คุณูปการของการเมือง ‘มั่วเมือง’
เส้นทางเดินของ “บ้าน-เมือง” ยกจากระดับเหตุและผล ไปสู่ขั้น “มวลชนคะนอง” เต็มตัวแล้ว หลังจากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างป้อมคูประตูค่ายถาวร บ่งเจตนาจะยึดทำเล “สะพานมัฆวานฯ” เป็นชัยภูมิ สร้างเงื่อนไขทำศึกยืดเยื้อต่อไป จนกว่า “รัฐบาลสมัคร” จะออก!
เมื่อถึงจุดนี้ ก็ไม่มีความจำเป็น “ยกผิด-ยกถูก” ขึ้นมาพูดกันอีกแล้ว บ้านเมืองเป็นสังคม “คิดตาม-ทำตาม” สืบทอดกันมายาวนาน จนเป็นลักษณะนิสัยคนไทยไปแล้ว
ก็ถึงเวลาที่ต้องหัด “คิดกันเอง-แก้กันเอง” บ้างแล้ว จะคิดหวังเยี่ยงทารก เล่นกันจนเละเรี่ยราด สุดปลายทางก็นั่งร้องไห้จ้า หันจ้องมองเหมือนถามไปทางเดียว-ที่เดียวกันว่า
เมื่อไหร่พ่อ-แม่จะมาอุ้ม!
ไม่มีแล้วครับ และใครก็ไม่ควรทำให้มีอย่างนั้นด้วย!!
ใครมีหน้าที่แบบไหน อย่างไร ก็เคร่งครัด รักษางานในหน้าที่รับผิดชอบของตัวไป ทหาร-ก็ทำหน้าที่ในภาพกว้างเพื่อความมั่งคง รักษาบ้านและรักษาเมืองให้ยืนยงตลอดไป
ตำรวจ-ก็ทำหน้าที่ให้ตรงตามหน้าที่ “ผู้รักษากฎหมาย” ในฐานะเจ้าพนักงานไป อย่าให้มีการลูบหน้าปะจมูก มีการเลือกปฏิบัติ เลือกใช้กฎหมายให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
รัฐบาล-ก็ทำหน้าที่ บริหารราชการงานเมืองไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ และตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่ใช่ฟอสซิลฟาดหาง มีปากก็พูด มีตูดก็ถ่าย สะเปรอะไปหมด จนญาติระอา
รัฐสภา-ก็ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลไป อย่าเอารัฐสภาไปเป็นเมืองขึ้นของใคร แล้วแอบทำหน้าที่ขี้ข้าการเมืองให้ฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง
ครับ..ถ้าฝ่ายผู้มีหน้าที่ของบ้านเมือง ต่างทำงานตามหน้าที่อย่างนี้แล้ว อะไรที่เป็นส่วนเกิน เหลื่อมล้ำ “ข้ามเส้น” ออกมา ด้วยกระบวนการอันเป็นกลไกตามระบบสังคม
มันก็จะ “จัดระเบียบ” สิ่งนั้นเอง!
ถ้าจัดระบบแล้วยังไม่เข้าระเบียบ กลไกสังคมก็จะ “ขจัด” สิ่งนั้นออกไปอยู่ในฐานะ “ส่วนเกินสังคม” ตามอัตโนมัติเอง
ถ้ารู้จักคิดกันเอง-แก้ไขกันเอง ขับเคลื่อนปัญหาตามกลไกระบบ การเมืองก็จะเหมือนรถไฟ ต่อให้ตีลังกา-มุดถ้ำ ขนาดไหน ก็จะไม่มีทาง “แหกราง” หลุดไปทางไหนได้
หวาดเสียว ใจหาย-ใจคว่ำบ้าง แต่ “จุดหมายปลายทาง” ไปถึงได้ด้วยกลไกตามระบบของมัน!
ตอนนี้ จากท่าทีพันธมิตรฯ กำลังจะทำให้ “ความน่ารังเกียจ” ด้วยดื้อรั้น และซับซ้อนด้วยเล่ห์จากรัฐบาลนอมินี ย้อนกลับไปตกอยู่กับฝ่าย “พันธมิตรฯ” ที่รบโดยไม่มองไพร่พล และไม่ “ผ่อนหนัก-ผ่อนเบา” ตามสถานการณ์บ้างแล้ว
การบุกตีเลยธงในขณะที่เงื่อนไขเวลา เงื่อนไขสถานการณ์ยังไม่อำนวย กำลังจะแปลงศรัทธามวลชนเป็นความคลางแคลงในเจตนาว่า
“พันธมิตรฯ กำลังพาเราไปป่าไหน?”
ระวัง..ความไม่ชอบธรรม จะเป็นตัวสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาล และรัฐบาลจะใช้ “อำนาจรัฐ” จัดการ โดยมวลชนจะวางเฉยด้วยมุมมองว่า
“ก็มันเกินเลยจุดพอดี สมควรที่เขาต้องจัดการ”
ถ้าพันธมิตรฯ สร้างเงื่อนไข “กินตัวเอง” ถึงจุดนั้น ในสถานการณ์รวมผลที่จะเกิดกับสังคมชาติ ผมอยากจะเปรียบว่า
เหมือน “บ่อบำบัดน้ำเสีย” แตก!
ทีนี้แหละ..น้ำครำอำนาจคลั่ง จะเป็นน้ำชนิดเดียวที่รัฐบาลนอมินีกรอกใส่ขวดแล้วปะยี่ห้อ “ประชาชนเลือกผมมา” แถมผูกขาดขาย แล้วจะรู้สึกกันละว่า
“อยู่เมืองไทยกับอยู่เมืองพม่า..คือกัน”!
แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่าง “มันเป็น” อย่างที่มัน “ต้องเป็น” เมื่อทุกฝ่ายยึดกรอบอำนาจ-หน้าที่ ผลักกลไกตามระบบให้หมุนไปตามกระบวนการของมันแล้ว “อะไรที่มันจะเกิด” มันย่อมเกิดตามเหตุ-ปัจจัยที่พัฒนาไปตามตัวมันเองนั่นแหละ
ไม่ต้องไปปฏิเสธมันหรอก เพราะกลไกตามระบบ ก็จะจัดสรร “สิ่งที่เกิด” ไปตามกระบวนการที่ว่านั้นเอง
ไม่ต้องดูอะไรมาก พอพันธมิตรฯ ประกาศทำสงครามยืดเยื้อกับรัฐบาลนอมินี ก็เกิดปฏิกิริยา “มวลสารสังคมแยกตัว” ออกมาเป็นขั้วที่ ๓ ตามเส้นทางระบบของมัน
ทั้งฝ่ายที่เคยร่วมพันธมิตรฯ
ทั้งฝ่ายที่เคยวางเฉย
และทั้งฝ่ายที่เคยต้านพันธมิตรฯ
แยกตัวไปเป็นขั้วใหม่ เรียกตัวเองว่า “ขั้วสีขาว” ท่านคงเห็นอยู่แล้ว เอกลักษณ์คือ “อาจารย์-นักศึกษา” มหาวิทยาลัยเป็นแกนนำบทบาท ใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์
เห็นมั้ย..เมื่อทารกร้องไห้ กระทืบมือ กระทืบตีน หวังเรียกร้องให้ “ผู้ใหญ่” ออกมาอุ้ม แต่ผู้ใหญ่ต้องการ “ปลูกฝังสันดาน” ให้โตแบบรู้จักคิดหาเหตุ หาผล และคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองมากกว่ารอให้คนอื่นมาอุ้ม
ทหารไม่ปฏิวัติ ตำรวจไม่ใช้อำนาจ “นอกรัฐธรรมนูญ” ไปปราบปรามผู้ชุมนุมให้เกิดเป็น “เงื่อนไขประชาธิปไตย”
สังคมทุกระบบก็หยุดร้องไห้ รู้จักคิด รู้จักแยกแยะ รู้จักแสวงหาแนวทางใหม่เป็นหนทางออกด้วยตัวเอง
ครูอาจารย์ นักวิชาการ นิสิต-นักศึกษา ก็ช่วยกันคิดแล้ว
นักการเมือง ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เมื่อวานนี้ (๒ มิย.๕๑) ก็ช่วยกันคิด หุบเขี้ยว หันหน้าเข้าหารือกันที่รัฐสภา โดยมี “นายชัย ชิดชอบ” เลิกบท “หัวหลัก-หัวตอ” มาทำหน้าที่ “ผู้หลักผู้ใหญ่”
ผมฟังข่าวคราวก็ทราบว่า เปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณางบประมาณ ๙ มิ.ย.นี้ จะไม่มีการยื่นญัตติ หรือนำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรจุระเบียบวาระเข้าพิจารณาเด็ดขาด
ไม่เพียงแค่นั้น สติปัญญา รู้จักคิดเอง รู้จักทำเอง ยังก้าวหน้าไประดับมีความเห็นร่วมให้ “ตั้งคณะกรรมาธิการ” ขึ้นมา ๖๐ คน ประกอบด้วยผู้รู้หลากหลาย
มาศึกษารัฐธรรมนูญ เป็นข้อสรุปเบื้องต้นว่า มีอะไรตรงไหนควรแก้ ไม่ควรแก้ เสร็จแล้วจะได้นำข้อศึกษานี้เข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของรัฐสภาต่อไปว่าจะเอากันแบบไหน อย่างไร?
