Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


ปัญหาเงินเฟ้อ บทพิสูจน์ฝีมือธนาคารกลาง

- ณ พัฒน์ -

napatization@gmail.com


นอกจากเรื่องวุ่นๆ เรื่องการเมืองแล้ว ตอนนี้ปัญหาหนักอก คนไทยคงหนีไม่พ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์เพิ่งประกาศอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับพฤษภาคมปีที่แล้วราคาสินค้าสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 7.6 เรียกว่าสูงที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว

ปัญหาเงินเฟ้อเป็นปัญหาใหญ่ครับ เพราะส่งผลกระทบไปทั่วหน้า ราคาสินค้า ที่เพิ่มขึ้นทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายของเงินในกระเป๋าทุกคนลดลง ถ้าไม่ดูแลให้ดีอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ง่ายๆ

(คำว่า “ดูแล” ของผมในที่นี้คงไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลควรเข้าไปสั่ง ห้ามขึ้นราคาสินค้าโดยเด็ดขาดหรอก นะครับ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา เราคงเห็นกันแล้วว่าการแทรกแซงตลาดแบบไม่ตรงจุดเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา)

หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลปัญหาเงินเฟ้อโดยตรงก็คือธนาคารกลางครับ (สำหรับเมืองไทยก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย) เพราะธนาคารกลางมีหน้าที่สำคัญ คือดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม และการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าก็เป็นเป้าหมายหลักของธนาคารกลางทุกประเทศ

เครื่องมือที่ธนาคารกลางมีในการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจก็คือการใช้และควมคุมนโยบายการเงิน

เป็นที่ยอมรับกันว่า ในระยะยาวนโยบายการเงินไม่สามารถเพิ่มอัตรา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวมากเกินไป (เช่น การ “พิมพ์ธนบัตร” เพื่อจ่าย การขาดดุลการคลัง) จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในระยะยาวอย่างที่เกิดในหลายๆ ประเทศในอดีต

แต่ต้นตอปัญหาเงินเฟ้อง่ายๆ แบบนั้นเป็นปัญหาแบบโบราณไปแล้วครับ ประเทศส่วนใหญ่เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตและมีความรับผิดชอบต่อการใช้นโยบายมากขึ้น

ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะว่าเป็น เพราะธนาคารกลางเก่งขึ้น หรือแค่ โชคดีก็ไม่รู้ ปัญหาเงินเฟ้อแทบจะไม่เคย ขึ้นมาเป็นประเด็นการสนทนาเรื่องเกี่ยวกับนโยบายเลย

แต่มารอบนี้ปัญหาเงินเฟ้อซึ่งส่วนหนึ่งมีต้นตอมาจากราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตร และราคาสินค้าวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำเอาธนาคารกลางทั้งหลายเกาหัวกันแกรกๆ

หลายๆ คนมักจะบอกว่า ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนนั้น ธนาคารกลางทำอะไรไม่ได้ เพราะนโยบายการเงินมีผลเฉพาะ ต่อความต้องการโดยรวม และการใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ส่งผลซ้ำเติมต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

ธนาคารกลางส่วนใหญ่ (รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท.ด้วย) จึงเลือก ที่จะไม่เอาราคาสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวสูงอย่างราคาน้ำมันและราคาอาหารมาใช้ในการตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ และเรียก อัตราเงินเฟ้อนี้ว่า “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” หรือ core inflation

ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเหมาะสมในสถานการณ์ปกติที่ราคาน้ำมันและราคาอาหารปรับตัวขึ้นๆ ลงๆ แบบไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน (เพราะถ้าเราต้องปรับนโยบายตามราคาสินค้าที่เคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ คงปวดหัวน่าดู) และธนาคารกลาง ส่วนใหญ่เชื่อว่าในระยะยาวอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะ เคลื่อนไหวไปด้วยกัน

แต่มาในระยะหลังที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ และราคาอาหารก็ปรับตัวสูงตามไปด้วย เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งนำทิ้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น

บางคนจึงตั้งคำถามว่า มันเหมาะสมหรือไม่ ที่ธนาคารกลางจะตั้งเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของระดับ ราคาด้วยเครื่องชี้วัดที่ไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านราคาสินค้า (เหมือนเลือกตรวจข้อสอบเฉพาะข้อง่ายๆ จะได้สอบผ่านสบายๆ)

ตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ที่มีแต่คนบ่นว่า ราคาสินค้าแพงเอาๆ แต่ถ้ามองในแง่ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนนี้สถานการณ์ยังโอเคอยู่ครับ เพราะล่าสุดเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 2.8 เท่านั้นเอง (แน่นอนครับ ก็เล่นเอาของแพงออกหมด นี่ครับ) ในขณะที่ ธปท.ตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ที่ร้อยละ 0-3.5 แม้ว่า จะอยู่ใกล้ๆ กับขีดบน แต่ก็ยังอยู่ใน เป้าหมายครับ

นอกจากประเด็นเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว รอบนี้โลกเราออกจะโชคร้าย ไปสักหน่อยที่ดันมาเจอปัญหาเงินเฟ้อ เอาตอนเศรษฐกิจกำลังขาลงพอดี

คำถามที่ว่า เศรษฐกิจและเงินเฟ้อก็แย่อยู่แล้ว จะให้ขึ้นดอกเบี้ยให้คนลำบาก ไปอีกหรือ ? ก็เป็นอีกปัญหาหนักอกหนักใจธนาคารกลาง (และฝ่ายการเมือง) อยู่ไม่น้อย

แต่ต้องยอมรับครับว่า บางครั้งการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็ต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่าง (เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ กับปัญหาเศรษฐกิจ) เราไม่สามารถใช้เครื่องมือเดียวเพื่อบรรลุ เป้าหมายทั้งสองอย่างได้

และอย่าลืมนะครับว่า กรอบนโยบายการเงินของหลายๆ ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ใช้ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” เป็นหลักยึดในการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งหมายความว่าธนาคารกลางมีเป้าหมายที่วัดได้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบของการดำเนินนโยบาย และขจัดปัญหาการแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

ความเชื่อมั่นในความสามารถในการ ดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย เป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของนโยบายการเงิน

บทเรียนจากสถานการณ์คล้ายๆ กัน ในอดีต (เช่น สหรัฐอเมริกาสมัยราคาน้ำมันแพงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) เป็นเครื่องเตือนสติธนาคารกลางเป็นอย่างดีว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง นอกจากจะทำให้ปัญหาแย่ลง เพราะเร่งให้อัตราเงินเฟ้อสูงยิ่งขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบไปโดยทั่วหน้าแล้ว ธนาคารกลางต้องใช้เวลานานมากในการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง และมีต้นทุนมหาศาล

นอกจากนี้งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ ในยุคนั้นสอนเราไว้ว่า ธนาคารกลาง ควรจะกลัว “การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคต” พอๆ กับอัตราเงินเฟ้อ เพราะเมื่อใดที่ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของธนาคารกลาง และคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เงินเฟ้อมันจะมาจริงๆ

(เพราะว่าคนงานก็อยากได้ค่าแรง เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยกับเงินเฟ้อที่ตนเอง คาดการณ์ไว้ และคนขายของก็อยากจะปรับราคาของขึ้นไปก่อนที่ราคาจะขึ้นจริงๆ ส่งผลให้เกิดเป็นวัฏจักรเงินเฟ้อที่ควบคุม ได้ยาก)

ดังนั้นธนาคารกลาง (ผมรวมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยครับ) ควรจะต้องจับตามองปัญหาเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชนว่า ธนาคารกลางให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาอย่างยิ่งยวด (เช่น ขึ้นดอกเบี้ย ถ้าจำเป็น)

ส่วนการบรรเทาผลกระทบจาก เศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่อผู้มีรายได้น้อย ผมว่าน่าจะให้รัฐบาลใช้นโยบายเฉพาะที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่ทำลายกลไกตลาด ดีกว่าครับ

และรอบนี้เราไม่ได้เผชิญปัญหานี้ คนเดียว แต่ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศไกลบ้านเจอกับปัญหาเดียวกันนี้พร้อมๆ กัน เป็นการวัดกึ๋นธนาคารกลางและรัฐบาลกันล่ะครับ ว่าใครจะดูแลปัญหาเงินเฟ้อได้เก่งกว่ากัน รอคอยรอชมกันครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter