จากปราสาทพระวิหารถึงเกาะกง
ก่อน “กรุงศรีอยุธยา” แตก เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ทั้งศึกนอก-ศึกในก็คงประมาณนี้ แต่คงไม่ถึงขั้นมีเสนาบดีใหญ่ระดับ “นายกรัฐมนตรี” แสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับองค์กรรัฐ ที่เป็นหน่วยปราบกังฉินกินบ้านกินเมือง อย่างที่เกิดขึ้นใน “กรุงรัตนโกสินทร์” พ.ศ.๒๕๕๑ นี้
ก็น่าอนาถนะครับ!
และยิ่งนับวัน สภาพประเทศไทยก็ยิ่งน่าเศร้า ก่อนจะเข้าสู่กันยา ผมก็ไม่รู้ว่า “ต้นสิงหา” นี้ ความเครียดคลั่งดั่งมืดบอดจากผู้นำฝ่ายบริหารประเทศชาติบ้านเมือง จะพาคนไทยไปสู่ภาวะ “เสียเลือด” ให้กันเองอย่างเดียว
หรือว่า อาจต้อง “เสียเมือง” ให้คนอื่นด้วย!?
ในขณะที่กัมพูชารุกเมือง แต่นายสมัคร-นายกฯ ไทย ดูท่านจะมีความสุข ขะมักเขม้นอยู่กับการ “รุก-ขับไล่” คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
ก็ ป.ป.ช.ที่รับโอนคดีสอบสวนอันเกี่ยวพันถึง พ.ต.ท.ทักษิณ มาจาก คตส.ในเรื่องว่าด้วยการทุจริต-คอรัปชั่นอีกหลายคดีนั่นแหละ!
อันที่จริง ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ ป.ป.ช.ต้องเต้นตามอะไรมากนัก ชี้แจงให้เป็นเรื่องเป็นราวกันหนเดียวก็พอ แล้วเอาเอกสารอันเป็นการเฉลยข้อสงสัยนายสมัครไปติดบอร์ด และใส่เว็บไว้
จากนั้นก็ทำสำเนาอีกซัก ๒ ชุด ชุดหนึ่ง ใส่ซองส่งเป็นเอกสารทางราชการ จ่าหน้าถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กทม.เพื่อจะได้เอาไปอ่านออกรายการ “สนทนาประสาสมัคร”
ส่วนอีกชุด ก็ส่งให้ “กรมประชาสัมพันธ์” ทำหน้าที่ด้วยการนำ “ความจริง” ตามเอกสารหลักฐานและคำชี้แจงนี้ ไป “กระจายเสียง” ให้ประชาชนทราบ เท่านี้ก็พอแล้ว
เอาเวลาไปทำงานเถอะครับ คิดว่าคณะ ป.ป.ช.คงไม่มีเวลาว่างมากมายให้กับเรื่องไร้สาระเหมือนอย่างนายสมัครเขาหรอก
นึกแล้วก็ศรัทธาคนยุคก่อนๆ เพราะท่านช่างคิด ช่างเปรียบเทียบได้ลึกซึ้งดีจริงๆ ท่านบอกว่า “หมากัด อย่ากัดตอบ” ผมก็มาดูหลายๆ เรื่องในบ้าน-ในเมืองขณะนี้ ที่เห็นสับสน-วุ่นวายไปทุกหัวระแหง
นั่นก็เพราะ ต่างกัดตอบกันไป-กัดตอบกันมา ลงท้ายจึงเป็นสภาพ “กัดกัน-ทั่วบ้าน ทั่วเมือง”!
มาดูด้านปัญหา “ไทย-กัมพูชา” ต่อดีกว่า ปรากฏว่า ปัญหานี้กลายเป็นชนวนให้ถูก “มือที่ ๓” เข้ามาแทรกแซงไปแล้ว
ใครล่ะมือที่ ๓..ก็ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” นั่นไง!