ครับ..ก็ชื่นใจ เมื่อทุกฝ่ายยึดมั่นในกรอบหน้าที่ มันก็บังคับให้แต่ละฝ่ายต้อง “รู้จักคิด-รู้จักแก้ไข” ชักลากปัญหาไปตามรางรถไฟประชาธิปไตย ไม่มีแหกโค้งปฏิวัติ
ส่วนนายกฯ จะลาออก จะหานายกฯ มาตั้งรัฐบาลใหม่ หรือรัฐบาลเปลี่ยนขั้วใหม่ หนักหนาสาหัสตามกระบวนการประชาธิปไตยไปถึงขั้น “ยุบสภาฯ” เหล่านี้ก็ไม่มีปัญหา
เพราะเป็นลีลาลื่นไหลอยู่ในรางประชาธิปไตย เส้นกำหนดตามกติกามันมีอยู่แล้ว บริหารเละเทะ กินบ้านกินเมืองกันขนาดไหน ก็มีกำหนด ๔ ปีให้ชาวบ้านตัดสินใจ
ถ้าชาวบ้านไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักจำ เขาจ้างให้เลือก-ก็ยังเลือกกลับมาอีก แถมบางคนไม่ยอมออกไปเลือก อย่างนี้ก็ “สมน้ำหน้า” ไปด้วยกันนี่แหละ
ด้วยกระบวนการของมัน ฝ่ายนักการเมืองที่พ่ายแพ้ ไม่ได้ครองอำนาจบริหาร ความแพ้นั่นก็จะสอนให้รู้จักคิดใหม่-รู้จักทำใหม่ว่า ต้องทำอย่างไร ต้องปฏิบัติหน้าที่แบบไหน ประชาชนจึงจะพอใจเลือกมาเป็นรัฐบาลบ้าง?
มัวรอแต่ “ราชรถปฏิวัติมาเกย” ก็คงจะมีแต่ “รถบรรทุกหีบศพ” ตอนเวียนเมรุ ๓ รอบก่อนขึ้นเผาเท่านั้น!
พรรคร่วมรัฐบาล ๕ พรรค ว่าไปแล้ว กระทั่งพรรคพลังประชาชนเอง เมื่อมิติสังคมใหม่ปรากฏอย่างนี้ คือ
“ทหารไม่ใช่ขี้ข้า ที่จะคอยปฏิวัติให้นักการเมืองขี่คอด่า” เหมือนอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว
เพราะนั่นเท่ากับ “ทหาร” เป็นเครื่องมือให้ “ฝ่ายการเมือง” ที่กัดกันหลอกใช้เท่านั้น
ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้งทหาร ทั้งบ้าน ทั้งเมือง และทั้งประชาชน ไม่ได้อะไรเลย!
ทั้ง ๕+๑ พรรค ซึ่งว่าไปแล้ว เป็นผู้มีส่วนต้องรับผิดชอบใน “ผลดี-ผลร้าย” บนความเป็นรัฐบาลนอมินีขณะนี้ เขาก็เริ่มได้คิด-ได้ทำ เพื่อหาทางออกให้สังคมที่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เป็นโจทก์แทนประชาชนแล้ว
ผมเห็นเขาประชุม ปรึกษาหารือกันแต่วันที่นายสมัคร “ลุแก่อำนาจและโทสาคติ” ไปแพร่เชื้อเผด็จการทหารพม่า ทางหน้าจอโทรทัศน์เมื่อวันเสาร์ ที่ ๓๑ พฤษภา.นั่นแล้ว
ณ ขณะนี้ ดูเหมือนว่า พรรครัฐบาลส่งสัญญาณ “ความรับผิดชอบ” ต่อสังคมบ้านเมือง ด้วยการร่วมแสวงหา “ทางออกที่ดี” สู่ความเป็นรัฐบาล-ผู้นำใหม่แล้ว
ครับ..วันนี้ ก็ไล่ยอดคลื่นให้เห็นว่าแต่ละยอดทยอยซัดไปในทิศทางไหนบ้าง ความยุ่งยาก และความซับซ้อนของสังคม ดูยังยากจะให้สงบลงได้ เพราะการแก้ไขปัญหาโดยแยกเงื่อนไข “สังคม-สถานการณ์-คน-โลกศตวรรษใหม่” ออกไปจากสังคมเป็นจริง ทำให้สังคมไทย ซึ่งเป็น “สังคมละครหลังข่าว” ทึกทักด้วยเคลิ้มว่า “ทิกษิณ-อัศวินม้าดำ” คือปางหนึ่งของ “อัศวินม้าขาว” และนี่คือ สังคมไทยอยู่ในภาวะ “ว่างเปล่า” ตัวนำจริงๆ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2551



