Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


ข้อคำนึง “เรื่องสถาบัน” ในกิจการม็อบ

อืมมมม..เหตุการณ์กำลังสอน “การเมืองในประเทศ” ให้กับคนไทยยังไม่ทันจบ อาจารย์จากยูเอ็น และเขมรก็แทรกวิชา “การเมืองในเวทีโลก” เข้ามาในระหว่างชั่วโมง

ถึงขั้นนี้สามารถเรียกได้ว่า บ้านเมืองไทยเรากำลังเจอศึกขนาบทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน”

และซ้ำร้าย รัฐบาล และผู้นำของเราอยู่ในภาวะ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ศรัทธา ไร้ความเชื่อถือ อาศัย “เป็นหน้า-เป็นตา” แทนคนไทย และประเทศไทยแทบไม่ได้! ถ้าประเทศไทยเปรียบเป็นเรือ ภาวะนี้ก็เหมือนเรือรั่ว แถมยังเอาจุมโพ่มาเป็นกัปตัน ประวัติศาสตร์ก็สอนไว้แล้วว่า “ไทยอ่อนแอ” เมื่อไหร่ ลูกหลานพระยาละแวกซึ่งเหมือน “เชื้อไวรัส” เป็นต้อง...

“แว้งใส่” เมื่อนั้น!

แล้วจะไปโทษใครล่ะ ก็ต้องโทษตัวเราเอง “ทุกคน” นั่นแหละ กัดกันเหนื่อยหรือยัง พอจะมีสติ-สตังได้คิดอะไรถึงเรื่อง “ส่วนรวม” กันขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ?

ถ้ายัง..ก็เชิญกันตามสบาย มีด-ไม้ น่ะ ผมว่ามันช้า ในเมื่อพูดจาภาษามนุษย์กันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ขนปืน ขนระเบิดมาถล่มให้มันแหลกไปด้วยกันซะไม่ดีกว่าหรือ?

จะได้จบๆ “คืนความสงบ” ให้บ้านเมืองเสียที!

เหลือซากแค่ไหน คนที่เหลือก็จะได้ร่วมแรง ร่วมใจกันกอบกู้-ซ่อมแซม เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์โลก บนการเปลี่ยนแปลง “ครั้งใหญ่” ในอีกไม่กี่วัน-กี่ปีข้างหน้านี้

เขมรเขารวมสามัคคี ตี-รุกรานไทย

แต่ไทย “แตกสามัคคี” รับการตี-รุกรานจากเขมร!?

ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ตรองกันเถอะครับ อย่ารักชาติ อ้างประชาธิปไตยจนกลายเป็นไฟเผาไหม้บ้านตัวเอง เพราะถ้าเหลือแต่ซาก ไม่มีไอ้หน้าไหนหรอก จากทุกเวทีนั่นแหละจะมารับผิดชอบได้

ผมไม่รังเกียจ และไม่คัดค้าน ถ้าใครจะชุมนุมก็ชุมนุมกันไปเถอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้คิดด้วยแยกแยะสักนิดว่า กรอบไหน-เรื่องไหน-ประเด็นไหน เอามาทะเลาะ ด่าทอกันให้สนุกในเวทีชุมนุมได้

และกรอบไหน-ประเด็นไหน-เรื่องไหน “ต้องยกไว้” ไม่ควรนำมาพูดจาเป็นเหตุบาดหมางถึงขั้นแยกคน แยกถิ่น แยกสามัคคีชาติ เหล่านี้ ก็ควรงดที่จะนำมาขึ้นเวทีปราศรัยกัน

การ “ลากไส้” คือบ้านเมืองของเราด้วยกันทุกคนออกมาให้กากิน นั้น ผมเชื่อทุกคน-ทุกฝ่าย..ไม่มีใครต้องการ

