น้ำมันราคาอุ้มกับสัญญาประชาคม
เราทุ่มความสนใจไปที่ “ปราสาทพระวิหาร” กันจนลืมเรื่องใกล้ตัวอีกหลายๆ เรื่องหรือเปล่า ขณะนี้เงินเฟ้อสูงถึง ๘.๙% สาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมันที่สูงขี้น
แต่บางคนบอกว่า “เงินเฟ้อ” ที่มาพร้อมกับ “เงินฝืด” นี่ต่างหากที่น่ากลัว!
ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย เพราะการที่รัฐบาลใช้นโยบายการคลัง “รดน้ำรากหญ้า-ข้าราชการ” กระตุ้นการใช้จ่าย ด้วยหวังจะให้เป็นตัวผลักกลไกเศรษฐกิจ พร้อมทั้งใช้มาตรการตรึงราคาสินค้า และอุดหนุนราคาน้ำมัน ตะพึดตะพือ นั้น
มันยิ่งสร้างตัณหาในการบริโภคเทียมคือ “การใช้จ่ายเกินตัว” หนักขึ้น อย่างนี้แหละ “เงินฝืดในภาวะเงินเฟ้อ” จึงเกิดขึ้น
เงินถูก-ของแพง แต่คนก็ยังไม่มีเงินซื้อ นานๆ เข้า ทั้งคนก็ไม่มีเงินซื้อ ทั้งของก็ไม่มีคนผลิต
คิดแล้วก็กลุ้ม ถ้าโชคดี ก็แค่กลุ้มข้ามจากปีนี้ ไปจนถึงกลางปีหน้าโน่น “เป็นอย่างเร็ว” แต่ถ้าโชคร้าย รัฐบาลนอมินียังไม่เป็นโล้เป็นพายกับ “นโยบายพลังงาน” อยู่อย่างนี้
คนไทยก็คงต้องทุรนทุรายข้ามภพ-ข้ามชาติ!
เท่าที่ผมสัมผัส ไม่โทษ “กระทรวงพลังงาน” ทั้งเจ้ากระทรวง “พลโท (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ” และข้าราชการที่นั่นหรอก เพราะผมเห็นตั้งแต่ระดับปลัดฯ ลงมาถึงระดับอธิบดี
เขาเป็นกลุ่มคนที่มีกึ๋น ไม่ใช่จับฉลากขึ้นมาใหญ่ และที่สำคัญ เห็นเขา “บ้างาน” กันแล้วก็เหนื่อยแทน อย่างไปบราซิลเจ้าตำรับเอทานอล ว่าง-ผมก็อยากจะดูแซมบ้าของผมมั่ง แต่ อ้าว..หายไปไหนกันหมด!?
โน่น..ทั้งรัฐมนตรี ทั้งปลัดฯ ทั้งอธิบดี และลูกน้องทีมงาน งัดเรื่องที่ไปดูงานมานั่งถกกันหน้าดำคร่ำเครียดไม่เว้นแต่ละวัน กระทั่งเวลารอกินข้าวก็ไม่เว้น
แต่กระทรวงเดียวเอาจริง ภาพรวมคือรัฐบาลเอาเล่น มันก็เหมือน “เข็นเรือบนบก” เหนื่อยเปล่าครับ
เหนื่อยไม่ว่า แต่พลังงานที่เสียพลังงานเปล่านี่ซี..มันเศร้าใจ!
ทิศทางนำอยู่ที่ “หัวขบวน” คือคนเป็นหัวหน้ารัฐบาลนั่นแหละ ต้องเลิกพูดแล้วลงมือชักลากจริงๆ จังๆ ในนโยบายพลังงานเสียที โดยเฉพาะพลังงานทดแทน ไม่ใช่บริหารปัญหาไปวันๆ
การบริหารแบบปล่อยให้ “กระทรวงใคร-กระทรวงมัน” ว่ากันไปอย่างทุกวันนี้ พูดด้วยศัพท์สวยๆ คือไม่มีการบูรณาการเข้าด้วยกัน นโยบายพลังงานทดแทน มันก็ไม่มีลมเบ่ง
ไม่แท้ง ก็ตายทั้งกลม มีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น!
ปัญหาประเทศไทยในภาพกว้าง การแก้ที่ถูกจุด และน่าจะเป็นคือ “หยุดการเติบโตกรุงเทพฯ” แล้วเลือกมาซัก ๓-๔ พื้นที่ จะเป็นทางเหนือ ทางตะวันออก ทางใต้ ทางตะวันตก หรือภาคกลาง ก็เอามาเถอะ แล้วให้ประชาชนลงมติว่า
พอใจเอาตรงไหนสร้าง “เมืองราชการและพาณิชย์” แห่งใหม่ของประเทศ!
เมืองหลวง คือกรุงเทพฯ ไม่ย้ายหรอกครับ เพียงแต่หยุดการ “ยัดทุกอย่าง” ลงไปในกรุงเทพฯ อีก ทั้งใต้ดิน บนดิน และในอากาศ อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้
บทเรียนจากการใช้พลังงาน ๑๐๐ เสียเปล่าไป ๒๐-๓๐ เพราะโครงสร้างธุรกิจ-เศรษฐกิจที่ผูกติดกับโครงสร้างกรุงเทพฯ ซึ่งผังเมืองไม่ได้วางไว้เพื่อรองรับความเติบโตอย่างทุกวันนี้
ถึงจุดที่เราต้องคิดเพื่อการขยับขยายควบคู่ระบบ “โลจิสติกส์” ทั้งขนส่งมวลชนรูปแบบต่างๆ ทั้งขนส่งสินค้า ไม่ว่าทางบก ทางน้ำ ทางล้อเลื่อน ทางอากาศ ทางใต้ดิน ที่มีแผนบริหาร-จัดการเชื่อมถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
นี่อาจระยะยาว แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นทั้งระยะสั้น-ระยะยาวคือเรื่อง “พลังงาน” ถ้าไม่บริหาร มันก็ฉิบหาย..ฉิบหายแน่ๆ ด้วย!
ต้องยอมรับว่า ด้วยนโยบายประชานิยมในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ การอุ้มราคาน้ำมันเอาใจชาวบ้านในช่วง ๔-๕ ปี การบิดเบือนกลไกการตลาดระบบทุน ไม่เพียงทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจจนถึงวันนี้เท่านั้น
อันตรายสำคัญคือ “ราคาสินค้า” ที่อุ้มไว้ ตรึงไว้ ไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตแท้จริง โดยเฉพาะน้ำมัน ถูกบ่มเพาะเป็น “เนื้อร้าย” เป็นอุปสรรคต่อการนำประเทศชาติก้าวไปตามระบบ เพราะ...
ผู้บริโภค คือประชาชน “เคยตัว” ด้วยชินเสียแล้วกับ “การอุ้ม” ในระบบรัฐอุปถัมภ์!
เราผ่านด่านราคา “น้ำมันลอยตัว” ไปได้แล้ว แต่ขณะนี้ เมื่อน้ำมันแพงเป็นบ้า-เป็นหลัง รถเมล์ รถรับจ้าง รถบรรทุก ชาวประมง ชาวสวน ชาวไร่ ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า
อุ้มหน่อย..อุ้มหน่อย..อุ้ม..อุ้ม!!
ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่อยากจะเปรียบให้เห็นว่า เหมือนลูกที่แม่เข้าสะเอวจนเป็นโรค “ติดสะเอว” ปล่อยให้เดิน ก็ร้องหาแม่..อุ้มหน่อย..อุ้มหน่อย..อยู่ร่ำไป
ตอนนี้ พลังงาน-ปล่อยน้ำมันราคาลอยตัว เรียกว่าเข้าระบบดีแล้ว เหลือแต่ก๊าซ LPG ที่ต้องปรับเข้าสู่ระบบลอยตัวกันต่อไป แต่ผมเห็นนโยบาย “นอมินีประชานิยม” แล้วชักห่วง
หมดยุคน้ำมันลอยตัว แต่พอใครมาร้องอุ้มหน่อย..อุ้มหน่อย..นายสมัครไม่อุ้มก็จริง แต่ให้กระทรวงพลังงานอุดหนุนราคา ซึ่งมันก็คืออุ้มนั่นแหละ จากแรกๆ อุ้มขนส่งในระบบรัฐวิสาหกิจ แต่พอชาวบ้านเห็น ก็ยกขบวนมาร้องให้อุ้มกันนุงนังไปหมด
สรุปลงท้าย ไม่มีน้ำมันราคาชดเชยก็จริง แต่มีน้ำมันราคาอุดหนุน แล้วมันจะต่างกันซักเท่าไหร่ สังคมจะเป็นโรค “ติดสะเอว” ที่แก้ไม่หาย ถึงแม้จะบอกว่าอุ้มแค่ ๓ เดือน ๖ เดือน ความเคยตัวก็จะบอกว่า
ตื๊อหน่อยก็อุ้มอีก!
รถแท็กซี่ก๊าซ LPG นี่เหมือนกัน กำลังผลักภาระรับผิดชอบทั้งหมดให้กระทรวงพลังงาน แถมเรียกร้องไม่ให้ปรับราคา ตามแผนค่อยๆ ปล่อยลอยตัว
ผมไม่โทษเขา แต่ผมอยากจะบอกว่า ในระยะยังไม่หย่าสะเอวนี้ จะมีมาตรการอะไรเตือน “สังคมสะเอว” ให้รู้ในเขตเวลาจำกัดที่ทั้งผู้ใช้น้ำมันและใช้ก๊าซ LPG ถึงเวลาต้องรับสภาพเป็นจริง
การอุดหนุนราคา LPG ก็ดี การใช้มาตรการ ๒ ราคา เป็นก๊าซหุงต้ม-ก๊าซเชิงพาณิชย์ ก็ดี มันเป็นเรื่องปรารถนาดีต่อชาวบ้านก็จริง แต่ในความเป็นสังคมหลากมาตรฐาน
๒ ราคาบนความหวังดี มันจะมีผลร้ายมากกว่าในเชิงบริหาร บนภาวะที่ผู้บริโภคยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า สะดวกกว่า!
ไม่มีอะไรที่ใครจะ “แบก” อะไรไว้บนบ่าไปได้ตลอดกาลหรอกครับ สุดท้ายก็ต้อง “วาง” ให้มันอยู่ ตามสภาพที่มัน “ควรจะอยู่” ของมันเอง นั่นคือธรรมชาติที่เป็นธรรมกับทุกคน
ผมเห็นคนพลุ่งพล่านเรื่องก๊าซ LPG ไม่มีเติมรถแล้วก็อนาถ กระทรวงพลังงานวันนี้ดูจะมีชาวบ้านทุกระดับไปเหยียบ ไปร้องทุกข์ ไปพึ่งพิง มากกว่าคนที่เคยแบกหน้าไปพึ่งทำเนียบฯ เสียอีก!
ผมมานั่งคิดๆ ดู ที่เกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นเพราะอะไร เพราะความจริงที่เป็นอยู่ การจัดหาพลังงานเพื่อบริการประชาชนจากรัฐก็นับว่า “มีให้เลือก” พอเพียง คือมีทั้งเบนซินออกเทนสูง ออกเทนต่ำ ดีเซลหมุนช้า หมุนเร็ว แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล สูตรต่างๆ
แล้วยังมี ก๊าซ NGV และ ก๊าซ LPG ราคาถูกกว่าขี้ค้างคาวให้เลือก!
แล้วทำไมคนจึงเทมาใช้ LPG กันหูเดียว จนเกิดขาดแคลนในบางครั้ง “ทำไมไม่เฉลี่ยไปใช้พลังงานอย่างอื่นกันบ้างล่ะ?”
จะบอกว่าเพราะ LPG ถูกกว่าน้ำมัน ก็ใช่ แต่ขณะนี้ NGV ถูกกว่า ทำไมคนจึงไม่ไปใช้ และอีกอย่าง น้ำมันราคาถูกก็มีให้เลือกแล้ววันนี้ ทั้งแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล แถมหาเติมสะดวกกว่าด้วยซ้ำมิใช่หรือ?
คำตอบคือ..ใช่
ผมมองๆ แล้วก็เห็น “ช่องว่าง” ที่ทำให้คนนิยม LPG ก็คือ รัฐบาล ปตท.สนับสนุนให้คนนำก๊าซหุงต้ม LPG ไปใช้กับรถยนต์ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เรามีก๊าซเหลือเฟือ แต่ตอนนี้ “ติดตลาด” ใช้กันจนไม่พอ จากส่งออกเป็นสั่งซื้อเข้ามา
พูดง่ายๆ คือ ไปสร้างความเข้าใจว่า ก๊าซ LPG คือทางเลือกที่ถูกกว่าน้ำมันไว้ แต่ทีนี้ ราคาก๊าซมันแพงขึ้น ซ้ำจากที่เรามีเอง เป็นต้องสั่งเข้ามา ฉะนั้น ภาวะนี้ภาครัฐก็ต้องช่วยรับภาระภาคผู้บริโภคส่วนหนึ่ง
ทางออกในระยะกลาง และระยะยาวก็คือ ขณะนี้เรามีก๊าซ NGV เป็นตัวแทน LPG และน้ำมันแล้ว เหมือนในอดีตที่เราเอา LPG มาแทนน้ำมันนั่นแหละ ประเด็นต่างกันก็เพียงว่า
วันนี้-NGV ยังหาเติมยาก เมื่อการวางท่อก๊าซ และการสร้างสถานีเก็บตามแผนสำเร็จในอีก ๑ ปี ๒ ปีข้างหน้า หัวจ่าย NGV ก็จะมีให้เลือกเติมตามปั๊มทั่วไป
เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็สมควรที่ “กระทรวงพลังงาน” จะทำป้ายไปติดไว้ทุกปั๊มทั่วประเทศเป็น “ตารางเวลาแผนปฏิบัติการ” ให้ผู้มาเติมน้ำมันได้รู้ทั่วกันว่า วันไหน-เดือนไหน-ปีไหน-ครอบคลุมถึงไหน ที่โครงการก๊าซ NGV มีให้บริการ
และประกาศย้ำไปเลยว่า ก๊าซ NGV คือ พลังงานทางเลือกชนิดหนึ่งที่รัฐบาลสนับสนุนให้ใช้กับรถยนต์
และวันไหน-เดือนไหน-ปีไหน ที่ก๊าซ LPG จะปรับราคาขึ้นแต่ละขั้น..แต่ละขั้น..จนถึงปีไหนที่ก๊าซ LPG จะเป็นราคาลอยตัว และประกาศเป็น “บันทึกช่วยจำ” ไปด้วยว่า
ก๊าซ LPG เป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่รัฐบาลไม่สนับสนุนให้นำมาใช้กับรถยนต์ และจะไม่มีจำหน่ายทั่วไป
อย่างนี้ผมว่าแฟร์ และจะสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย คนมีรถก็จะวางแผนเพื่ออนาคตถูกว่า ต่อไปนี้จะติดถัง NGV ดี หรือ LPG ดี จะได้ไม่ต้องมาโทษกันอีก
นี่..ถ้าพลังงานทดแทน E๘๕ หรือ E๑๐๐ เกิดขึ้นได้ตามแผน มันจะเกิดปัญหา “มีของถูกกว่า” แต่คนไม่ใช้ อย่างกรณี LPG กับ NGV หรือไม่? ตรงนี้จะเห็นว่ามันมาจาก “ข้อบกพร่อง” ในการให้ข้อมูล และการบริหาร-จัดการทิศทางนโยบายที่แน่นอนของรัฐ ทุกวันนี้ น้ำมันยังมี แก๊สยังมี แต่ปัญหามันมีมาจากตรงไหน ต้องหา..เพื่อแก้ไขให้ตรงนะครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2551



