บราซิล-ที่มีอะไรมากกว่าเอทานอล
ครับ..ผมกลับมาแล้วครับ กลับจากเซาเปาโล บราซิล ถึงสุวรรณภูมิเมื่อคืนวันอาทิตย์ จบการเดินทางไป-กลับร่วม ๔๐,๐๐๐ กิโลเมตรด้วยบทสรุปภายใต้ความรู้สึกใหม่ว่า
“โลกใบนี้ ยังมีสิ่งยากอีกมากที่มนุษย์ไม่สามารถค้นหาได้พบ แต่ถ้า “ค้นพบตัวเอง” เมื่อไหร่ สิ่งยากนั้นก็พลัน “ง่าย” ที่จะค้นพบเพื่อให้ได้ชัยชนะ”
ท่านอาจลืมไปแล้วว่า “ผมไปไหนมา?” ก็ขอเล่าเป็นการปูพื้นก่อนว่า ผมไปประเทศ “บราซิล” ทวีปอเมริกาใต้มาครับ!
ก็อยากไปดู อยากไปรู้ อยากไปเห็นว่า “จริงหรือเปล่า ที่ร่ำลือกันว่า ประเทศบราซิล สามารถผลิตพลังงานทดแทนจากอ้อย ใช้แทนน้ำมันเบนซินเป็นผลสำเร็จ ๑๐๐%?”
เมื่อกระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีหญิง “พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ” ท่านประกาศจะใช้น้ำมัน E๘๕ คือเอทานอล ๘๕% ผสมเบนซิน ๑๕% ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผมก็เกิดความรู้สึกว่า
นี่ไม่ใช่แค่การสลัดประเทศตัวเองให้หลุดจากความเป็น “ทาสน้ำมัน” ตลอดกาลเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นการแผ้วถาง “สร้างทาง” ให้ประเทศบนจุดเปลี่ยนระหว่างศตวรรษด้วย
ถ้าทำได้สำเร็จ ขอย้ำ..ไม่ใช่แค่การ “หนีตาย” จากน้ำมันราคาแพงชั่วครั้ง-ชั่วคราวอย่างที่เข้าใจกัน!
แต่มันเป็น “ประวัติศาสตร์” เริ่มหน้าใหม่การเติบโตของประเทศไทยเลยทีเดียว!
เพราะถ้า E๘๕ สำเร็จ นั่นก็หมายความว่า E๑๐๐ คือ ประเทศไทยสามารถผลิตเอทานอลจากพืชเพียงพอใช้เติมรถยนต์ได้ ๑๐๐% ก็จะเป็นผลสำเร็จด้วย
ครับ..เป็นเรื่องเร้าใจที่ท้าทายมากทีเดียว หลายเสียงบอกว่าเพ้อฝัน หลายเสียงบอกว่า “สิ้นเปลืองกว่าเบนซิน” ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนวิพากษ์-วิจารณ์กันได้
เท่าๆ กับที่รัฐบาล โดยกระทรวงพลังงาน เมื่อได้ยินเสียงตำหนิประจำชาติเช่นนั้นแล้ว “ไม่มีสิทธิ์ท้อ” ที่จะไม่ศึกษา-ค้นคว้า-ทดลอง เพื่อค้นพบ “ทางสำเร็จ” ด้านพลังงานทดแทนให้ประเทศ และประชาชนต่อไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้อง “ชี้ประเด็น” ให้ประชาชนเข้าใจ การใช้ E๘๕ หรือ E๑๐๐ นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตมาใช้แทนเบนซิน แต่ผลิตในความหมาย
“มีไว้เป็นพลังงานทดแทน และทางเลือก” ของประเทศ!
ฉะนั้น เรื่องราคา “ถูก-แพง” ไม่ใช่ตัวกำหนด และตัวเงื่อนไขว่าจะต้องมีหรือไม่มีพลังงานทดแทน
คือ เราต้องมี ทางหนึ่งนอกจากประหยัดเงินซื้อน้ำมันได้เป็นแสนล้านต่อปีในขั้นต้นแล้ว เรายังมั่นใจ-อุ่นใจได้ว่า ถึงคราวคับขันไม่มีเบนซิน ประเทศเราก็ไม่สูญสิ้นพลังงาน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็มีเอทานอลของเราใช้ได้เองแน่ๆ!
ฉะนั้น จะยึดเอาด้านที่เอทานอลระเหยเร็ว สิ้นเปลืองกว่าเบนซิน ๓๐% หรือด้านที่ราคาเอทานอลถูก-แพงกว่าเบนซินมาเปรียบเทียบ นั่นก็พูดในภาวะที่ยังพอมีน้ำมัน และมีสตางค์ซื้อน้ำมันเติมรถหรอก
วันใดที่ “มีเงิน” แต่ไม่มีน้ำมันให้ซื้อ แล้วจะเข้าใจเองว่า “ข้าวตังก้นหม้อในครัวที่บ้าน อร่อยกว่าอาหารภัตตาคารที่ไม่มีให้ซื้อกิน!”
ถ้ารัฐบาล หรือคนในคณะรัฐบาลไม่นำประเทศไปอยู่ภายใต้นโยบายบริษัทผลิตรถยนต์ค่ายญี่ปุ่น จากภาพรวมที่ไปเห็นกับตาที่บราซิลแล้ว บอกได้เลยว่า
ถ้าเอาจริง ไม่มีปัญหา เว้นแต่จะถนอมกำไรให้ค่ายญี่ปุ่น โดยไม่ต้องลงทุนอะไรใหม่ก็หากินได้ในตลาดรถเมืองไทยสบายๆ อยู่แล้ว!?
ที่เขาอ้างโน่น-อ้างนี่ว่าผลิตรถมารองรับ E๘๕ หรือ E๑๐๐ ต้องใช้เวลา ๒-๓ ปีนั้น ไม่จริงหรอกครับ
ที่บราซิลทั้งประเทศ เขาใช้เอทานอลผสมทั้งหมด มาก-น้อยเป็นอีกเรื่อง รถร่วมสิบล้านคัน ทำไมจึงผลิตออกมาได้ รวมทั้งรถค่ายญี่ปุ่น โดยเฉพาะฮอนด้า-รถญี่ปุ่น เป็นรถยอดฮิตราคาแพงที่สุดอีกตะหาก!
น้ำมันทุกชนิดในบราซิล รัฐบาลบังคับต้องใช้เอทานอลเป็นส่วนผสม ๒๐% เป็นอย่างต่ำ ถึงกระนั้น น้ำมันเติมรถที่เรียกว่าแก๊ซโซลีนก็ลิตรละ ๔๕ บาทขึ้นไป ไม่มีน้ำมันประเภทไหนตามปั๊มที่ต่ำกว่าลิตละ ๔๐
ยกเว้นเอทานอล ๑๐๐% เท่านั้นที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง!
ตลาดน้ำมันบราซิลเป็น “ตลาดทางเลือก” สำหรับผู้ใช้ คือมีน้ำมันหลากหลายหัวจ่ายให้เลือกเติม เลือกผสมได้ตามใจชอบ
เมื่อรัฐบาลกำหนดนโยบายใช้พลังงานทดแทน ค่ายรถทั้งหมด ก็ผลิตรถยนต์สนองนโยบาย เติมน้ำมันได้หลากหลาย เป็นรถตระกูล FLEX ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถปรับใช้กับน้ำมันได้ทุกชนิด
ทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ครับ!
รถเอทานอลวิ่งกันเหมือนมดเต็มบ้าน-เต็มเมืองบราซิล ติดเป็นตังเมยิ่งกว่าเมืองไทยตอนน้ำมันราคาสิบกว่าบาทเสียอีก!
ประเด็นสำคัญ ถ้ารัฐบาลเอาจริง ไม่โลเล เหลาะแหละ ประกาศเป็นนโยบายจะใช้พลังงานทดแทน E๘๕ และ E๑๐๐ ก็ต้องมุ่งมั่น ฟันฝ่าไปให้สำเร็จ
บราซิลเขาฟันฝ่ามาร่วมร้อยปี เป็นผลสำเร็จ เป็นประเทศไม่ต้องง้อน้ำมันมา ๓๐ กว่าปี ก็เพราะผู้นำแต่ละยุค ทั้งยุคคอมมิวนิสต์ และยุคประชาธิปไตย อะไรๆ ทุกอย่างเปลี่ยนได้
แต่นโยบายเอาพืชมาทำเป็นพลังงานทดแทน..เปลี่ยนไม่ได้ และเขาไม่เคยเปลี่ยน!
พูดได้เต็มปากว่า ท่ามกลางชาวโลกที่กำลังจะเป็น-จะตายจากปัญหาน้ำมัน แต่ที่บราซิล ไม่มีใครพูด ไม่มีใครบ่น ถึงขั้นไม่มีใครรู้สึกด้วยซ้ำไปว่า “เดือดร้อนจากปัญหาน้ำมัน”!?
เพราะเขาผลิตเอทานอลจากอ้อยได้เหลือเฟือ แถมส่งออกไปขายในยุโรป ในตะวันออกกลางอีกตะหาก
ผมจะยังไม่ลงไปในรายละเอียดของเรื่องเหล่านี้หรอกครับ เพียงยกมาประกอบในประเด็นที่ว่า เมื่อพลโทหญิงพูนภิรมย์ท่านประกาศใช้ E๘๕ และท่านจะยกคณะไปศึกษาหาความรู้จากประเทศที่ถือว่าเป็น “ต้นแบบ” ในโลกพลังงานทดแทนที่พบความสำเร็จคือบราซิล
ผมก็อยากไปด้วย เมื่อทาง ปตท. “คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์” ประธานใหญ่ของ ปตท. ซึ่งเป็นคณะทำงานที่จะไปสมทบกับคณะท่านรัฐมนตรีที่บราซิลออกปากเชิญ ผมจึงไม่รีรอ..ไปไหน-ขอไปด้วย
จากสัปดาห์ก่อนโน้น ก็เพิ่งกลับมาคืนวันอาทิตย์นี่แหละ ทุกอย่างยังเป็นงง ฉะนั้น วัน-สองวันนี้ จึงเป็นแค่รายงานตัว ระหว่างต้องมัดตัวติดกับที่นั่งบนเครื่องบินข้ามซีกโลกเป็นวันๆ ผมลำดับภาพบนความเป็นบราซิลได้ว่า
ทั้งหมด-เป็นตรงกันข้ามกับภาพสัมผัสที่ได้มาจากโลกข่าวสารภายนอก เพราะบราซิลไม่ใช่ประเทศที่อดอยาก ยากจน เต็มไปด้วยเด็กไร้การศึกษาที่ไล่เตะฟุตบอลหวังเป็นเปเล่ตามริมถนนอย่างหนังโฆษณาที่เห็น
บราซิล ความยิ่งใหญ่ของเขาคือ สหรัฐอเมริกาแห่งทวีปใต้ อย่างไร ก็อย่างนั้น!
เป็นประเทศที่ “เท่มาก” ในสายตาผม เพราะบราซิล “ค้นพบความเป็นตัวเอง” และเขาอยู่กับความเป็นตัวเองที่ค้นพบ
จนอย่างบราซิล รวยอย่างบราซิล อยู่อย่างบราซิล-อยู่กับการค้นพบตัวเอง ฉะนั้น วันนี้ คนบราซิล ประเทศบราซิล จึงเป็นประเทศที่เจริญที่สุด สง่างามที่สุด ในทัศนคติของผม
ถ้าสะท้อนออกมาเป็นภาพให้ท่านเห็นด้วย ผมก็จะบอกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยการพึ่งพาตัวเอง ตามแนวพระราชดำริ นั่นคือความงอกงามของบราซิลวันนี้
ทุกประเทศในโลก “อาจจะไม่มี” อย่างที่บราซิลมี
แต่บราซิล “มีทุกอย่าง” ที่ทุกประเทศในโลกมี!
และเหนือกว่านั้น บราซิลที่ประกอบด้วยคนหลากเชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ สามารถหลอมรวมอยู่กันได้ด้วย “ความพอใจ” ในสิ่งที่ประเทศตัวเองมี หลีกหนีการพึ่งพา และปลิ้นตัวเองออกจากการเป็นทาสวัฒนธรรมทุน “แข็งแกร่ง” อยู่บนฐานเศรษกิจชาติตัวเองอย่างน่าชมเชย
ข้าวก็ปลูกกินเอง พืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ก็มีกินเองทุกอย่าง ไม่ต้องไปเอาทรัพยากรจากนอก มีแต่นอกมาเอาทรัพยากรจากบราซิล รถยนต์แต่ละค่ายก็ไปตั้งโรงงานผลิตในบราซิล
เรียกว่าสินค้าทุกชนิด ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค บราซิลทำ บราซิลใช้ บราซิลขาย บราซิลร่ำรวย สินค้ายี่ห้อนอก มีขายก็เหมือนไม่มี
ยิ่งเอาอ้อยไปทำน้ำมันใช้ได้เอง ถึงขนาดเป็นสินค้าส่งออก บราซิลจึงไม่ใช่ประเทศกระจอกงอกง่อย
เพราะบราซิลคือ “ผู้ยิ่งใหญ่ในการพึ่งพาตนเอง”
ถึงแม้ว่าโจร ลัก-ชิง-วิ่ง-ปล้น จะเต็มถนน ขนาดนั่งกินข้าวต้องเอาโซ่มาล่ามกระเป๋าไว้ก็เถอะ นั่นก็แค่สีสัน สวรรค์ก็ยังมีมารในหมู่เทพบุตรมิใช่หรือ!
บราซิลกับประเทศไทย ทั้งต้นหมากรากไม้ และวิถีชีวิต ความคิดผู้คนคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันแต่เขาค้นพบตัวเองและวางตำแหน่งหยิ่งไว้บนความเป็นตัวของตัวเขาเอง ฉะนั้น เมื่อไปศึกษาถึง “ความเป็นไปได้” ในการใช้เอทานอล ผมสังเกตเห็นว่าหน้าตาของท่านรัฐมนตรีพูนภิรมย์ ท่านปลัดพรชัย รุจิประภา และคุณประเสริฐ แห่ง ปตท. ดูจะมีรอยยิ้มเจิดจ้า ด้วยความมั่นใจ ตรงข้ามกับตอนขาไป ซึ่งกินอะไรกันแทบไม่ลงเลยทีเดียว.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2551



