Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


มาตรการ “ซื้อใจ” ที่ไม่ได้อะไรเลย

เสียดาย-เมื่อวานนี้อยู่ระหว่างเดินทางไปทำงาน เลยอดดูรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ภาคพิเศษ ที่ถ่ายสดทางโทรทัศน์ มาทันเอาติ๊ดเดียวตอนท้ายๆ ที่ “เจ๊ยุ” แห่งบางกอกโพสต์ลุกขึ้นถาม คำถามของเจ๊เหมือน “เกาถูกขี้กลาก” ท่านนายกฯ เข้าพอดี แล้ววาทะและทัศนคติน่าอดสูของผู้นำ ก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ!

นายกฯ ท่านก็คงรู้นะครับว่า “เมาน้ำลาย” เลยธงไปแล้ว จึงแก้ขวยด้วยลูกประจี๋ประจ๋อกับเจ๊ยุ-คุณยุวดี ธัญญสิริ นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบฯ เพราะกลัวเจ๊จะถามรุกต่อให้เสียรังวัด

“บ้านเมืองมันจะเลวร้ายลง เพราะระบบมันเป็นอย่างนี้”

นี่คือคำพูดจากความคิดนายสมัคร นายสมัคร-ผู้เป็นผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารประเทศ ฟังแล้วตรองดูก็แล้วกันนะครับว่า...

ลองคนระดับนี้ มีความคิด มีทัศนคติต่อบ้านเมืองที่ตัวเองบริหารเช่นนี้ มันหมายถึง “วุฒิภาวะ” บนความเป็นผู้นำของคนนั้น “คู่ควร-เหมาะสม” ที่จะดำรงความเป็น “ผู้นำประเทศ” อยู่แค่ไหน?

เรามีนายกฯ ผู้มากด้วยโทสาคติ และโมหาคติเป็นนิสัยประจำเช่นนี้ ในฐานะประชาชนที่เป็นแกนหลักของความเป็นประเทศชาติ ผมว่าต้องมีสติเป็นหางเสือให้เหนือกว่าคนเป็น “ผู้นำ” อีกเท่าตัว

ไม่เช่นนั้น “บ้านเมืองจะเลวร้าย” จริงๆ เพราะลองผู้นำก็คุ้มคลั่ง แล้วประชาชนก็คุ้มคลั่งตาม อะไรมันจะเกิดขึ้น?

คำที่นายกฯ สมัครพูดว่า “..เพราะระบบมันเป็นอย่างนี้” ถ้าฟังในงานแถลงมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนเมื่อบ่ายวานนี้ (๑๕ ก.ค.๕๑) แล้ว ก็จะพบความเชื่อมโยงว่า สิ่งที่พูดนั้น

มาจาก “ทัศนคติลบต่อศาล”!?

โดยเฉพาะในเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา” ที่นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามกับกัมพูชาเมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ นั้น “ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐”

นายสมัครเก็บความไม่พอใจต่อเรื่องนี้ไว้เป็นไฟสุมอกตลอดเวลา พอมีเชื้อก็ระเบิดอารมณ์เป็นชุดว่าเป็นเรื่องน่าอาย ทำกระทรวงต่างประเทศเสียศักดิ์ศรี หมดความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศ ต่อไปนี้จะไปเซ็นอะไรก็ไม่ได้ ต้องผ่านสภาฯ ก่อน อย่างจะไปประชุมอาเซียนก็ไม่มีใครอยากไป เพราะต้องเซ็นเอกสารตั้ง ๔-๕ ชุด!

อืมมมม..ผมว่าคนระดับนายกฯ ถ้าไม่มีอารมณ์ที่ดีเพื่อรักษา ก็ควรมีมรรยาทที่ดีเพื่อรักษาบ้างนะครับ

อะไรควรพูด ไม่ควรพูด อย่างไหน-พูดแล้วสร้างสรรค์ อย่างไหน-พูดแล้วทำลายสังคมรวม คนระดับท่าน ซึ่งว่าไปแล้วอายุ-อานามก็ใกล้ฝัง

น่าจะมีความยับยั้งชั่งใจ และรู้การณ์ควร-การณ์ไม่ควรมากกว่านี้นะครับ!

ในเรื่อง ๖ มาตรการลดค่าครองชีพ อย่างที่ท่านคงทราบแล้วจากข่าวว่ามีอะไรบ้าง ถ้าดูในภาพรวม ก็เป็นปรารถนาดีของรัฐบาลที่จะช่วย “คนมีรายได้น้อย” ในภาวะบ้านเมืองอยู่ในยุค “ข้าวยาก-หมากแพง”

ทุกมาตรการมีกำหนดระยะเวลา ๖ เดือนนะครับ ไม่ใช่ตลอดไป ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน!