อาทิตย์ที่ ๒๗ ก.ค.เลือกตั้งในกัมพูชาเสร็จ ก็แน่ละ..นายฮุน เซน “แบเบอร์” ที่จะกลับมาเป็นนายกฯ เหมือนเดิมอยู่แล้ว รุ่งขึ้นวันจันทร์ที่ ๒๘ ก.ค. คณะมนตรีความมั่นคงฯ อ้างว่า ทูตกัมพูชาประจำสหประชาติร้องเรียน
“จัดประชุมฉุกเฉิน” ทันที อ้างหารือมาตรการคลี่คลายข้อพิพาทไทย-กัมพูชา!
อื้อฮือ..ดูจะให้ความสำคัญ รีบเสนอตัวเข้ามาในขั้นที่ต้องเรียกว่า “เสือก” รวดเร็ว และว่องไว กระไรปานนั้น และอาจพูดได้ว่า กับเรื่องคอขาดบาดตาย-ใหญ่โตกว่านี้
“คณะมนตรีความมั่นคงฯ” ยังไม่เคยกระดิก!
นี่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมจะบอก ประเด็นหลักคือ ท่านสังเกตเห็นมั้ย รัฐบาลกัมพูชาเขาใช้ “เวทีโลก” มาเล่นเพื่อเกมของเขาเก่งกว่าไทยเราเยอะ และที่สำคัญ จากปราสาทพระวิหาร ลามถึงกรณีพิพาทถึงขั้นทั้งสองฝ่าย ส่งทหารไปตรึงกำลังกันครั้งนี้
ล้วนอยู่ในแผนการเดินเกมฝ่ายกัมพูชา และได้ตระเตรียมพรรคพวก-หาเสียงในเวทีโลกเป็นขั้น-เป็นตอนไว้เสร็จสรรพ!
ก็ดูซี..มันรับลูกกันเป็นช่วงๆ ไล่เรียงขึ้นไป ก็จะเห็นตั้งแต่ขั้นตอนยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีตัวแทนจากประเทศใหญ่ “เสียงชี้นำ” อย่าง สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เข้ามาเป็นพวกเขมรแล้ว
เป็นแขกรับเชิญ นั่ง ฮ.มากินลมชมวิวกันถึงปราสาทพระวิหาร ก็เห็นกันอยู่!
แล้วนี่..หลังสุด ก่อนเปิดเจรจาวานซืน สหรัฐ-ฝรั่งเศส-จีน ก็นั่ง ฮ.เขมรมาสำรวจจุดพิพาทที่เขาพระวิหารอีก เจรจาเสร็จเมื่อวานซืน รุ่งขึ้น..คือวานนี้ คณะมนตรีฯ ขมีขมัน..
“ประชุมฉุกเฉิน” ทันที!
แล้วมันเป็นใครบ้างล่ะ คณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ว่านั่นน่ะ?
ก็ สหรัฐ-ฝรั่งเศส-จีน “แขกรับเชิญ” ที่นั่ง ฮ.กัมพูชาไปๆ มาๆ อยู่นี่ไง พร้อมด้วย “เวียดนาม” ในฐานะประธานคณะมนตรีฯ ตามวาระเวียน ไม่ใช่สมาชิกถาวร
แบบนี้ก็พอจะเข้าใจกันใช่ไหมครับว่า มติที่ออกมาจากคณะมนตรีความมั่นคงฯ มันจะเป็นบวก หรือเป็นลบกับไทยเรา!?
แต่อย่าเพิ่งวิตกไป ผมฟังที่ท่านทูตไทยประจำสหประชาชาติ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” ให้สัมภาษณ์ อาจอยู่ในขั้น “รวมหัวคุย” นอกรอบ ยังไม่ถึงขั้น “ประชุมฉุกเฉิน” อย่างเป็นทางการ
อืมมมม..มาคิดๆ ดู ขณะนี้ ไทยเรา-เหมือนรบโดยไม่มีแม่ทัพ ถึงมีก็คล้ายคนบ้า แถมอาณาประชาราษฎร์ก็ระส่ำระสาย แตกสามัคคีทุบตีกันเอง ชะตาบ้าน-ชะตาเมือง ที่เคยรุ่งเรือง กลับมาโรยรา น่าละอาย
เพราะไทยกันเอง!
อีกทั้งฝ่าย “กระทรวงต่างประเทศ” ซึ่งได้ชื่อว่า แหล่งทรัพยากรบุคคลเปี่ยมล้นด้วยชาติตระกูล ด้วยซื่อสัตย์พิทักษ์ต่อชาติแผ่นดิน ด้วยความรู้-ความฉลาด เจนจัดความสามารถเป็นหนึ่งในสยาม
แต่ ๕-๖ ปีภายใต้ระบอบทักษิณานิยม ถึงวันนี้...ดูจะอ่อนล้า ประชาชนส่งสายตาพึ่ง แต่นับแต่เรื่องปราสาทพระวิหารเรื่อยมา ดูเหมือนว่า ณ วันนี้ ไม่เป็นที่พึ่งได้ของประชาไทยเสียแล้ว!
แต่..หลังจากมองรอบด้านแล้ว ผมก็ได้ความมั่นใจว่า “ข้าราชการ” กระทรวงการต่างประเทศของเรา ยังเป็นที่พึ่งได้ หวังได้ เชื่อมั่นในปรัชญาก่อเกิดกำเนิดคนบัวแก้วได้เหมือนเดิม
ต้องจำ-ด้วยเข้าใจไว้คำหนึ่งนะครับ...
“ในกองทัพที่เข้มแข็ง ย่อมไม่มีแม่ทัพเลว และภายใต้แม่ทัพที่เข้มแข็ง ย่อมไม่มีทหารเลว”
บ้านเมืองเราขณะนี้ ฝ่ายบุ๋น-คือกระทรวงการต่างประเทศ ถือได้ว่ายังเป็น “กองทัพที่เข้มแข็ง”
ฉะนั้น เวลานี้จึง “มีแต่ลูกทัพ”!?
ฝ่ายบู๊-คือ กองทัพไทย ทั้ง ผบ.สส.พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ และทั้ง ผบ.ทบ.พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทอ.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทร.พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ นั่นถือได้ว่าเป็น “แม่ทัพที่เข้มแข็ง”
ดังนั้น กองทัพไทยเวลานี้ “สบายใจได้”
เพราะใต้ธงรบแม่ทัพที่เข้มแข็ง ย่อมไม่มีทหารเลว!
ทำไม “ต่างชาติ” ภายใต้กระดองสหประชาชาติจึงกระเหี้ยนกระหือรือสอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์ไทย-กัมพูชาถึงขนาดนี้ ท่านอาจสงสัย?
ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ อย่างที่คุยกันไปแล้ว ๒ วันนั่นแหละ ก็ด้วยผลประโยชน์ที่ “จ้องกันตาเป็นมัน” ในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาในเขตไหล่ทวีปอ่าวไทยร่วม ๓ หมื่นตารางกิโลเมตรนั่นเอง!
ปราสาทพระวิหาร จดทะเบียนได้ก็เพราะมี “พี่เบิ้ม” อย่าง สหรัฐ-จีน-ฝรั่งเศส เป็นพันธมิตรกับกัมพูชา ที่ข้องใจกันว่า
“ทำไมจดทะเบียนให้เฉพาะตัวปราสาท แล้วคนที่จะมาเที่ยว จะมาอย่างไร เพราะพื้นที่ทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย?”
คำตอบก็คือ เป็นการ “สร้างเงื่อนไข” ให้เกิดข้อกำหนดที่ว่า “ให้ ๗ ประเทศเข้ามาจัดการพื้นที่อนุรักษ์รอบๆ ตัวปราสาท”
ฟันหัว-ฟันธงล่วงหน้าได้เลย ๓ ใน ๗ นั้นต้องมี “สหรัฐ-ฝรั่งเศส-จีน”!
