Special 301 Report ว่าด้วยสังคมเศรษฐกิจไทย (2545-2551)
เอกสารข่าวฉบับที่ 13 (กรกฎาคม 2551)
- สุนทร ตันมันทอง -
มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) เป็นหนึ่งในเครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐฯในการจัดการกับปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯในประเทศต่างๆ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯมีหน้าที่จัดทำรายงานที่เรียกว่า Special 301 Report ซึ่งแสดงความคืบหน้าแบบรายปีในการแก้ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่างๆ เพื่อยื่นแก่สภาคองเกรสในเดือนเมษายนของทุกๆปี ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีดำจำเป็นจะต้องเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ มิฉะนั้น สหรัฐฯอาจริเริ่มไต่สวนและใช้มาตรการตอบโต้ได้ เช่น การตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่างๆของสหรัฐฯ เป็นต้น
ในกรณีของประเทศไทย รัฐบาลไทยจับตาดูการประเมินของผู้แทนการค้าสหรัฐฯมาตลอด และพยายามแสดงให้สหรัฐฯเห็นว่า ไทยได้ดำเนินการตามข้อกังวลและความคาดหวังของสหรัฐฯแล้ว เนื่องจากเกรงว่า สหรัฐฯจะตัดสิทธิพิเศษทางด้านภาษีของไทยเป็นการตอบโต้ ช่วงปี พ.ศ.2545-2551 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญเนื่องจากในปี พ.ศ.2550 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯขยับฐานะของไทยจากประเทศที่ต้องจับตาดู (Watch List) กลายเป็นประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นลำดับแรก (Priority Watch List) นั่นก็หมายความว่า การปกป้องและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของไทยตกต่ำลงกว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้ก็คือ Special 301 Report เป็นการ
ประเมินจากความคาดหวังของประเทศที่สามารถทำกำไรจากทรัพย์สินทางปัญญาได้มากที่สุดประเทศหนึ่ง
ภาคเอกชนและล๊อบบี้ยิสต์จากอุตสาหกรรมอเมริกันที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ เปิดช่องให้ผู้แทนจากภาคเอกชนเหล่านี้สามารถยื่นข้อเสนอแนะ (Special 301 Recommendation) เกี่ยวกับอุปสรรคและสภาพปัญหาการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศที่ตนดำเนินธุรกิจด้วยแก่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ บรรดาผู้แทนเหล่านี้ยังวิ่งเต้นให้ฝ่ายนิติบัญญัติกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ในกรณีของไทย กลุ่มอุตสาหกรรมที่ร้องเรียนและยื่นข้อเสนอแนะส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเครื่องแต่งกาย อาทิเช่น Pharmaceutical Research and Manufacturers of America (PhRMA) และ Levi Strauss & Co. เป็นต้น
ในช่วงปี พ.ศ.2545 -2549 ไทยถูกจัดให้อยู่ในสถานะประเทศที่ต้องจับตาดู ปัญหาที่เป็นข้อกังวลของสหรัฐฯส่วนใหญ่เป็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ (Copy Rights) และเครื่องหมายทางการค้า (Trademarks) เช่น การลอกเลียนแบบผลิตสื่อกลางเก็บข้อมูล (Optical Media) ซอฟแวร์ทางธุรกิจ และความบันเทิง การทำสำเนาหนังสือ สินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายทางการค้าและละเมิดลิขสิทธิ์ และการลักลอบพ่วงสัญญาณเคเบิลทีวี นอกเหนือจากประเด็นเหล่านี้ก็เป็นข้อกังวลเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมและการบังคับใช้ที่ขาดประสิทธิภาพของไทย
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2550 ต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2551 ไทยถูกเลื่อนสถานะกลายเป็นประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นลำดับแรก ใน Special 301 Report ระบุว่า การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของไทยตกต่ำลง ทั้งจากการละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงเครื่องหมายทางการค้า รวมทั้งการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licensing: CL) ยารักษาโรคเอดส์และโรคเส้นเลือดอุดตันหัวใจในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2549 และมกราคม พ.ศ.2550 ซึ่งสหรัฐฯกังวลในเรื่องการขาดความโปร่งใสในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯพยายามยืนยันว่า การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยาของไทยมิใช่ปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนแปลงสถานะของไทยครั้งนี้
สหรัฐฯเริ่มกังวลเกี่ยวกับปัญหาการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในส่วนของสิทธิบัตร (Patent) โดยเฉพาะสิทธิบัตรยาตั้งแต่ พ.ศ.2548 หลังจากที่ไทยพยายามต่อรองขอลดราคายาจากบริษัทผู้ทรงสิทธิในปี พ.ศ.2547-2548 จนกระทั่งกระทรวงสาธารณสุขประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิดังกล่าว ทำให้ Merck&Co บริษัทยาผู้ทรงสิทธิของสหรัฐฯวิ่งเต้นให้สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯจำนวน 22 คนยื่นจดหมายทักท้วงไทยไปที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แต่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯก็ไม่กล้าฟันธงว่า การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยาของไทยเป็นปัจจัยชี้ขาดก็เพราะไทยสามารถทำได้ตามปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์กับการสาธารณสุขปี พ.ศ. 2544 ซึ่งผ่อนปรนสามารถนำเข้าหรือผลิตยาสิทธิบัตรภายในประเทศได้เพื่อผลประโยชน์ด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯสามารถอ้าง US Uruguay Round Act of 1994 เล่นงานไทยได้ ภายหลังเลื่อนสถานะของไทย รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไทยต้องเดินสายอธิบายกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯและบริษัทยาถึงกรุงวอชิงตัน
การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยาของไทยอาจมีผลสำคัญ แต่มิใช่ทั้งหมด ในปี พ.ศ.2550 บราซิลดำเนินการแบบไทยคือ ขอเจรจาลดราคากับบริษัทยาและประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยา Efavirenz ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ไทยประกาศ แต่สหรัฐฯยังคงสถานะประเทศที่ต้องจับตาดูของบราซิลไว้เช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน ในกรณีของไทย การรัฐประหารเดือนกันยายน พ.ศ.2549 มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะของไทยอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ครั้งหนึ่ง สหรัฐฯก็เคยบีบรัฐบาล รสช.เพื่อให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรโดยขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรจนประสบความสำเร็จมาแล้ว
ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับสหรัฐฯในปี พ.ศ.2549 ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะประเด็นการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ไทยกับสหรัฐฯตกลงกันไม่ได้ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีที่ผ่านมา การรัฐประหารจึงประจวบเหมาะกับการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยา (อาจรวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจต่างด้าว พ.ศ.2542) ที่สหรัฐฯสามารถใช้มาตรา 301 พิเศษเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการเจรจาเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเมื่อเริ่มต้นข้อตกลงการค้าเสรีกับรัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต ในการหารือเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯภายหลังการเลื่อนสถานะของไทย สหรัฐฯพยายามยื่นข้อเสนอการคุ้มครองสิทธิบัตรยาชุดเดียวกับที่เคยเสนอแก่ไทยในช่วงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี การเปลี่ยนแปลงสถานะกลุ่มประเทศของผู้แทนการค้าสหรัฐฯจึงเป็นการตัดสินใจทางการเมืองมากกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริง.
เอกสารข่าว WTO จัดทำโดย
โครงการจับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO Watch)
ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)



