เงินบาทอ่อนค่า
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
ผมจำได้ว่ารายงาน Global Economic Perspectives ของธนาคารโลกฉบับประจำปีนี้มีบทนำซึ่งขึ้นต้นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2551 จะมีการเคลื่อนไหวผันผวนเป็นอันมากจนยากที่จะประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศออกมาได้ นอกจากนั้นยังเป็นการยากมากที่จะคาดเดาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโลกที่สำคัญต่างๆ
ผมเห็นด้วยกับข้อความนี้เป็นอย่างยิ่งครับ และผมก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะมีความเห็นแบบเดียวกันกับผม นอกจากนั้นผมยังเชื่อว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็น่าจะมีความคิดเห็นแบบเดียวกันกับพวกเรา
ความผันผวนในระบบเศรษฐกิจโลกช่วงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเราเลยครับ มันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราอย่างชัดเจน หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดก็คือการปรับตัวขึ้นลงของราคาน้ำมันและราคาอาหารที่นับวันดูเหมือนจะยิ่งมีความรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
ข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลของราคาน้ำมันดิบเบาในช่วงต้นปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงกว่า 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเทียบไม่ได้กับความผันผวนของราคาอาหาร โดยเฉพาะสินค้าธัญพืชซึ่งมีการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าหลายๆ แห่งทั่วโลก
ก็ไม่น่าแปลกใจครับที่ทุกๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้ และปัญหานี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเวลาอันสั้น สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเรายังถือว่าโชคดีที่เงินบาทได้มีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้มีส่วนช่วยชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและราคาอาหารหลายๆ ประเภทที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต้นทุนที่ได้มีการกำหนดหน่วยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาปัญหาใหม่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ครับ นั่นคือเงินบาทของเราได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างค่อนข้างรวดเร็ว จากข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนรายเดือนในเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย เงินบาททำสถิติแข็งค่าที่สุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมาเล็กน้อยในเดือนถัดมา แต่ในวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นบาทได้อ่อนค่าลงมาแตะระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นการอ่อนค่าลงราว 6% ในระยะเวลา 2 เดือนกว่า
ปัญหาที่ตามมาก็คือ การอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทน่าจะส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ เนื่องจากราคาน้ำมันและอาหารในตลาดโลกที่มีหน่วยในการซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ได้มีการปรับตัวลดลงตามมา การอ่อนค่าลงของเงินบาทจึงทำให้ราคาน้ำมันและอาหารที่คิดเป็นหน่วยเงินบาทปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปจากเดิมอีก
ปัญหานี้น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในปัจจุบัน การอ่อนค่าลงของเงินบาทในครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกเช่นเคย ไม่ต่างจากตอนที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมา
ผมยังไม่แน่ใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะทนแรงกดดันครั้งนี้ได้สักแค่ไหนครับ แต่ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนใดๆ ตามมา ผมอยากจะลองนำเสนอสถิติต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นให้กับท่านผู้อ่านได้รับทราบดูก่อน
ในช่วงปลายปี 2550 ค่าเงินบาทอยู่ในระดับราว 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐครับ โดยในเดือนกันยายน 2550 ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 34.26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเรื่อยมาจนแข็งค่าที่สุดในเดือนมีนาคม 2551 ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ดังที่ผมได้กล่าวเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันของธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ระดับ 3.25% ตลอดช่วง** ผมลองค้นข้อมูลในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ความมาว่า การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 3.5% มาเป็นระดับ 3.25%
ถ้าเราคิดว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยส่งผลต่อการปรับตัวอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทอย่างแน่นอน มันก็ใช้เวลาอย่างน้อย 9 เดือนก่อนที่นโยบายดังกล่าวจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งสำหรับผมเลยครับ เพราะการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศในปัจจุบันอยู่ในระดับที่รวดเร็วปานแสงอาทิตย์ผ่านเครือข่ายสายไฟเบอร์ออปติก
จากข้อมูลที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทมากนัก การปรับตัวอ่อนค่าลงของเงินบาทอาจเกิดขึ้นจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หรืออาจเกิดจากความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ หรือเกิดจากการไหลออกของเงินลงทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ
โดยส่วนตัวผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรครับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำอะไรได้มากนักเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เหล่านี้ เนื่องจากผมไม่เคยได้ยินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน่วยงานย่อยที่ทำหน้าที่เจรจาซื้อขายสินค้ากับต่างประเทศ หรือรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือออกโรดโชว์ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะสั้นกลับเข้าประเทศ
มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอท่านผู้อ่านครับ นั่นคือข้อมูลอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 2 ปี (US. Treasuries, 2-year yield) ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550 ได้ค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนกระทั่งลดลงถึงระดับต่ำสุดในเดือนมีนาคม 2551 และได้ค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนับแต่นั้นมา ข้อมูลชุดนี้ผมใช้เป็นตัวแทนแสดงการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ เนื่องจากดอกเบี้ยประเภทอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวในลักษณะใกล้เคียงกัน
การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดเงินต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐครับ นั่นคือในช่วงตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ตลาดเงินคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เร่งลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับปัญหา subprime ที่เกิดขึ้น แต่ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมาตลาดเริ่มสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนับแต่นั้นมา
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่านประธานธนาคารกลางสหรัฐ Ben Bernanke เพิ่งได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่าทางธนาคารกลางกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อปัญหาเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้คนในอเมริกา มีการตีความกันอย่างกว้างขวางว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่ได้มีการคาดการณ์เอาไว้แต่ก่อน
เมื่อดูการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในอเมริกาแล้ว ผมคิดว่าจังหวะเวลาในการเคลื่อนไหวดูเหมือนจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่าตัวดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอย่างมากครับ
เป็นไปได้ว่านี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันครับว่า การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาปีกว่าๆ ที่ผ่านมานั้นได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่
พูดง่ายๆ ว่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงก่อนหน้านี้เป็นเพราะเงินดอลลาร์ในตลาดโลกมันอ่อนค่าลง และเงินบาทที่อ่อนค่าลงในปัจจุบันก็เป็นเพราะเงินดอลลาร์ในตลาดโลกมันแข็งค่าขึ้น ปัจจัยภายในประเทศไทยมีส่วนในการกำหนดการเคลื่อนไหวของค่าเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าข้อสันนิษฐานแบบหลังของผมเป็นจริง มันก็เป็นไปได้ยากครับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดนโยบายใดๆ มาเพื่อเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ยกเว้นนโยบายจำกัดการไหลเข้าออกของเงินลงทุนประเภทเดียวกับนโยบาย 30 เปอร์เซ็นต์ที่มีการประกาศใช้ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2549
เราก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรไปกดดันธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท เนื่องจากไม่ว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใด ค่าเงินบาทก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในระยะเวลาสั้นๆ
โดยส่วนตัวผมยังคิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อครับ แต่ไม่ใช่การจัดการอย่างฉุกละหุกผ่านกลไกต่างๆ ซึ่งเราไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบในรูปแบบใดต่อระดับอัตราเงินเฟ้อกันแน่
แต่เป็นการจัดการในเชิงท่าทีของธนาคาร ในการให้ความสนใจต่อปัญหาเงินเฟ้อไว้ในลำดับต้นๆ ผ่านช่องทางที่เห็นได้ชัดเจนว่าส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในส่วนที่ควบคุมได้แน่ๆ เพื่อที่ว่าท่าทีเหล่านั้นจะส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อความคาดหวังในระดับอัตราเงินเฟ้อของผู้คนไม่ให้พุ่งสูงเกินความเป็นจริง อันจะนำมาซึ่งปัญหาที่หนักหนายิ่งกว่าในอนาคต
ในท้ายที่สุดผมขอย้ำเตือนอีกจุดหนึ่งครับว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็กๆ และระบบอัตราแลกเปลี่ยนของเราได้เปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบที่มีการเคลื่อนไหวเสรีเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้ส่งผลให้แม้ว่าเราจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐล้วนๆ และเงินดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นไปพอสมควร แต่เงินบาทของเราก็ยังสามารถอ่อนค่าลงได้เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 มิถุนายน 2551