แค่นี้ก็เห็นชัด ๔.๖ ตารางกิโลมตร “เสร็จเขมร” แน่ เพราะ ๗ ประเทศก็เท่ากับ ๕ คือไทย-กัมพูชา ต้องร่วมอยู่ใน ๗ อยู่แล้ว
นั่นเท่ากับ ๔ ต่อ ๓ เห็นตั้งแต่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ คือ สหรัฐ-ฝรั่งเศส-จีน-กัมพูชา ที่เหลือก็..เสียเวลาพูด!
เมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ที่นายนพดล ปัทมะ ไปเจรจากับเขมรที่ฝรั่งเศส นั้น เป็นการเอาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหาร กับเรื่องพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปในอ่าวไทยไป “เจรจาควบ”
แต่ควบบนการต่อรองผลประโยชน์บนฐาน “แหล่งพลังงาน” ก๊าซ-น้ำมันในอ่าวไทยให้ใครด้วยหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบ?
แต่ที่ต้องทราบกันไว้คือ ดินแดนทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร กับดินแดนทับซ้อนในอ่าวไทย ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อันอุดมด้วยน้ำมันและก๊าซ
ไทยเรา..อยู่ในสถานะอันตราย และยากจะรักษาได้เสียแล้ว!!
ตัวพื้นที่ทั้ง ๒ แห่งเสียไป ก็อาจเป็นของกัมพูชา แต่ว่า “ทรัพยากร” อันเป็นน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีมากเป็นอันดับ ๒-๓ ในภูมิภาคนี้
จะตกอยู่ในกำมือ “เชฟรอน” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ได้สัมปทานขุดเจาะใน “พื้นที่ทับซ้อน” ไปแล้ว ทั้งจากไทยและจากกัมพูชา
พูดชัดๆ ก็คือว่า ทั้งที่ไทย-กัมพูชายังตกลงพื้นที่ทับซ้อนกันไม่ได้ แต่สหรัฐ “กินรวบ” พื้นที่ปัญหาทั้งหมดนั้นไปแล้ว!
เพียงแต่ยังขุดเจาะไม่ได้ เพราะไทย-กัมพูชายังตกลงพื้นที่กันไม่ได้นี่แหละ!!
อย่าลืมนะครับ บริเวณเกาะกงยันไปถึงสุราษฎร์ฯ เต็มไปด้วยน้ำมันและก๊าซ สหรัฐเข้ามาครองครึ่งตัวไปแล้ว ส่วนจีนยังไม่ตกรถ เพียงแต่มาขบวนล่าไปหน่อย แต่เกาะเส้นทางสาย GMS รวม ๖ ประเทศอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง
บวกกับศักยภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ พลเอกชวลิตขณะเป็นรัฐบาล ตีโอบล้อมเข้ากัมพูชาทางฮุน เซน-เตีย บัณห์
ฉะนั้น พูดได้ว่าสถานการณ์ระหว่าง “สหรัฐ-จีน” ในศึกชิงแหล่งน้ำมัน-ก๊าซ และยุทธศาสตร์ทางทะเล บวกลบแล้ว..ถือว่าก้ำกึ่ง!
ขณะนี้ “กัมพูชา” จึงเหมือนสาวเนื้อหอมของ “สหรัฐ-จีน” เพราะหน้าไพ่การเมืองไทย ถ้ามีทักษิณอยู่ “ไม่มีปัญหา” ฉะนั้น ก็ต้องแย่งกันเอาใจกัมพูชา เพราะได้ใจกัมพูชาเท่ากับได้แหล่งน้ำมันดิบสำรองใหญ่อันดับ ๒-๓ ในภูมิภาคนี้ไปครอง อย่างนี้ก็ต้องขอบอกว่า..ทั้ง ๔.๖ บนบก และทั้ง ๒ หมื่น ๖ ในทะเล ของไทย..ว้าเหว่ครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2551



