Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


G-8, Biofuel, Climate Change and Food Crisis

apichat@econ.tu.ac.th


หนึ่งหัวข้อหลักในการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 8 (G-8 Summit) ที่เกาะ Hokkaido คือวิกฤตอาหารแพง คาดว่าผู้นำของหลายประเทศจะประกาศข้อเสนอต่างๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ ตัวอย่างเช่น ผู้นำแห่งเยอรมนี ซึ่งมอง ภาวะวิกฤตนี้ว่า “เป็นภัยคุกคามใหม่ต่อประชาธิปไตย” จะเพิ่มความช่วยเหลือด้านอาหารจำนวน 750 ล้านเหรียญ ในขณะที่อเมริกาจะเพิ่มความช่วยเหลือด้านอาหารแบบเร่งด่วนต่อแอฟริกา ส่วนอังกฤษจะสำรองเงินไว้อีก 1 พันล้านเหรียญ และเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานสากลขึ้นดูแลปัญหานี้ในทำนองเดียวกับที่โลกมีองค์กรดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ (climate change) ซึ่งมีหน้าที่หนึ่งคือการสร้างนิยามให้กับคำว่า “sustainable biofuel”

จากประวัติศาสตร์การประชุมของ กลุ่มนี้ เราคงหวังไม่ได้มากนักว่าสุดท้ายแล้วมาตรการต่างๆ ที่จะเกิดจากการประชุมจะแก้ปัญหาวิกฤตอาหารแพงได้ ยิ่งในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงเพิ่มขึ้น ไม่หยุดไม่หย่อนและทำสถิติราคาใหม่เกือบทุกวัน มาตรการต่างๆ คงเป็นได้แค่เครื่องประทินโฉมให้ผู้นำเหล่านี้ดูมีหัวจิตหัวใจในสายตาประชากรโลกมากขึ้นเท่านั้นเอง ตราบใดที่กลุ่ม G-8 ยังคงไม่ยอมรับว่าต้นตอสำคัญของวิกฤตอาหารแพงครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายพลังงานทดแทนของกลุ่มตน

ราคาอาหารนับแต่ปี 2549-2551 แพงขึ้น 82% แต่ถ้านับจากปี 2545-2551 จะแพงขึ้นถึง 220% ผลกระทบของราคามหาโหดนี้ต่อคนจนนั้นคงไม่ยากนักที่เราจะจินตนาการ การประเมินผลกระทบชิ้นหนึ่ง ชี้ว่าคนกว่า 260 ล้านมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหิวโหย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากมาตรการอุดหนุนมูลค่า 16-18 พันล้านเหรียญที่ประเทศร่ำรวยให้แก่การผลิต biofuel ในแต่ละปี ขณะที่ให้เงินช่วยเหลือด้านการเกษตรแก่ประเทศยากจนน้อยกว่าเงินอุดหนุนจำนวนนี้ถึง 4 เท่าตัว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ประเทศร่ำรวยสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าลง โดยอเมริกาตั้งเป้าไว้ว่าตนจะใช้ biofuel ทดแทนน้ำมันถึง 75% ในปี 2025 ขณะที่กลุ่มประเทศ EU ตั้งเป้าในปี 2020 ว่าทดแทนน้ำมันจำนวน 10% ของเฉพาะที่ใช้ในภาคขนส่งเท่านั้น

ส่วนการประเมินชิ้นหนึ่งของธนาคารโลก ซึ่งไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าเขียนเสร็จมามาดๆ ในเดือนเมษายนนี้ ชี้ว่าราคาอาหารที่แพงขึ้น 140% ในช่วงปี 2002-2008 นั้นเป็นผลจากการผลิต biofuel ถึง 75% ส่วนอีก 15% เป็นผลจากที่ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรเช่น ปุ๋ยแพงขึ้น ตัวเลข 75% นี้แตกต่างมาก จากการประเมินของรัฐบาลอเมริกาที่เห็นว่า biofuel ทำให้อาหารแพงขึ้นเพียง 3% เท่านั้น (และความแตกต่างนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้งานของธนาคารโลกไม่ได้รับการ ตีพิมพ์) การศึกษาชิ้นนี้ประเมินต่อไปว่า ผลจากอาหารแพงนี้จะทำให้คนยากจนกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกที่มีรายได้น้อยกว่า 1 เหรียญต่อวัน และต้องใช้เงินถึง 70% ของรายได้เพียงเพื่อซื้ออาหารจะตกอยู่ในภาวะหิวโหย เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เป็นโรคขาดสารอาหารถึง 2.4 ล้านคน และจะอดตายถึง 3.9 แสนคนปีนี้

ที่น่าตกใจมากก็คือ การพุ่งขึ้นของราคาธัญพืชนี้เกิดขึ้นในภาวะที่ผลผลิตธัญพืช ของโลกมีระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในปีที่แล้ว และด้วยสาเหตุทางดินฟ้าอากาศ หลายประการ ทำให้คาดกันว่าผลผลิตของอเมริกาในปีนี้จะมีระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะอาหารราคาแพงต่อเนื่องไปถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย

หากตัวเลขการประเมินเหล่านี้เป็นจริง เราก็ได้ข้อสรุปตรงไปตรงมาว่า นโยบายพลังงานทดแทนน้ำมันของประเทศร่ำรวย ที่ให้เงินอุดหนุนจำนวนมากแก่การผลิต biofuel เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนยากจนของโลกประสบกับความหิวโหย ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาอาหารแพงของผู้นำกลุ่มประเทศร่ำรวยข้างต้นจึงเป็นเพียงละคร ลวงโลกฉากใหญ่ ตราบใดที่ยังไม่ยุติ เป้าหมายการผลิต biofuel ผ่านการให้เงินอุดหนุนมูลค่ามหาศาล

อีกหนึ่งหัวข้อหลักของการประชุม ครั้งนี้ คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ (climate change) จากแง่มุม ด้านสิ่งแวดล้อม หากมองผ่านๆ แล้ว ผลจากการประชุมดูน่าประทับใจมาก G-8 ตกลงกันว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศลงถึง 50% ในปี 2050 แต่เมื่อถูกถามว่า 50% ที่ว่านั้นเป็น 50% ของปีไหน คำตอบกลับไม่ตรงไปตรงมา มีการพูดว่าเป็นของระดับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่โลกเราเวลาพูดถึงเป้าหมายการลดระดับก๊าซเรือนกระจกนั้นใช้ปี 1990 เป็นปีฐาน ซึ่งเป็นผลจากที่ประชุม Earth Summit ในปี 1992 มาตลอด หากเปลี่ยนปีฐานมาเป็นปัจจุบัน ย่อมแปลว่า G-8 โยนระยะ 16 ปีของ ความพยายามแก้ปัญหานี้ทิ้งถังขยะไปเลย แน่นอนว่าอเมริกายังคงเป็นตัวปัญหาเช่นเคย โดยเกี่ยงให้จีนและอินเดียรับภาระในการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ทั้งๆ ที่ กว่า 60% ของก๊าซที่สะสมอยู่ในบรรยากาศโลกตอนนี้เป็นผลงานของเหล่าประเทศอุตสาหกรรมในอดีต ซึ่งอเมริกาเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดมาตลอด

ในแง่มุมนี้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมมักกล่าวอ้างว่า การใช้ biofuel เป็นพลังงาน ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าพลังงาน fossil เนื่องจากการในขั้นตอนการปลูกพืชพลังงานนั้น พืชจะดูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ ส่วนเมื่อเราเอาพืชพลังงานไปใช้งานในรูป biofuel ก็จะเป็นขั้นตอนของการปล่อยก๊าซ ดังนั้นในทางทฤษฎีการใช้ biofuel จึงเป็นไปได้ที่จะไม่ทำให้มีการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น แต่นับวัน การศึกษาชิ้นใหม่ๆ ปฏิเสธข้ออ้างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ Paul Crutzen, นักเคมีระดับรางวัล Nobel จากการศึกษาการลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศ เสนอเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า การปลูกข้าวโพดของอเมริกาเพื่อทำ ethanol และการปลูก rapeseed ของยุโรปเพื่อผลิต biodiesel โดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจำนวนมากนั้น ปล่อยก๊าซ nitrous oxide ซึ่งอันตรายกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 296 เท่า

ในช่วงต้นปีนี้บทความอีกชิ้นในวารสาร Science ประมาณการว่า การปลูก ข้าวโพดเพิ่มขึ้นของอเมริกานั้นทำให้พื้นที่ ปลูกถั่วเหลืองลดลงถึงเกือบ 20 ล้านเอเคอร์ในปีที่แล้ว ทำให้ราคาของถั่วเหลืองสูงขึ้นมาก ทำให้มีการนำเอาพื้นที่ที่เดิมเป็นทุ่งหญ้ามาปลูกถั่วเหลืองและจูงใจให้ ผู้ปลูกใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งสุดท้ายก็จะไหลลงในอ่าวเม็กซิโกและไปทำลายออกซิเจน ในน้ำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่า เขตแห่งความตาย ถึงที่สุดแล้วการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกข้างต้นทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวของรอบ 30 ปี ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มของก๊าซถึง 167 ปี

เมื่อถามว่า ถ้าโลกเราตกลงกันไม่ได้ ที่จะหามาตรการลดการปล่อยก๊าซในระดับที่พอเพียงและทันเวลาแล้ว ใครจะเป็นผู้รับเคราะห์จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ เช่นเดียวกับปัญหาอาหารราคาแพง ผู้รับกรรมก็จะเป็นผู้ที่ยากจนของโลก เช่นเดิม ทั้งๆ ที่กรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากการกระทำทั้งในอดีตและปัจจุบันของประเทศที่ร่ำรวยแล้ว กลุ่มประเทศ G-8 จึงปฏิเสธภาระทางศีลธรรมไม่ได้ ที่จะต้องทบทวน ยกเลิก เปลี่ยนเป้าหมายและวิธีการของทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซ และหนึ่งในสิ่งที่ต้องรีบกระทำคือ ต้องยกเลิกการให้เงินอุดหนุนการผลิต biofuel


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter