Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
WTO Watch
สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)


มาเลเซียกับเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรี

- สมคิด พุทธศรี -


นับตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ปรากฏการณ์ ‘FTA Mania’ แพร่ระบาดไปทั่วสังคมเศรษฐกิจโลก มาเลเซียในฐานะสมาชิกชุมชนเศรษฐกิจโลกก็มิอาจหลีกเลี่ยงปรากกฏการณ์นี้ได้เช่นกัน ด้วยการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปแล้วทั้งสิ้น 6 ข้อตกลง และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกทั้งสิ้น 11 ข้อตกลง

‘FTA Mania’ ของมาเลเซียเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง เพราะในช่วงต้นทศวรรษ 2540 มาเลเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดำเนินนโยบายการค้าที่ขัดกับปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม และมีท่าทีที่ระแวดระวังต่อการการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศนอกภูมิภาค มิไยต้องกล่าวถึงว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ออกมาวิจารณ์สิงคโปร์อย่างรุนแรง เมื่อครั้งที่สิงคโปร์เริ่มออกวิ่งบนถนนของข้อตกลงการค้าเสรี

อาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตเพื่อส่งออก (Export-led Growth) ภายใต้ New Economic Policy (NEP) ในปี 2513 นับเป็นการ “ปูพื้น” ให้กับถนนข้อตกลงการค้าเสรีของมาเลเซีย NEP ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยการค้าระหว่างประเทศวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2513 อัตราการเปิดประเทศ (Degree of Openness) คิดเป็นเพียงร้อยละ 86.9 ของ GDP ในขณะที่ปี 2548 อัตราการเปิดประเทศอยู่ที่ระดับร้อยละ 223.2 ของ GDP อัตราการเปิดประเทศที่กว้างขวางส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซียมิอาจตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาดทั่วโลก

ที่ผ่านมานั้นมาเลเซียดำเนินนโยบายการเปิดตลาดของตนเองโดยสมัครใจ (Unilateral Liberalization) โดยการลดภาษีศุลกากรของตนเองลง ทั้งนี้มาเลเซียถือเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากที่สุดโดยเปรียบเทียบหากใช้มาตรฐานของประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งยังมีบทบาทไม่น้อยในการเจรจาการค้าแบบพหุภาคีบนเวที WTO อาทิ การเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน ผลักดันประเด็นการเข้าถึงตลาดสินค้าหัตถอุตสาหกรรม การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มแคร็นส์ (Cairns Group) เพื่อสนับสนุนให้มีการค้าสินค้าเกษตรกรเพิ่มมากยิ่งขึ้นในตลาดโลก รวมไปถึงการบัญญัติกฎหมายใหม่เพื่อรองรับความตกลงทริปส์ (TRIPs) เป็นต้น

ในส่วนของการทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้น ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เป็นข้อตกลงหลักเพียงข้อตกลงเดียวที่มาเลเซียสนับสนุนในตอนแรก โดยมุ่งหวังว่า ด้านหนึ่ง AFTA จะช่วยกระชับความสัมพันธ์โดยพฤตินัยระหว่างภาคีอาเซียน ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง จะสามารถช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้าระดับโลกได้

กระบวนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เมื่อมาเลเซียดำเนินนโยบายการค้าแบบกึ่งปกป้องตนเอง (Semi protectionism) พร้อมๆกับการถอนตัวอย่างไม่เป็นทางการจากข้อเรียกร้องที่ตนเคยเรียกร้องในการเจรจารอบอุรุกวัย ในขณะเดียวกันวิกฤติการณ์ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกระบวนการเปิดเสรีภายในภูมิภาค เมื่อแต่ละภาคีหันไปดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาภายในตามความเชื่อพื้นฐานของตนซึ่งขัดแย้งกันเองส่งผลให้ช่องว่างระหว่างปัจจัยเชิงสถาบันกับนโยบายการค้าของภาคีอาเซียนถูกขยายใหญ่ขึ้นอีก ภายใต้บริบทเช่นนี้กระบวนการเปิดเสรีภายใต้ AFTA คงมิอาจเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างน้อยก็ในอนาคต
อันใกล้

อย่างไรก็ตาม การถอยห่างออกจากปรัชญาการค้าแบบเสรีครั้งนี้ มาเลเซียต้องเผชิญกับภาวะ “ข้อกังขาทางนโยบาย” (Policy dilemma) เมื่อคู่แข่งสำคัญในอุษาคเนย์อย่างไทยดำเนินนโยบายการค้าแบบ Darwinism ไล่กวดสิงคโปร์ในการทำข้อตกลงการค้าเสรี ในขณะที่การเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็กำลังบั่นทอนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของตน

ในขณะเดียวกันการจัดระเบียบการค้าโลกโดย WTO ก็ดูจะฝากความหวังไว้ไม่ได้ เมื่อผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างมวลหมู่สมาชิกองค์การการค้าโลกและการต่อต้านขององค์กรพัฒนาเอกชนทั่วโลกเป็นปัญหาที่มิอาจแก้ได้ในเร็ววัน

ที่สุดแล้วนักผลิตนโยบายของมาเลเซียก็เริ่มมีความเห็นว่า ในการธำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ มาเลเซียจักต้องถือการทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีหลักในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ มาเลเซียเริ่มเข้าสู่กระบวนการวิ่งไล่กวดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในปี 2546 โดยเริ่มต้นเจรจากับประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

ไม่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น การปรับเปลี่ยนมาใช้การทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีหลักในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ก็สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของมาเลเซียเป็นอย่างดีด้วย

ในเบื้องแรกนั้นมาเลเซียเริ่มต้นด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่สุดแล้วสภาพสังคมเศรษฐกิจโลกก็ทำให้ ‘FTA Mania’ แพร่ระบาดสู่สังคมเศรษฐกิจมาเลเซียในที่สุด

“หากต่อต้านไม่ได้ ก็จงเข้าร่วม” ยังคงเป็นอมตพจน์ที่ใช้ได้ดีในปัจจุบัน


ข้อตกลงการค้าเสรีของมาเลเซียที่มีการลงนามแล้ว (ปีที่ลงนาม)

ASEAN Free Trade Agreement – AFTA (2535)

ASEAN - CHINA Free Trade Agreement -ACFTA (2545) * ลงนามในส่วน Framework Agreement

Malaysia-United States Trade and Investment Framework Agreement – TIFA (2547)

ASEAN - KOREA Free Trade Agreement -AKFTA (2548) * ลงนามในส่วน Framework Agreement

Japan – Malaysia Economic Partnership Agreement – JMEPA (2548)

Malaysia – Pakistan (2548) * ลงนามในส่วน Early Harvest Program


ข้อตกลงการค้าเสรีของมาเลเซียที่อยู่ระหว่างเจรจา (ปีที่เริ่มเจรจา)

ASEAN - India – AIFTA (2546)

Malaysia – Korea Free Trade Agreement (2547)

Malaysia – News Zealand Free Trade Agreement (2547)

ASEAN - New Zealand and Australia – AANZFTA (2547)

ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership – AJCEP (2548)

Chile – Malaysia Free Trade Agreement (2549)

US - Malaysia Free Trade Agreement (2549)

Malaysia – Australia Free Trade Agreement (2549)

Preferential Tariff Arrangement – Group of Eight Developing Countries – PTA-D-8 (2549)

Trade Preferential System-Organization of Islamic Conference – TPS-OIC (2549)

India – Malaysia Comprehensive Economic Cooperation Agreement -CECA (ยังไม่ประกาศเจรจาอย่างเป็นทางการ)


เอกสารข่าว WTO จัดทำโดย

โครงการจับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO Watch)

ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter