เกมรุก” แบบมีแผนงานเป็นรายวัน จนถึงขั้นทำหนังสือฟ้องคณะมนตรีฯ อย่างลุกลี้ลุกลน
นั่นส่อชัดว่า ไม่ใช่แค่หวังใช้หาเสียงเท่านั้น มีการ “รวมหัว” จากบางประเทศในจำนวน ๕ ชาติคณะมนตรีฯ หวังอาศัยมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ บังหน้า เพื่อรุกคืบเข้ามาฮุบพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร “เป็นเบื้องต้น” ด้วย!
ก็ดูซี มีเรื่องปุ๊บ คุยกันไปวันที่ ๒๑ ก.ค.รอบเดียว รุ่งขึ้นไปฟ้องยูเอ็นแล้ว แถมในคำฟ้องบิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีว่าไทยยึดดินแดน ไทยส่งกำลังทหารคุกคาม
ขนาดปัญหาในพม่า เป็นสิบ-สิบปีแล้ว ยังเป็นเรื่องของกลุ่มอาเซียนด้วยกันพูดจา แต่นี่..วันเดียวแท้ๆ แร่ไปร้องยูเอ็น ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นเลย
แล้วยูเอ็นแค่ “อ่านกระดาษ” ก็กระเหี้ยนกระหือรือ จะรับลูกเขมร-เข่นไทย!
อย่างนี้..มันคิดไม่ซื่อ และมีบางประเทศ ที่แน่ๆ ก็ฝรั่งเศส ๑ ใน ๕ คณะมนตรีความมั่นคงฯ นี่แหละที่..เป็นปี่-เป็นขลุ่ย?
แต่เพราะคนกระทรวงต่างประเทศของเรา รู้แกว-รู้เกม ของกัมพูชาดี เขาจึงแก้เกมในเวทีโลก ประสานจากกระทรวงไปยัง “นายดอน ปรมัตถ์วินัย” เอกอัครราชทูตถาวรประจำสหประชาชาติ ทำหนังสือเวียนอธิบายข้อเท็จจริงไปให้ ๑๕ ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้ทราบ
ที่สหประชาชาติ ก็มีทุกชาติสมาชิกประจำอยู่ ท่านทูตดอนบอกว่าได้พูดจา ทำความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายๆ ชาติมาตั้งแต่แรกโน่นแล้ว พูดง่ายๆ คือความเป็นมืออาชีพ “รู้ทาง” และดักทางเกมกัมพูชามาตลอด
ฉะนั้น ความเป็นนักการทูตผู้มีประสบการณ์ ความเป็นบัวแก้วที่มีชาติสกุล และด้วยความเป็นผู้ใหญ่ “มีสติ” ไม่แตกตื่นจนไหลไปเข้าเกมเขา วันนี้ จึงได้เห็นว่าสถานการณ์ของไทย
ไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่หวั่นวิตกกันไปหรอก!
ถ้าเป็นฟุตบอล ถึงขาดหัวหน้าทีมอุปโลกน์ แต่แค่ ๑๐ ตัวนักเตะบัวแก้ว ชัวร์ครับ!!
เพราะอะไร เพราะถ้าดูการจัดตำแหน่งทัพครั้งนี้แล้ว “มั่นใจได้” ฝ่ายทหารคือกองทัพ-ฝ่ายการเมืองคือกระทรวงต่างประเทศ “ผนึกด้วยเข้าใจหน้าที่ และด้วยสามัคคี” ถือว่าดีเยี่ยม
กระทรวงต่างประเทศ เดินนำหน้าบนเวทีการเมือง-การทูต
ฝ่ายทหาร คือกองทัพ เดินตามหลัง คอยสนับสนุนในสนามรบ
เนี่ยะ..ต่างคน-ต่างรู้หน้าที่ของใคร-ของมัน แล้วคอยประสานกันตามขั้นตอน ใช้การทหารเสริมการทูต-การเจรจาให้มีพลัง แบบนี้..หายห่วง!
นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงต่างประเทศ นั้น เราอาจจะไม่ค่อยเห็นบทบาท “ช่างจ้อ” เพื่อทำตัวให้ข่าว แต่การทำตัวให้เป็นงานตามหน้าที่ งานนี้ ถือว่า “ซ้อมใหญ่” เป็นการเคาะสนิมทีมงานบัวแก้วทั้งเก่า-ทั้งใหม่ ภายใต้การนำของนายวีระศักดิ์ได้อย่างดีทีเดียว
อย่ารู้จักคนแค่ประวัติ วัน-เดือน-ปีเกิด เลยครับ รู้จักทัศนคติ-ความคิดคนในการทำงานดีกว่า
“ในอดีต หัวใจของนักการทูตคือการเจรจา เพราะฉะนั้น ในตำราการทูตสมัยโบราณจะเน้นว่า การเป็นนักการทูตที่ดีคือ ‘เป็นนักเจรจาที่ดี’ แต่ปัจจุบัน หัวใจของนักการทูตคือ ‘การเป็นนักสื่อสารที่ดี’ คือเราต้องทำหน้าที่สื่อสารระหว่างรัฐบาลของเรากับรัฐบาลต่างประเทศ และกับองค์กรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นเหมือนคนกลางที่จะสื่อสารระหว่างประชาชนของเรากับประชาชนของประเทศที่เราไปประจำอยู่ ในส่วนนี้คือเรื่องการทูตประชาชน หรือ Public Diplomacy ซึ่งเป็นมิติใหม่ของสังคมประชาธิปไตย”
นี่คือ..ท่านปลัดวีระชัย และอีกท่านที่ดูเหมือนจะได้รับการกล่าวขานถึงกันมากคือ “นายวีรชัย พลาศรัย” ที่ พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เจาะจงเอาตัวไปร่วมเจรจากับฝ่ายกัมพูชา “พลเอกเตีย บัณห์” ที่สระแก้ว เมื่อ ๒๑ ก.ค.ที่ผ่านมา
ท่านคงจำได้นะครับ นายวีรชัยนี้เดิมท่านเป็นอธิบดี “กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย” เป็นผู้เจรจาเรื่องประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกับเขมรมาตลอด จบกฎหมายและเจนจัดจากฝรั่งเศส
เมื่อเดือน พ.ค. นายนพดลเคยส่งไปคุยกับ “นายซก อาน” รองนายกฯ เขมรพร้อมท่านปลัดที่ฝรั่งเศส จู่ๆ ก็ย้ายกลางคันให้ไปเป็น “เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง” แล้วให้ “นายกฤต ไกรจิตติ” อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มาเป็นแทน
อันนี้ไม่เกี่ยวว่า ระหว่างนายวีระศักดิ์ กับนายกฤต ใครจะด้อย จะเด่น หรือเหมาะสม ไม่เหมาะสมกว่ากันนะครับ พูดกันโดยเนื้อหา ทั้งสองท่าน “กระทรวงต่างประเทศ” เคี่ยวกรำ เจียระไน ไว้เป็นสมบัติของบัวแก้วเพื่องานกระทรวงต่างประเทศได้เท่าๆ กัน
แต่กับงาน สู้เกม-สู้หมากเขมร ที่จงใจฟ้องยูเอ็นเที่ยวนี้ ทุกคนรวมตั้งเป็นทีมทำงานกัน จากสถานการณ์ตั้งรับ กลับมาเป็น “ยันเสมอ” ในตอนนี้ และพร้อมจะตีรุกในชั้นเชิงการทูต ก็จับตาดูกันต่อไป
คอยติดตามฟัง “นายธฤต จรุงวัฒน์” อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ท่านแถลงเป็นระยะก็แล้วกัน ใครทำงานตำแหน่งนี้ เท่าที่ผมสังเกต ขึ้นไปเป็นใหญ่-เป็นโตทุกราย!
ทำความเข้าใจกันให้ชัดนะครับ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรที่เป็นของไทย กัมพูชาจะทึกทักเอา ในขณะที่เราไม่ได้ทึกทักจะชิงเอาตัวปราสาทของเขาเลย ฉะนั้น ทหารจึงต้องตรึงพื้นที่ไว้
มิใช่เพื่อต้องการรบ แต่เพื่ออธิปไตยเหนือดินแดน ต้องอยู่รักษาไว้
การเจรจาเพื่อ “อยู่ร่วมกัน” ด้วยสันติ นั่นคือเป้าหมายทั้งทางการทูต และการทหาร ในการแสวงหา “จุดร่วมที่ลงตัว” ระหว่างไทยกับกัมพูชา นี่เป็นงานที่กระทรวงต่างประเทศกำลังทำอยู่
ไม่มีการรักชาติอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีการเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืนด้วยการทหารอย่างที่กล่าวหากันเอง มีแต่การรักษาอธิปไตย และคุยกันไปเพื่อ “ไทย-กัมพูชา” อยู่ด้วยผลประโยชน์ร่วมกันจากพื้นที่ตรงนี้.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพืไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2551



