รักษากฎหมายไม่ใช่รักษาทำเนียบฯ
หลังจากสงคราม ๙ ทัพ เมื่อ ๒๒๓ ปีที่แล้ว บ้านเมืองก็ว่างศึกสงคราม คนไทยเลยสบาย เป็นโรค “ติดสุขเรื้อรัง” มาจนถึงทุกวันนี้ ครั้นมาถึง “ศุกร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑” นี่แหละ เห็นฝ่ายรัฐบาลประชุมแม่ทัพนายกอง ตั้งค่ายคูประตูรบรอบทำเนียบฯ และเห็นฝ่ายพันธมิตรฯ ระดมพลประกาศบุก ลูกหลานบางระจันค่อยกระชุ่มกระชวยขึ้นมาหน่อย
ก็..ไม่รู้จะไปกัดกะใครที่ไหน กัดกันเองก็ได้ (วะ) สนุกจะตายไป!
อันที่จริงคำว่า “สงคราม” คู่กับคำว่า “ทหาร” แต่สงครามระหว่างรัฐบาลนอมินีทักษิณ กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หมายมั่นกันว่าจะเคลื่อนพลรุกประชิดติดทำเนียบฯ บ่ายนี้
ไม่ใช่สงครามหรอกครับ เป็นแค่พาราประชาธิปไตย ๒ แก๊ง เบ่งกล้ามอวดสาว ชิงพื้นที่ขยายบารมีข่มซึ่งกันและกันเท่านั้น!
เมื่อศึกนี้ “ไม่มีทหารเอี่ยว” มีแต่ตำรวจ “ผู้รักษากฎหมาย” ฉะนั้น สบายใจได้เพราะยังไม่ใช่สงคราม ถ้าไม่มีใครทำอะไรให้วุ่นวายปีนกรอบกฎหมาย “ศึก-ศุกร์ ๒๐ มิถุนา” ให้ถือเสียว่า
ซ้อมรบ “คอบราโกลด์” ภาคประชาชนก็แล้วกัน!
ดีออกจะตายไป ยืดเส้น-ยืดสายกันไว้ครับ เผื่อมีสงครามชิง “เขาพระวิหาร” ขึ้นมาจริงๆ สนิมจะได้ไม่เขลอะฝักดาบ
ต้องชม “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.เขาครับ สถานการณ์อย่างนี้ มันยากที่จะรักษาพรหมจรรย์แห่งสถาบันกองทัพให้ผุดผ่อง และยิ่งยากที่จะบริหารบทบาทผ่านท่าทีไม่ให้สังคมเกิดความรู้สึกตอบสนองได้ว่า
“ทหารแทงกั๊ก”!
ก็ต้องยกว่า “พลเอกอนุพงษ์” วางตำแหน่งกองทัพอยู่ระหว่างศึก “การเมืองในทำเนียบฯ” กับ “การเมืองในท้องถนน” ถ่วงน้ำหนักได้เนี้ยบมาก!
ไม่เกิดภาพว่า “เอียงข้าง” และทั้งไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “กองทัพเป็นเครื่องมือสมัคร-การเมือง”
อันที่จริง ที่พันธมิตรฯ ประกาศเคลื่อนพลบุกทำเนียบฯ นั้น ผมประเมินว่า เป็นเพียงจิตวิทยาเลี้ยงมวลชนไม่ให้เบื่อหน่ายกับความจำเจที่ต้องชุมนุม “อยู่กับที่” ซ้ำซากเป็นเดือนๆ เท่านั้น
การพาเหรดจากที่ตั้งมัฆวานฯ ไปทำเนียบฯ ถือเป็นกิจกรรมเขย่าขวดกันอารมณ์ร่วมตกตะกอนอย่างหนึ่ง จะยังไม่มีการรุกแตกหักด้วยการ “ยึดทำเนียบฯ” อย่างที่พูดกัน เพราะผมยังมองไม่เห็นความจำเป็นว่า
พันธมิตรฯ ต้องทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร? เว้นแต่ ต้องการขยายผลชุมนุมให้เกิดการเสียดสีจนถึงขั้น “สวบสาบ” เป็นเงื่อนไขสงครามใหญ่กลางเมืองจริงๆ เพราะพันธมิตรฯ ย่อมมองออกว่า ตำรวจยุค พล.ต.อ.พัชรวาท “แอบจิต” ตามบัญชารัฐบาลอยู่แล้ว
เมื่อจิตพิทักษ์อำนาจ ย่อม “ยั่วง่าย” ที่จะให้ฝ่ายตำรวจตบะแตกก่อน!
ถ้าแบบนั้น มีโอกาสเป็น “สงคราม” เพราะทหารต้องออกมาแน่ แต่ไม่ใช่ออกมา “ร่วมยำ” ฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง แต่น่าจะออกมาในรูปแบบ มือซ้ายถือร่วมยา มือขวาชูตะเกียง
ทหาร “แม่ชีเทเรซ่า” น่ะ ไม่ใช่ทหารตานฉ่วย!
