ครั้งสุดท้าย “ปล่อยพูดให้สบายปาก”
ผมเห็น “พุง” นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ในโทรทัศน์วานนี้ ทำเอาต้องรีบลุกไปวิดพื้น อะไรจะน่าเกลียด-น่าชังปานนั้น ออกเป็นปีกกระเพื่อมทั้งสองข้าง ด้านหน้าห้อยย้อย ถ้าก้มแทะเล็บหัวแม่เท้าตัวเองเป็นหน้าคว่ำแน่ เมื่อค้นถึงเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็ตอบได้ทันทีว่า มาจากการ “กินไม่เลือก” นั่นเอง!
อย่างนี้กระมังที่เขาว่าเป็น “บุคลิกคนแก่-กิน” คือคนพออายุมากขึ้น ผมจะน้อยลง พุงก็จะยื่นออก เหมือน “ไอ้เท่ง” ตัวหนังตะลุง เมื่อดูนายกฯ สมัครแล้ว ผมก็ก้มสำรวจตัวเอง
อืมมม..ถ้าจะวัดราศีจากสารรูป ตอนนี้ผมก็ถือว่า “ราศีนายกฯ จับ” ไปค่อนตัวแล้ว!
ก็คงต้องเร่งการกินให้หนักกว่านี้ เพื่อราศีจะได้จับเต็มตัว แต่อย่างว่าแหละ ถึงผมจะเป็นคน “กินไม่เลือก” เหมือนท่าน แต่ที่ยังไม่ย้อยระดับนายกฯ ก็คงเพราะ “ไม่ค่อยจะมีอะไรกิน” นั่นเอง
ขออนุญาต “ข่าวแทรก” สักนิดนะครับ คือผมเปิดอี-เมล์แล้วพบข้อความ “มูลนิธิที่นา” เชิญไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนา ๑๒ วัน ๑๒ หัวข้อ ที่เชียงใหม่ วันที่ ๑๙ ก.ค.นั้น ผมซาบซึ้งที่ได้รับเกียรติ
แต่ขอเรียนด้วยความเกรงใจว่า ผมเป็นคนไร้สามารถในการพูดจาต่อสาธารณะ ไม่เคยฝึกเคยเรียน โตมาแบบเฆี่ยนตัวเองให้เดิน เพราะเหตุนั้น จึงหาความรู้ที่เป็นหลักเป็นฐาน ถึงขั้นนำไปพูดเป็นเรื่อง-เป็นราวให้ผู้อื่นฟังไม่ได้
“คุณเนื้อน้อย” ผู้แจ้งเชิญขอได้รับทราบตามนี้ ที่รีบบอกมาตรงนี้ เพราะผมเกรงว่า ขืนเนิ่นช้า ตัวผมจะกลายเป็นส่วนสร้างปัญหาให้กับตารางสัมมนา หวังว่าเข้าใจนะครับ
อีกท่าน แฟกซ์เข้ามาแต่เช้า ส่งความผ่านผมไปถึง “พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” ผบ.สส. ความว่า ที่จัดประชุมเรื่องปราสาทพระวิหารเมื่อวันอาทิตย์ และแถลงออกมา ๕ ข้อ นั้น
ดี..ครับ!
แต่เขาเขียนมาด้วยตอนหนึ่งว่า...
“สิ่งที่ถูกที่ควร ควรต้องทำหนังสือไปถึงรัฐบาล แจ้งผลการสัมมนาให้รัฐบาลทราบ เพราะการออกมาแถลงผลงานทางหน้าหนังสือพิมพ์ โดยไม่ส่งเรื่องให้รัฐบาล การสั่งการมันก็เป็นเพียง ‘ฉากการแสดง’ ของ ผบ.สูงสุด เพื่อเอาตัวรอด หลังจากเสียหน้ามานานแล้ว
หรืออาจจะนำผลสัมมนาไปพบนายสมัครโดยตรงเลย พร้อมเอกสารผลการสัมมนา และข้อเสนอแนะ แล้วรอดูผลว่าจะออกมาอย่างไร?”
เขาฝากมาอย่างนี้ ผมก็นำมาบอกต่อ ส่วนท่าน ผบ.สส.จะคิดเห็นอย่างไรก็สุดแต่ท่าน ยิ่งใกล้เกษียณ ยิ่งมีเรื่องเวียนหัวนะครับ แต่ทำไงได้ เรื่องเช่นนี้ เมื่อรัฐบาล “เป็นเสียเอง”
ก็เป็นธรรมดา ชาวบ้านต้องบ่ายหน้าหาทหาร!
และความจริงปัญหาปราสาทพระวิหาร “ทหาร” มีหน้าที่ และมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงเป็นอันดับแรกอยู่แล้วในเรื่องรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน ก็เอาน่ะ..ผมเป็นทหารกองเกินคอยทำหน้าที่ “หนุน” ท่านอยู่แล้ว
เมื่อวาน ดูข่าวเห็น “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ท่านพูดเรื่องชาวเขมรรุกล้ำเข้ามาอยู่ในพื้นที่ไทยบริเวณเขาพระวิหาร “เป็นเรื่อง-เป็นราว” เป็นครั้งแรก
จับความที่ท่านพูดได้ว่า “ปัญหาเขมรรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตไทยนั้น เกิดขึ้นนานแล้ว คือตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ทหารจะผลักดันออกไป ฝ่ายการเมืองคือรัฐบาลขณะนั้นไม่ให้ทำ บอกว่ารัฐบาลจะไปจัดการเอง”
ครับ..ก็ถือเป็น “ข้อมูลเพิ่มเติม” จากปาก ผบ.ทบ.เอง ท่านกับนายกฯ สมัครผู้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ลอง “ปิดห้องคุย” ตัวต่อตัว ซักตั้งดีไหมครับ ถามนายกฯ ไปตรงๆ เลยว่า
“รัฐบาลนี้จะเจริญตามรอยรัฐบาลทักษิณต่อ คือ..ไปจัดการเอง” หรือว่า... “จะให้เป็นภารกิจทหาร จัดการเดี๋ยวนี้”?
นายกฯ สมัครนี่ ท่านทำงานนักการเมืองเก่ง คือเก่ง “ขายฝันชาวบ้าน” แต่จะหวังให้เก่งด้าน “ปฏิบัติการให้เป็นผล” นั้น..อย่าไปหวัง!
อย่างเรื่อง จะซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซียถูกกว่าตลาดลิตรละ ๘ บาทมาทำเป็น “น้ำมันสหกรณ์” นั้น ฟังหลวมๆ ก็จะฮือฮา สมัครเป็น “พระเอกม้าขาว” เหมือนข้าวถุงธงฟ้า เหมือนขุดอุโมงผันน้ำโขงทำนาอีสาน ประมาณนั้นเชียวแหละ
แต่มันเข้าตำรา “พูดให้ฟัง-ไม่ใช่พูดให้ทำ” เรื่องอย่างนี้ คนเป็นนายกฯ จะคุยเอาหน้า-เอาตา โดยไม่ผ่านการหารือกับ ครม.และกับผู้มีหน้าที่ด้านน้ำมูก-น้ำมันจนมีข้อสรุปเป็นที่ยุติก่อน
พูดเอาดีได้ แต่คนปฏิบัติ..ตายหะ ปัญหาที่ตามมา นอกจาก “ได้ไม่เท่าเสีย” แล้ว ในการบริหาร-จัดการที่เป็นจริง สร้างภาระ สร้างความสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ และสร้างปัญหาที่ต้องไล่แก้โดยไม่จำเป็นอีกมหาศาล
ทุกวันนี้ เราผลิตดีเซลคุณภาพมาตรฐาน มีกำมะถันปนแค่ร้อยละ ๐.๐๓๕ แต่ของรัสเซียร้อยละ ๕ เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว
ไอ้เรื่องที่ไม่ถูกกฎหมายละชอบทำนัก แล้วก็ไปเห่าจอว่า “กฎหมายผิด” คนไม่ผิดยู่ร่ำไป
ฟังเท่าที่พูด บอกว่ารัสเซียมีให้ ๖ เดือน จะนำเข้า ๑๒๒ ล้านลิตร/เดือน เอามาขายให้กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งเรือประมงน้ำมันเขียว น้ำมันม่วง
ตรงนี้ ถ้าจะพูดให้เห็นปัญหาการบริหาร-จัดการ เหมือนบ้านที่มีครัวเดียวทำอาหารกินด้วยกันทั้งบ้าน พอถึงเทศกาลกินเจ ส่วนหนึ่งแยกกินเจ อีกส่วนกินตามปกติ นั่นหมายถึงว่า
ต้องลงทุน “แยกครัว” ซื้อ หม้อ ไห ถ้วย โถ โอ ชาม ใหม่หมดอีกชุด เพื่อคนเดิม-เท่าเดิม!
กรณีนี้ก็ทำนองนั้น การนำดีเซลเกรดต่ำจากรัสเซียเข้ามา ทั้งเรือบรรทุก ถังเก็ล รถบรรทุก หัวจ่าย ก็ต้องแยกไปจากที่มีอยู่
และโดยเฉพาะที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือ “สมาชิกสหกรณ์” ต่างๆ ผมอยากถามว่า “สหรกรณ์ค้าน้ำมันเป็นหรือ และจะให้สหกรณ์ต้องลงทุนรวมแล้วเป็นร้อยล้าน-พันล้าน เพื่อสร้างระบบ เพื่อเก็บ เพื่อจำหน่าย “ดีเซลสมัคร-มาตรฐานต่ำ” ที่มีกำหนด ๖ เดือน นี่น่ะหรือ?”
“ดีเซลสมัคร” จะถูกทำให้กลายเป็น “ดีเซลล่องหน” เกิดตลาดมืด “น้ำมันสมัคร” อาละวาดทั้งในประเทศ และทั้งแถบประเทศเพื่อนบ้านน่ะไม่ว่า!
แต่นี่..ผมก็ไม่ค่อยห่วง เพราะคนไทยรู้นิสัยท่านดี ปล่อยให้ท่านฟุ้งไปคนเดียวอาทิตย์นี้ พออาทิตย์หน้า..ท่านก็ลืมเรื่องนี้ งัดเรื่องใหม่ขึ้นมาเคาะกะลาอีกแล้ว
แต่ที่ห่วงคือ เวลานี้ชาวไร่ ชาวสวน และชาวประมง กำลังจะตายด้วยเรื่องน้ำมัน พอนายกฯ แขวนปลาเค็มบนขื่อ ผู้คนก็จะทึกทัก กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ จะมารุมทึ้งขอน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าตลาดลิตรละ ๘ บาท กันบ้าง
เฮละโลกันทั้งเมือง ตายละมึง พระเจ้าช่วย..กล้วยทอด!!
ตื่นจากฝันตามสมัครกันเถอะ ท่านบอกว่า น้ำมันล็อตแรกจะมาภายใน ๖๐ วัน ผมขอ “ฟันธง” ว่า ตัวนายกฯ สมัครเอง หรือรัฐบาลสมัคร
อยู่ไม่ถึง ๖๐ วันหรอกครับ!?
ยิ่งหน้ามืด “ดันแก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อหนีการถูกยุบพรรค ทั้งที่สภาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาฯ ไปแล้ว แบบนี้..จอดไม่ต้องแจวแล้วครับ
ก็ไอ้แมวตัวไหนที่มันบอกว่า “เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ ส.ส. รัฐบาลไม่เกี่ยว เพราะคนละอำนาจกัน”
แต่วันนี้ นายกฯ สมัคร-คนรักแมวกลับมาพูดใหม่ว่า “เดือนสิงหา.เปิดสภาปุ๊บ ก็จะยื่นแก้รัฐธรรมนูญปั๊บ”
นี่ผมเปิดปฏิทินโหรดูแล้ว วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม เป็นวันอมาวสี จันทร์ดับ เกิดเป็นสุริยคราส สรรพคราส ณ ราศีกรกฎ ๑๕ องศา ๓๔ ลิปดา เวลา ๑๗.๑๒ น. ควรงดประกอบพิธีมงคล และการดำเนินธุรกิจใดๆ
จันทร์จร ณ จุดดิถีที่ ๓๐ ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ อันเป็นวันที่ “พระจันทร์” เข้ามาสันถวะกับ “พระอาทิตย์” ในระยะเชิงมุม ๐ องศา เขาเรียกว่าเข้าสู่จุดอมาวสี หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “จันทร์ดับ” นั่นแหละ
“ตำแหน่งของจันทร์ดับนี้ เป็นระยะแก่ที่สุดของข้างแรม เป็นขณะที่จันทร์ร่วมราศีกับอาทิตย์ ตำแหน่งนี้โหราจารย์ถือว่า ‘จันทร์ดับ’ และเป็นบาปเคราะห์ ทุกครั้งที่จันทร์ดับบนลัคนา หรือบนดาวเคราะห์สำคัญของท่านเมื่อใด ไม่ต้องพะวงถึงทักษาเลย
ท่านจงระวังตัวของท่านให้มากขึ้นสักหน่อย ตำแหน่งดังกล่าวนี้ จันทร์มีความไวอย่างสูงสำหรับเหตุการณ์ด้านบาปเคราะห์ และราศีที่จันทร์ดับเป็นราศีเสริมให้จันทร์มีแรงสูงขึ้น...”
ครับ..ตามตำราท่านจารไว้อย่างนั้น ใครที่มีดาวจันทร์ ดาวอาทิตย์ และ ดาวพุธ อยู่ในกรกฎ ต่อให้เป็นเกษตร เป็นอุจจ์ ขนาดไหนก็เถอะ เจอคราสต้นเดือนสิงหาคมนี้ ตามตำราท่านว่า ถึงครา “ดวงแตก” ใครก็รอดยาก เพราะคราสทับจันทร์ คือการ “ทับใจ” ที่ประชาชนทนไม่ไหว และไม่ให้อภัยแล้วนั่นแล!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 2551



