prasong_lert@yahoo.com
เพียง 5 เดือนเศษ ที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเข้ายึดอำนาจรัฐสำเร็จ ปรากฏว่า มีแกนนำพรรคและรัฐมนตรีถูกสอยเป็นใบไม้ร่วง
1.นายสุธา ชันแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีปัญหาเรื่องวุฒิการศึกษา(ปลอม?) กระทั่งล้มป่วย จนต้องลาออกจากตำแหน่ง
2.นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องคดีหมิ่นบรมเดชานุภาพเพราะการบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อปลายปี 2550 และถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง
3.นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเพราะไม่แจ้งว่าต้องการรับผลประโยชน์กรณีภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ต่อประธาน ป.ป.ช. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
4.นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องลาออกจากตำแหน่ง (มีผล 14 กรกฎาคม 2551) กรณีลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯปราสาทพระวิหารซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง
5.นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าทุจริตการเลือกตั้ง ในที่สุดต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เพราะศาลฎีกามีคำสั่งว่า มีการกระทำอันเชื่อได้ว่า ทุจริตเลือกตั้ง
นอกจากบุคคลดังกล่าวแล้ว ที่รอคิวถูกเชือดยังมี
-นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนายไชยา อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
-นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหามากที่สุด ตั้งแต่คดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก, คดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง 6,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช., คดีชิมไปบ่นไปที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ล่าสุด คือคดีที่บริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นจ่ายสินบน 125 ล้านบาท ให้แก่เจ้าหน้าที่ กทม.ในการประมูลอุโมงค์ระบายน้ำมูลค่า 2,000 ล้านบาท ยุคนายสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ยังลุ้นอยู่ว่าจะมีการโยงถึงนายสมัครหรือไม่
-นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตนเองและภรรยาถือหุ้นอยู่ในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) ซึ่งได้รับประทานบัตรเหมืองหิน (ถึงปี 2564 ) ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาผูกขาดตัดตอนกับรัฐ เข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญอาจทำให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส.
เรื่องดังกล่าว นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.ระบบสรรหา เป็นผู้เปิดโปงและยื่นคำร้องต่อ กกต. แต่ด้วยประสิทธิภาพการทำงานของ กกต.ที่ป้อแป้เต็มที คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนานหลายเดือน
ถ้าพรรคฝ่ายค้านมีประสิทธิภาพและเห็นแก่เกียรติยศศักดิ์ศรีของสภาอย่างแท้จริงว่า ตำแหน่งประธานต้องเป็นบุคคลที่สง่างามไม่มีมลทินหรือมีการกระทำฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายชัยสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส.แล้วหรือไม่
แต่นี่มัวแต่เล่นเกม กลัวเสียหน้า เพราะไม่ใช่ผู้ริเริ่มหรือเปิดประเด็น รำป้อไปป้อมา ดีแต่พูดเรื่องหลักการ ไม่ยอมลงมือทำ ทั้งๆ ที่นายชัยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นประธานวุฒิสภา
ทำให้สงสัยว่า พรรคประชาธิปัตย์กลัวสูญเสียผลประโยชน์อะไรจึงนิ่งเฉยในเรื่องนี้
ไม่รู้ว่า ถ้าเชิญนายเรืองไกรซึ่งมีบทบาทในการตรวจสอบการเสียภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ตรวจสอบการกระทำของนายสมัครในเรื่องชิมไปบ่นไป จนกระทั่งถึงเรื่องนี้ มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเรืองไกรจะยอมลดตัวลงมาเป็นหรือไม่ยังไม่รู้
วิบากกรรมของบุคคลข้างต้นยังไม่รวมรัฐมนตรีที่เผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีการออกหวยบนดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก 3 คน คือ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีดังกล่าว นายสุรพงษ์ระบุว่า จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
สรุปแล้วมีแกนนำพรรคพลังประชาชนและรัฐมนตรีอีกไม่น้อยกว่า 6 คน (ยังไม่รวมรัฐมนตรีคมนาคมที่มีเรื่องอื้อฉาวอย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่ถูกกล่าวหาว่าโกงสอบและปลอมแปลงเอกสาร) อาจต้องหลุดจากเก้าอี้ (แต่ถ้าหวยออกที่นายสมัครรัฐบาลก็ถึงกาลหายนะทันที) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "กรรม" ที่ตัวเองก่อขึ้นทั้งสิ้น
แต่นักการเมืองปากพล่อยที่ "จิตเดิมแท้" ไร้ยางอาย ไร้สปิริต ด่าได้แม้กระทั่งเด็กยกป้ายบอกเวลาจึงไม่ยอมรับว่า ความผิดที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดเป็นการกระทำของตัวเอง แต่กลับโยนเป็นความผิดให้รัฐธรรมนูญ
ต่อไปถ้าหาใครด่าไม่ได้แล้ว อาจถึงขั้นด่าเงาตัวเองก็ได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2551