แต่ถ้าผมเป็น “นายกฯ สมัคร” พรุ่งนี้แต่เช้า จะสั่งบริกรณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตั้งโต๊ะน้ำชา-กาแฟ ที่หน้าประตูปากทางเข้าทำเนียบฯ แล้วนุ่งผ้าม่วงมาพับเพียบรอเลยทีเดียว หรือถ้าอยากจะเดี่ยวตะหลิว เดี่ยวครก เดี่ยวสาก ก็เตรียมให้พร้อม
พอสนธิ-จำลองมาถึงทำเนียบฯ เชิญท่านนั่งร่วมโต๊ะเสิร์ฟน้ำชา-กาแฟแก้ร้อน แก้เหนื่อย ขยับสากกระแทกครกตำส้มตำมังสวิรัติให้พลตรีจำลองท่านรับประทานซักจาน-ครึ่งจาน
รับรอง งานนี้ CNN ถ่ายทอดให้โลกตะลึงแน่!
ยิ่งถ้านายกฯ สมัครโดดขึ้นเวทีพันธมิตรฯ จับไมค์สนทนาประสาสมัครร่วมด้วยละก็ ภาษากำลังภายในเขาเรียกว่า “แปรศาสตราเป็นแพรพรรณ”
แบบนั้น รับประกันเลยครับ..มีเฮ!!
แต่อย่างที่ออกข่าวกันแต่วันสุกดิบ เห็นทั้งตำรวจ ทั้งลูกน้องนายกฯ สมัคร กระเหี้ยนกระหือรือกันนัก ทำเหมือนเด็กวัดที่เอาหัวแม่เท้าขีดเส้นบนพื้น ใครก้าวข้ามเส้นเข้ามาถือว่าต้องชกกัน
อย่าไปขึงตึงหวังหาเหตุต่อยตีกันอย่างนั้นเลยครับ ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่รักษาอำนาจการเมืองให้ใครหรอก ถ้าดุนัก อยากปราบ อยากต่อยตีนัก
โน่นแน่ะ..ที่ทุ่งยางแดง ปัตตานี วานซืนนี้ ท่านรองผู้กำกับฯ กับลูกน้องอีก ๒-๓ นาย ถูกโจรก่อการร้ายลอบระเบิดเสียชีวิต รีบลงไปปราบมันด่วนเลย เพราะนั่นละศัตรูของบ้านเมือง และศัตรูของพี่น้องประชาชนของเราที่ต้องต่อยตีกะมันโดยตรง!
พูดถึงตรงนี้ก็อยากจะ “นอกเรื่อง” ซักนิด ผมสังเกตว่า ปัญหาชายแดน ๓ จังหวัดใต้ตอนนี้ พวกเรา ทั้งชาวบ้านและตำรวจคล้ายจะ “ชิน” จนเฉยชากับความรุนแรงที่เลวร้ายรายวันนั้นไปกันแล้ว
ผู้ใช้นามว่า “VAS” อี-เมล์ข้อความหนึ่งมาให้ผมอ่าน ผมอ่านแล้วก็เข้าใจทั้งสองด้าน อืมมมม..มันเป็นความงดงามที่ไม่มีใครคัดค้าน-สงสัยด้านหนึ่ง แต่อีกด้าน ก็คล้ายเป็นหนามแหลมย้อนตำใจยังไงชอบกล ก็ลองอ่าน อี-เมล์กันดู
ท่านนายกฯ บินไปพม่า นำสิ่งของไปบริจาค และโทรศัพท์มือถือ ไทยบริจาคเงิน ๕ แสนเหรียญ และต่อมาอีก ๕ แสนเหรียญให้พม่า และให้จีน ๕ แสนเหรียญ
เห็นแล้วอยากร้องไห้จริงๆ.....
เนื่องจากรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง เขาเป็นทหารอยู่ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่เขาอยู่ปัตตานีครับ
และเขาขอความช่วยเหลือเรื่องยารักษาโรคต่างๆ และอุปกรณ์อาหารการกินที่นั่น หมอหรือพยาบาลเขาใช้วิธีการเวียนไปตาม รพ.รัฐต่างๆ ให้มาอยู่ ขาดแต่ยา เพราะว่าที่นั่นใช้คำว่า “ขาดแคลน” จริงๆ
ขนาดไปขอรับบริจาคร้านขายยาและโรงงานผลิตยา เขาก็ให้มา แต่ไม่พอ เพราะคนที่นั่นถูกยิงกันทุกวัน เด็กก็ไม่กล้าออกไปหาหมอ เพราะไม่มีตังค์ ตอนนี้ต้องเอาหมอทหารเข้าไปรักษาชาวบ้าน และที่สำคัญ ที่นั่น กองทัพเขามีงบประมาณในเรื่องยารักษาโรคน้อยมาก
จึงเรียนมาเพื่อขอบริจาคยารักษาโรคทุกชนิด บางครั้งก็ต้องประสานงานตามวัดต่างๆ เพราะเวลาถวายสังฆทานเขาจะมียามาให้ด้วยนะครับ เลยเรียนมาเพื่อขอความกรุณาเพื่อนๆ ทุกท่าน ช่วยกันรวบรวมยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ส่งไปช่วยด้วยนะครับ
แต่ถ้าไม่สะดวกกรุณารวบรวมด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะหาวิธีไปรับกับท่านเอง แต่ถ้าสะดวกจะส่งเองก็ได้ครับ เพราะที่นี่ขาดมาก....
ครับ..มีชื่อ และสถานที่ส่งเรียบร้อย แต่ผมขออนุญาตไม่นำลงพิมพ์ไว้ เนื่องจากข้อความนี้เขาอี-เมล์เวียนระหว่างคนรู้จักกันภายใน ผมเพียงนำมาสะท้อนให้เห็น “ความจริงที่เจ็บปวด” อีกด้านหนึ่งเท่านั้น
ฉะนั้น อยากจะบอกว่า อย่าโทร.มาถามชื่อ และสถานที่ส่งหยูกยาเลยครับ เพราะการทำอย่างนั้นเจ้าตัวอาจไม่พอใจ และด้วยระบบราชการอาจเป็นผลร้ายกับเขาก็ได้
ผมต้องการอาศัยข้อความนี้ “สื่อ” ไปถึงทุกฝ่ายทั้งพันธมิตร-พันธมาร ทั้งรัฐบาล ทหาร ตำรวจ ว่าอย่าเอาแต่หมกมุ่น-มัวเมาอยู่กับเรื่องฉาบฉวยของตัวเอง จนลืมเรื่องและชีวิต “ทหาร-ตำรวจ” ที่เหมือนถูกตัดหางปล่อยวัดอยู่ที่ ๓ จังหวัดใต้ขณะนี้เลย
เมื่อตอนผมไปทอดผ้าป่าวัดช้างให้ตก ปัตตานี ปลายปีที่แล้ว นี่..พูดกันเองนะครับ ผมเห็นทหารตั้งหน่วยซุ่มรักษาการณ์หมู่บ้านแล้วสงสารน้ำตาซึม มาพบตอนเอาเงินถวายพระหมดแล้ว ไม่งั้น ปันเงินส่วนผ้าป่ามาทอดกับทหารซัก ๒-๓ หมื่นจะเป็นไรไป
พระ เป็นเนื้อนาบุญให้ชาวบ้าน
ทหาร ที่กอดปืนรักษาการณ์โดดเดี่ยว การทำให้ชาวบ้านได้นอนตาหลับ ก็ถือเป็นเนื้อนาบุญอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?
ผมควักในกระเป๋าผมที่มีไม่กี่บาท “คุณกรรณิกา วิริยะกุล” ที่ไปด้วยกันกุลีกุจอนับๆ ส่งให้ รวมได้ ๗-๘ พัน ก็แอบยัดใส่กระเป๋าผู้พันด้วยความเกรงใจ บอกว่า..อย่าคิดมาก ช่วยรับน้ำใจไว้ซื้อกาแฟเลี้ยงลูกน้องด้วย
ผมกระซิบถามชาวบ้านเขาว่า “แถวนี้น่ากลัวมั้ย?” เขาตอบว่า “ไม่หรอก แต่ห้าโมงเย็นแล้วอย่าออกไปไหนแล้วกัน”!!!
ทำเอาผมเสียวแว้บ!
ครับ..ผมเห็นทหาร-ตำรวจทำหน้าที่อยู่เหมือน “ถูกตัดขาด” เพราะโลกลืมแล้วเข้าใจความรู้สึก ชีวิตตัวเองก็ใช่ว่าปลอดภัย แต่พร้อมอุทิศชีวิตตัวเองป้องภัยให้ชาวบ้าน
ผมจึงชื่นชมในความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่ “ไม่มีผู้ใหญ่” และชาวบ้านซักเท่าไหร่ได้เห็น
ปิดทองหลังพระยังพอมีคนเห็น แต่นี่เป็นการปิดทองใต้ฐานพระเลยทีเดียว!
ผมอาจจะลองให้คนที่ปัตตานีไปสอบถามส่วนตัวตามที่อยู่ดูก่อนก็ได้ว่า ยังขาดและยังต้องการหยูกยา ของขบของเคี้ยวจากน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของคนภายนอกอยู่อีกหรือไม่?
ถ้ายังต้องการ และการทำเช่นนั้น ผู้บังคับบัญชาเข้าใจและเห็นด้วย ผมอาจชักชวนท่านแสดงน้ำใจต่อบุคคลผู้คู่ควรต่อน้ำใจบ้างก็ได้
อ้าว..ชักยาวไปอีกแล้ว เอาเป็นว่า บ่ายวันนี้ ก็ขอให้ทุกท่านเอนจอยต่อการได้ร่วมกิจกรรม “ล้อมทำเนียบฯ” โดยถ้วนหน้าก็แล้วกัน ตำรวจท่านก็เหมือนนักมวยบนเวที จะชกหรือไม่ชกก็ต้องตั้งการ์ดคุมรูปมวยข่มฝ่ายตรงข้ามไว้เป็นธรรมดา ฉะนั้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ แล้วแยกเข้ามุมไป ใครก็อย่าเที่ยวเอาไม้ไปแหย่หมีใครก็แล้วกัน.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2551