ถ้าถามผมว่า “เห็นด้วย” กับมาตรการทั้ง ๖ ไหม ตอบได้ว่ามีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย และเมื่อมองในภาพรวมทั้งหมดก็จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ เหมือนใส่สายยางให้คนป่วยพะงาบๆ อยู่ได้อีก ๖ เดือน

คือยืดเวลาตาย ว่างั้นเถอะ อย่าไปหวังว่าจะหายลุกขึ้นเดินได้ เพราะมาตรการนี้ไม่มีการสร้างรายได้ที่เรียกว่างาน ไม่มีการสร้างอนาคต เพราะไม่มีความหวังใดๆ เป็นผลงอกเงยจากมาตรการนี้

นอกจาก “กินไป-ขี้ไป” วันๆ เท่านั้น!

มีรถเมล์ร้อนวันละ ๘๐๐ คันทั้งกรุงเทพฯ ให้คนขึ้นฟรี มันก็แค่มีไว้เพื่ออ้าง-เพื่อคุย ขนาดขึ้นเสียเงิน กว่าจะมาแต่ละคัน ผมยืนคอยซะเหงื่อย้อยง่ามขา

เรื่องรถไฟชั้น ๓ ฟรีทั่วประเทศ ใช้น้ำประปาไม่เกิน ๕๐ ยูนิตฟรี ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน ๘๐ หน่วยฟรี ผมอนุโมทนาด้วย

แต่การตรึงราคา LPG ภาคครัวเรือน คือแก๊สถังที่ใช้หุงต้ม และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน ๙๑ และ ๙๕ และน้ำมันดีเซล ไบโอดีเซลนั้น ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นแหละครับ

แต่ผมอยากย้ำตรงนี้ว่า ภาษีน้ำมันที่ลดนี้ ใช่ว่าประชาชนทั้งที่ใช้น้ำมัน และไม่ใช้น้ำมัน จะไม่ต้องรับภาระในการจ่ายนะครับ

ผมอยากจะบอกว่า ทุกวันนี้ “งบประมาณ” ก็ใช้แบบขาดดุล รัฐบาลกู้หนี้ยืมสิน “ซุกไว้ใต้พรม” ให้ประชาชนแบกรับในการใช้หนี้แทน ไม่รู้กี่ล้านล้านบาทไปแล้ว?

๖ มาตรการที่รัฐบาลหวังหาคะแนนนิยมนี้ก็เช่นกัน ไม่มีของฟรีในโลกหรอกครับ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็ต้องไปกู้เอามาโปะส่วนนี้ โดยหมกหนี้สะสมไว้ในบัญชีที่ประชาชนเป็นผู้จ่ายแทนอีกตามเคย

แต่ไม่ว่ากัน ในส่วนที่คนยาก-คนจนจะได้จริงๆ แต่เรื่องน้ำมัน รัฐบาลไม่ควรไปเอาของที่ “รบไม่ชนะ” มาเล่น ลดไปวันนี้จากลิตรละ ๓.๓๐ บาท ไล่เรียงลงไป แต่น้ำมันมันก็ไล่ราคาสูงขึ้นทุกวัน

สุดท้าย ถึงลดแล้วมันก็ยังสูงเกินที่ประชาชนจะแบกรับ และเมื่อครบ ๖ เดือนแล้ว ถ้ารัฐบาลจะบวกภาษีกลับไปเหมือนเดิม ประชาชนที่ “ชิน” กับการอุ้มของรัฐบาลไม่ร้องระงมกันทั้งประเทศหรือ?

น้ำมันที่ลดราคาลงไป ๓ บาทกว่าทันทีนั้น ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่ถ้าวันไหนบวกเข้าไปอีกกว่า ๓ บาททันที

ฉิบหายวายวอดครับ!

มาตรการนี้ รัฐบาลคงทำแบบ “เอาตัวเองรอด” เท่านั้น เพราะคิดแล้วว่า “อีก ๖ เดือนข้างหน้า อาตมาไม่อยู่แล้ว ใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็แก้ปัญหากันไปเอง”

ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ เพราะการทำให้ราคาน้ำมัน “บิดผันไป” จะด้วยกลไกภาษี หรือกลไกไหนก็ตาม ในภาวะที่ “ต้องซื้อเขา-เราไม่มีเอง” มันอันตรายในโครงสร้างระยะยาวทั้งสิ้น

และซ้ำร้าย การตรึงราคาแก๊ส การลดภาษีน้ำมันชนิดต่างๆ ไม่มีเป้าหมายว่า “ลดแล้วจะได้อะไร” ที่สะท้อนกลับมาในเชิงเศรษฐกิจ นอกจากมีให้เติมรถยนต์ ขับไป-หมดไปวันๆ

นอกจากทำให้ “ผู้ใช้” ก็แอบหวังในใจลึกๆ ว่า...

“ถึงเวลา ครบ ๖ เดือนก็ไปกระทืบแข้ง กระทืบขา เดี๋ยวรัฐบาลก็ออกมาอุ้มต่อเอง”

เหมือนเงินกองทุนหมู่บ้าน เงินกู้ตามโครงการประชานิยมต่างๆ ในยุคทักษิณ กระทั่งเอสเอ็มอีก็เถอะ ร้อยละแปดสิบ-เก้าสิบที่กู้ไป เขาต่างเข้าใจว่า “เงินทักษิณให้มาเพื่อชักดาบ” ทั้งนั้น!

นี่คือเรื่องที่ต้องคิดในด้าน “เพาะนิสัย” ให้สังคมไม่สามารถยืนอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองได้ถึงทุกวันนี้

เป็นข้าราชการก็ฉ้อราษฎร์-บังหลวง เป็นนักการเมืองก็กะล่อน คอรัปชั่น กินบ้าน-กินเมือง เป็นชาวบ้านก็คอยพันแข้ง-พันขาอำนาจเพื่อฟาดของฟรี กู้หนี้งูกินหาง แล้วตั้งวงชุมนุม!

ระวัง..การบริหารที่สร้างนิสัยเสีย จะกลายเป็นภาพพจน์ประเทศไทย คนไทยในสายตาสังคมโลก รัฐบาลจะคิดอะไร จะทำอะไร ควรเข้าใจภาษิตที่ว่า “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” เอาไว้ด้วย

ไม่ใช่ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ไปมื้อๆ!

ในโลกของเศรษฐกิจ ไม่เพียงไทยเราเท่านั้น มันล้วนสาหัสสากรรจ์ไปเกือบทั้งหมด ที่สหรัฐ-ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกวันนี้ พิษซับไพรม์ “ของจริง” มันเลวร้ายกว่าที่อวดรู้กัน

นี่..แฟนนีเม และเฟรดดีแมก บรรษัทสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ กำลังจะล้มมิล้มแหล่ ถึงแม้ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ยอมปล่อยให้ล้ม แต่สภาพที่ออกหุ้นกู้ใช้สินเชื่อบ้านค้ำประกันไว้ตั้งกว่า ๘๐%!

ต่อให้อมบุช “ทั้งพ่อ-ทั้งลูก” มาพูด ใครก็ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นได้ในปี-สองปี

ก็รอกันอยู่ว่า วันไหน “บุช” จะหาเหตุสร้างสงคราม เพื่อใช้ฟื้นเศรษฐกิจ และสร้างเงื่อนไขให้คนเลือก “ปู่แมก” แห่งรีพับลิกัน เป็นประธานาธิบดีต่อเท่านั้น!?

ฉะนั้น การบริหารนโยบายแบบ “หวังน้ำบ่อหน้า” มีอะไร-เท่าไหร่ ก็ขนเอาออกมากิน มาใช้จนหมด ต้องระวัง ข้างหน้านั่น “บ่อมี” แต่มันจะไม่มีน้ำอย่างที่หวัง

ตลาดหุ้นไทยเราวานนี้ ไม่ใช่หุ้นตก แต่ร่วงผล็อยจาก ๗๐๐ ลงมาอยู่ที่ระดับ ๖๐๐ กว่าแล้ว

ถือเป็นการ “ตอบรับ” ที่นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีคลัง ตั้งให้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นเลขาฯ ก.ล.ต.ก็แล้วกัน รายการนี้ คนที่ปลื้มเป็นพิเศษเห็นจะไม่พ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแน่?

รัฐบาลเอาแต่ “พวกกูรอด” ไม่เคยเดินนโยบายส่งสัญญาณให้ประชาชนรับรู้ถึงภัย “วิกฤติเศรษฐกิจ” เพื่อตั้งสติ ตั้งตัวรับด้วยความไม่ประมาทเลย

ดีแต่นโยบาย “ขายของเด็กเล่น” ให้กิน ให้ใช้ แล้วก็หมดไปวันๆ โดยไม่มีอะไรงอกเงยเป็นความยั่งยืน ครั้นจะตั้งคนไปทำงาน ก็เอาแต่สมนาคุณพวก ไม่เอาประสิทธิภาพจากคนเพื่องาน

“แล้วมันจะรอดหรือ..ประเทศนี้!?”

ที่พูดนี่ ใช่ว่าเป็นรัฐบาลสมัคร ทำอะไรแล้วผมต้องต้าน ต้องเกลียดเสมอไป แต่มาตรการเรื่องอุ้มก๊าซ อุ้มน้ำมัน ๖ เดือน นั้น มันเป็นการ “สร้างหนี้สะสม” ให้คนทั้งที่มีรถและไม่มีรถต้องจ่าย แต่ตัวเองได้หน้าไปเท่านั้น การแก้ปัญหาแบบ “อยู่ไปวันๆ” เช่นนี้ เห็นทีไม่รอดทั้งประชาชน และทั้งรัฐบาลจริงๆ.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter