เมื่อถึงคราวยักษ์ (จะ) ล้ม
- ณ พัฒน์ -
napatization@gmail.com
ข่าวร้ายทยอยออกมาได้เรื่อยๆ ครับ สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ และล่าสุดคงไม่มีข่าวอะไรใหญ่ไปกว่า ข่าวรัฐบาลประกาศอุ้มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Fannie Mae และ Freddie Mac แบบเต็มตัว หลังจากข่าวลือว่าสถาบันการเงินทั้งสองแห่งประสบกับปัญหาสภาพคล่อง (และปัญหาความมั่นคงทางการเงิน)
ในขณะเดียวกันก็มีข่าวสถาบันประกันเงินฝาก (FDIC) ประกาศปิดธนาคาร IndyMac ธนาคารเล็กๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ที่อยู่ตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจาก ผู้ฝากเงินหลั่งไหลไปขอถอนเงิน หลังจาก มีข่าวลือว่าธนาคารจะเจ๊งมาสักระยะ
ทำเอาตลาดการเงินปั่นป่วนไปหลายวัน
สงสัยไหมครับ ไอ้เจ้า Fannie Mae กับ Freddie Mac นี่มันคืออะไรกัน ? ล้อมวงกันเข้ามาครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
Fannie Mae นี่เป็นชื่อเล่นของ Federal National Mortgage Association (FNMA) ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ปี 1938 ส่วนหนึ่งของ New Deal ของประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุคหลังเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงช่วงปี 1930 จุดประสงค์ของการตั้ง Fannie Mae ก็เพื่อช่วย จัดหาสภาพคล่องให้แก่ตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐ ก่อนที่จะแปลงสภาพกลายเป็นบริษัทเอกชนในปี 1968 เพื่อเอากิจกรรมของ Fannie Mae ออกจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระ การคลัง
หลังจากนั้นไม่นาน Freddie Mac ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ Federal Home Loan Mortgage Corporation (FHLMC) ก็ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1970 เพื่อขยายและเพิ่ม การแข่งขันในตลาดรองรับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หลังจากปล่อยให้ Fannie Mae ผูกขาดอยู่คนเดียวเป็นเวลาหลายปี โดย Freddie Mac ถูกจัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทเอกชน
Fannie Mae กับ Freddie Mac ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน คือรับซื้อสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จากธนาคาร และ securitize สินเชื่อเหล่านั้นและนำออกขายเป็นพันธบัตรที่มีคุณภาพสูง เพราะ Fannie Mae กับ Freddie Mac รับประกันความเสี่ยงให้เต็มที่ โดยสถาบันการเงินทั้งสองแห่งรับภาระความเสี่ยงจากการที่สินเชื่อเหล่านั้นจะด้อยค่าลง (เช่น ลูกหนี้เบี้ยวหนี้) แลกกับ “ค่ารับประกันความเสี่ยง” ที่ผู้ซื้อพันธบัตรยอมจ่ายให้
แต่ฟังคำว่า securitization แล้ว อย่าเพิ่งสับสนไปว่า Fannie Mae กับ Freddie Mac ทำให้เกิดปัญหา subprime นะครับ เพราะสถาบันการเงินทั้งสองแห่งถูกบังคับโดยกฎระเบียบถี่ยิบพอสมควร และบริษัทจะรับซื้อได้เฉพาะสินเชื่อที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ มีการกำหนดมูลค่าของสินเชื่อที่จะรับซื้อ ไว้ด้วย (conforming loan limits)
Fannie Mae และ Freddie Mac กลายเป็นเครื่องจักรสำคัญของกลไก การจัดหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา Fannie Mae และ Freddie Mac รับประกันความเสี่ยง (หรือถือสินเชื่อไว้เอง) นับรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของ สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด หรือประมาณ กว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ใช่ครับ ศูนย์สิบสองตัว)
ถึงแม้ว่า Fannie Mae และ Freddie Mac จะเป็นบริษัทเอกชนโดยนิตินัย (มีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้น) นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อว่า สถาบันการเงินทั้งสองแห่งนี้ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้มได้ ถ้ามีปัญหาอะไร รัฐบาลกลางคงต้องเข้ามาช่วยแน่ๆ (และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ)
ระหว่างที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง ราคาบ้านขึ้นไปเรื่อยๆ และคนกู้เงินยังมีปัญญา ผ่อนชำระคืนสินเชื่อ Fannie Mae และ Freddie Mac ก็เป็นเหมือนเสือนอนกิน รับค่ารับประกันความเสี่ยงแบบเหนาะๆ ราคาหุ้นก็พุ่งกระฉูด แต่ในยามที่ราคาบ้านตกต่ำ และลูกหนี้ผิดนัดหนี้มากขึ้นอย่าง ทุกวันนี้ มูลค่าทรัพย์สินของ Fannie Mae และ Freddie Mac ก็มีแต่จะลดค่าลงไป ในขณะที่มูลค่าของภาระการรับประกันความเสี่ยงและหนี้สินของสถาบันการเงิน ทั้งสองไม่ได้ลดลงไปด้วย
ทำให้นักลงทุนเริ่มสงสัยว่าฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินทั้งสองนี้จะยังมั่นคงอยู่หรือเปล่า ยิ่งมีข่าวว่าถ้าวัดมูลค่าของงบดุลของบริษัททั้งสอง ภายใต้กฎ fair value accounting Freddie Mac จะมี หนี้สินมากกว่าทรัพย์สินกว่า 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Fannie Mae จะมีทรัพย์สินปริ่มๆ กับหนี้สิน และฐานะการเงินอาจติดลบได้ในไม่ช้า ยิ่งทำให้นักลงทุนทั่วไปเทขายหุ้น Fannie Mae และ Freddie Mac กันเป็นว่าเล่น
และคุณภาพของพันธบัตร (ที่เคยมี) คุณภาพดี มูลค่ามหาศาลที่ออก หรือ ค้ำประกันโดยสถาบันการเงินทั้งสองแห่งย่อมถูกกระทบ ถ้าสถาบันการเงินทั้งสองแห่งนี้มีอันเป็นไป ถ้าปล่อยให้นักลงทุนสงสัย และกังวลกับคุณภาพของพันธบัตรพวกนี้ คงมีการเทขายพันธบัตรครั้งใหญ่ จนอาจเกิดเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่อีกรอบ เหมือนกับที่เพิ่งเกิดกับ commercial paper เมื่อไม่กี่เดือนก่อน
นี่ยังไม่นับตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่คงต้องตกอยู่ในสภาพอัมพาต ถ้าผู้เล่นหลักอย่างสถาบันการเงินทั้งสองแห่งนี้ ต้องหยุดทำงาน
รัฐบาลสหรัฐเลยต้องเร่งทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก่อนประกาศอุ้ม Fannie Mae และ Freddie Mac อย่างเต็มที่ โดยอนุญาตให้สถาบันการเงินทั้งสองแห่งสามารถเข้ากู้ยืมเงินจาก discount window ของ Federal Reserves และประกาศว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเข้าซื้อหุ้น ของ Fannie Mae และ Freddie Mac ถ้าจำเป็น
อุ้มกันซะขนาดนี้ แน่นอนครับ เสียงตอบรับมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยก็ชื่นชมในความรวดเร็วในการเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่สองแห่งนี้ และการอุ้มครั้งนี้น่าจะช่วย พยุงเสถียรภาพของตลาดการเงินได้ ไม่มากก็น้อย
ส่วนอีกฝ่ายก็มองว่าการอุ้มครั้งนี้เป็นการเอาเงินผู้เสียภาษีไปอุ้มนักลงทุนเอกชนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะข้อมูลที่ว่านักลงทุนจากต่างประเทศ และธนาคารกลางหลายประเทศ (เช่น จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย แค่เอ่ยชื่อประเทศจีนขึ้นมา คนอเมริกาก็ตาลุกเป็นไฟแล้วครับ) ถือพันธบัตรที่ออกหรือรับประกันโดยสถาบันการเงินทั้งสองนี้ กว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ! ส่วนที่เหลือก็ถือโดยสถาบันการเงินทั้งหลาย
ทั้งๆ ที่ตอนซื้อพันธบัตรพวกนี้ นักลงทุนเหล่านี้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอยู่แล้ว เท่ากับว่านักลงทุนได้รับการชดเชยในการรับความเสี่ยงไปแล้ว แล้วนี่ยังจะได้รับการรับประกันจากเงินผู้เสียภาษีอีกหรือ ?
เข้าทำนองว่า ถ้าออกหัวคุณได้ ถ้าออกก้อยผมเสียไปซะงั้น
แต่ก็เหมือนการเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มสถาบันการเงินทุกครั้ง (คงยังจำกันได้สมัยวิกฤตธนาคารบ้านเราเมื่อสิบปีที่แล้ว) ประเด็นระหว่างต้นทุนในการเข้าแทรกแซง และปัญหาเรื่องแรงจูงใจ (moral hazard) กับเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งระบบ ยังคงถูกถกเถียงกันอยู่เนืองๆ และดูเหมือนว่าจะยังเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ และเราคงจะยังได้เห็นปัญหาลักษณะนี้อีกแน่ๆ ในอนาคต
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 2551