เราเคยปรารภร่วมกันไปแล้วมิใช่หรือว่า ทุกฝ่ายควรละเว้นที่จะนำ “สถาบันเบื้องสูง” ไปพูดจาจนเป็นเหตุนำไปสู่การกล่าวหาซึ่งกันและกัน เพราะเหตุอย่างนั้น ไม่ใช่การพิทักษ์-เทิดทูน-รักษา

แต่จะเป็นการนำ “สถาบัน” ลงมาเล่นกันเพื่อประโยชน์ตนเอง สถาบันซึ่งแท้จริงแล้วทรงคุณประการเดียว แต่การเอามาเล่นกันอย่างนั้นพร่ำเพรื่อ จะเกิดเป็นความเข้าใจผิดๆ จากผลทางกฎหมายว่า “สถาบัน” ให้โทษด้วย

ก็ดูซี..เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่การเมืองในทำเนียบฯ ยันการเมืองข้างถนน “ข้อหาหมิ่นสถาบัน” ทั้ง หัวหงอก-หัวดำ นำมาสาดใส่ซึ่งกันและกัน มีทุกวัน มีจนกลายเป็นเรื่อง “ประจำวัน” ไปแล้ว

แบบนี้ ระวัง “อันตราย” ในมุมกลับนะครับ!

ในเรื่องนี้ ผมอยากให้ตระหนักในทางเดียวกันว่า เราทุกคนเคารพบูชาพ่อ-แม่ ถามว่า..ในชีวิตหนึ่ง เราเอ่ยชื่อพ่อ-แม่กี่ครั้ง ก็แทบนับครั้งได้ และแต่ละครั้งในการเอ่ยนั้น

ก็เอ่ยในวาระสำคัญที่สมควร-เหมาะสมต้องเอ่ย เรียกว่า “กาลอันควร” เท่านั้น จะไม่มีการนำมาพูดเล่น นำมาเอ่ยกันพร่ำเพรื่อ ซึ่งนั่น มิได้หมายถึงการไม่เคารพ-เทิดทูน แต่ตรงกันข้าม

เรายกไว้เหนือหัว เหนือจิต เหนือใจ ระมัด-ระวัง จะไม่ทำอะไรให้เป็นการอาจเอื้อม-แตะต้องถึงโดยไม่จำเป็น และนั่นตะหากคือ ด้วยเคารพ เทิดทูน บูชา ที่แท้จริง

อย่างการชุมนุมของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” นั่นก็เถอะ การไปจองถนนชุมนุมอยู่นานๆ ตั้งเดือน-สองเดือนนั้น ใช่ว่า “ยิ่งนาน-ยิ่งขลัง”

ผมเกรงว่า “ยิ่งนาน-ยิ่งเสื่อม” มากกว่า ถ้าอยู่จนถึงสิงหา ก็อาจกลายเป็น “ยี่เก” ผูกปี-แก้บน ตามตลาด!?

เพราะชุมนุมทุกวัน ต้องพูดทุกวัน แต่แก่นของเรื่องมีอย่างเดียวคือ “ต้องการขับไล่ระบอบทักษิณให้พ้นไปจากวิถีบริหารราชการงานเมือง”

แล้วจะเอา “แก่น” ตรงไหนมาให้ฟังกัน “ทุกวัน” เพราะขืนพูดซ้ำๆ ซากๆ คนฟังก็เบื่อ?

นั่นก็จะเข้าตำราที่โบราณท่านว่าไว้...

“นอนนาน วิชาน้อย, กินบ่อย เงินหมด, พูดมาก โกหกมาก”!

ผมไม่ได้หมายถึงที่พูดกันเป็นเรื่องโกหก แต่หมายถึงว่า การพูดกันวันละเป็นสิบชั่วโมง และพูดกันเป็นเดือนๆ ก็แน่ละ ย่อมต้องแตกแขนง แตกฝอย แตกเรื่อง เพื่อสีสัน เป็นการปรุงรสให้ถูกปาก-ถูกคอคนฟัง

นี่แหละ..แบบนี้แหละ “จะออกปากอ่าว” โดยไม่รู้ตัว อย่างวันศุกร์ จะยกขบวนไปชุมนุมที่หน้า ปตท.ด้วยข้อเหตุผลว่า ปตท.มีกำไรเป็นแสนล้าน ให้เอากำไรนั้นมาลดราคาน้ำมันให้ชาวบ้าน!

ฟังดูมันเท่ ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชน แต่ไม่ใช่หรอกครับ การทำด้วยแนวคิดสุดลิ่มทิ่มประตูยิ่งกว่า “เหมาอิสม์” อย่างนี้ มันเป็นความคิด เป็นทัศนคติของกลุ่มที่ดูจะขัดแย้งกับคำว่า “กู้ชาติ”

ทำกันอย่างนี้ ป่วยการยกเหตุผลแลกเปลี่ยน ปตท.ทำธุรกิจมีกำไร เอากำไรมาลดราคาน้ำมัน ดี..ผมก็ชอบ แต่ถามว่า ปตท.มีบ่อน้ำมันเองหรือ ไม่ต้องซื้อมาเหมือนที่ทุกแห่งเขาซื้อกันหรือ?

แล้ว ปตท.ลดราคา เชลล์ บางจาก เอสโซ่ คาลเท็กซ์ ปิโตรนาส อื่นๆ ร้อยแปด เขาเอากำไรมาลดราคาตามลงมาเท่าๆ กันด้วยมั้ย?

อย่าทำอะไรด้วยอคติแอบแฝงเลยครับ เขากำไรน่ะดีแล้ว ขาดทุนตะหากสมควรต้องด่า ผมเห็นพันธมิตรฯ “ตั้งป้อมถล่ม” ปตท.มาตลอด พูดกันจน ปตท.บริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นกว่า ๕๐% กลายเป็นธุรกิจโจรผู้ร้ายสูบเลือดประชาชนไปแล้ว

ล้ม ปตท.ไป จะให้บริษัทน้ำมันต่างชาติอย่าง เชลล์ เอสโซ่ คาลเท็กซ์ มาแทนงั้นหรือ การทำอะไรเพื่อสะใจอย่างเดียว ก็เหมือนปฏิวัตินั่นแหละ ปฏิวัติเสร็จแล้ว..ไปไหนต่อ?

ปตท.ทำหน้าที่บริหาร-ปฏิบัติการด้านพลังงานของประเทศไทย ภายใต้นโยบายรัฐกำหนด ที่พูดกันว่า “ต้องเอา ปตท.กลับมาเป็นสมบัติของคนไทย” ตรงนั้น แนวคิดนั้น ดี..ผมไม่เถียง! เพราะเดิม ปตท.ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ คือรัฐเป็นเจ้าของ ๑๐๐% แต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนำไปแปรรูปเป็น “บริษัทมหาชน” เอาหุ้นส่วนหนึ่งไปกระจายขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนการบินไทย และอีกหลายๆ แห่งตอนนี้

หุ้นที่หายวับไปกับตา เปิดขายนาทีเดียวเกลี้ยง จนครหา-คาใจกันอยู่นั่นแหละ พวกขาใหญ่เครือข่ายระบอบทักษิณ “ชงเอง-กินเอง” ตอนนั้น และรวยกันอึ้ดทึ่ดจากหุ้นละ ๓๐ กว่าบาท ตอนนี้หุ้นละ ๓๐๐ กว่าบาท แถมปันผลต่างหากจากเงินปีละแสนกว่าล้าน

นั่นแหละที่ “กินใจ” คนไทยถึงทุกวันนี้ แต่เราควรใช้เหตุ-ใช้ผลแยกแยะให้ถูก ไม่ใช่โมเมแขวนป้ายโจรให้ ปตท. เพราะ ปตท.เป็นแค่องค์กรหนึ่งของรัฐในรูปบริษัทมหาชน ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล และการบริหาร การดำเนินธุรกิจก็อยู่ใต้การตรวจสอบ บังคับ-บัญชาจากรัฐในฐานะ “ผู้ถือหุ้นใหญ่”

ต้องการเอา ปตท.คืนมาเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างเดิมก็ได้ ต้องการเอากำไรมาลดราคาน้ำมันก็ได้

แต่ไม่ใช่พาคนไปบุก ไปเย้วๆ ที่หน้า ปตท.ซึ่งไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทำทำลาย “สมบัติของเราเอง” และพันธมิตรฯ นั่นแหละจะเสียภาพพจน์ในประเด็นว่า “ไม่น่านำคนไร้เหตุผลเช่นนี้”

ผู้บริหาร ปตท.วันนี้ อย่าง “นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์” ก็แค่ผู้บริหารที่รับจ้างรัฐนำนโยบายรัฐมาเป็นกรอบปฏิบัติ ไม่มีอำนาจตัดสินใจทำตามข้อเรียกร้องพันธมิตรฯ ได้ด้วยตัวเอง ซ้ำที่ทำงาน ปตท.ก็มีแต่พนักงานระดับปฏิบัติเท่านั้น

ควรทำอย่างผู้มีสติปัญญา ทำอย่างที่ “คุณรสนา โตสิตระกูล” เขาทำ คือเข้าตามตรอก ออกทางประตู ตรงไหนที่เห็นว่ารัฐควรได้ประโยชน์-ควรทำ ก็ไปฟ้องศาลปกครอง ให้ศาลท่านวินิจฉัย

อยากเอากลับคืนมา ก็ไปร้องให้รัฐบาลไปหาเงินมาตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน ถอน ปตท.ออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว ต้องการให้ ปตท.ขายน้ำมันถูกกว่าตลาด

ก็ช่วยกันบีบให้รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายว่า “ปตท.เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร” แล้วก็ลองดูซิว่า ปตท.ในแนวคิดพันธมิตรฯ นี้ มันเป็นจริงได้แค่ไหน?

ถ้าทำไปจริงๆ “ตัวองค์กรการกุศล ปตท.” ไม่เจ๊งหรอกครับ แต่รัฐบาลนั่นแหละ.. เจ๊งแน่?

โลกของความเป็นจริงที่ต้องอยู่ กับโลกของจินตนาการที่ต้องฝันเฟื่อง มันก็อย่างนี้ เลือกเองก็แล้วกันว่า จะอยู่กับโลกที่ปั้นด้วยภาวะโลกและสังคมเป็นจริง หรือจะอยู่กับโลกที่ปั้นด้วยน้ำลาย?

ผมเชื่อตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนครับ ท่านตรัสว่า “จงหมุนไปตามโลก แต่อย่าติด ด้วยหลงงมงายอยู่กับโลก”

การทำงานของพันธมิตรฯ ควรบีบศัตรูให้อยู่ “แคบเข้า” ไม่ใช่ขยายแนวศัตรูให้ตัวเอง “กว้างออกไป” ยิ่งใกล้จบ ควรรวมจุด แต่นี่..แกนนำกลับทำเหมือนออกทะเล มันจะยิ่งว้าเหว่กันไปใหญ่น่ะครับ

ความจริงกะพูดนิดเดียว ก็ไปเรื่อยตามประสาผมแหละครับ ตั้งใจจะคุยเรื่อง “กระทรวงการต่างประเทศ” ว่าด้วยกรณีเวทีโลกอย่าง UN ประพฤติตัวประหลาดในกรณี “คณะมนตรีความมั่นคงฯ” หลุกหลิก-ส่อพิรุธ จัดประชุมกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ก็หมดเนื้อที่ซะแล้ว ผมอยากจะบอกว่าเรื่องนี้ “มั่นใจ” ฝีมือคนกระทรวงต่างประเทศของเราเถอะครับ สบายใจได้ ลงท้าย..ไทยเราแฮปปี้แน่.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter