ตั๋วบอลเป็นพิษ
prasong_lert@yahoo.com
วัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่องนี้ ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีคนใดต้องถูกดำเนินคดีหรืออาจมีผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่
แต่ต้องการทำความเข้าใจกับสาธารณชนทั้งในเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
หลังจากเกิดศึกในพรรคชาติไทยเรื่องการให้ต่างชาติมาเช่าพื้นที่ทำนาในประเทศไทยเป็นการขายชาติหรือไม่ ผู้ที่โดนสะเก็ดระเบิดเข้าไปเต็มๆ คือนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกนายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชาย นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ออกมาแฉว่า เดินทางไปดูฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่งแมนฯยูกับเชลซี หรือไปซื้อปุ๋ย ที่ประเทศรัสเซียกันแน่
ทำให้นายสมศักดิ์ออกมาให้สัมภาษณ์ (เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม) ยอมรับว่าเดินทางไปพร้อมกับลูกชาย 3 คน เป็นการส่วนตัว โดยออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนบัตรเข้าชมฟุตบอลเป็นบัตรที่ได้รับมาจากบริษัท ไฮเนเก้น ในฐานะสปอนเซอร์การจัดแข่งขัน
“บัตรดังกล่าวได้มาจากการรู้จักเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อนายวานิช (นายสมศักดิ์ยอมรับในเวลาต่อมานายวานิชเป็นเจ้าของบริษัท) ซึ่งผมจำนามสกุลไม่ได้ ทำงานเป็นตัวแทนบริษัทไฮเนเก้นประจำประเทศไทย และเป็นบริษัทผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลยูฟ่าอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการได้มาอย่างเพื่อนฝูงที่สนิทกันเท่านั้น... ส่วนเรื่องราคาบัตรนั้นผมจำไม่ได้ เพราะเป็นบัตรที่ไม่มีการตีราคาหน้าตั๋ว เป็นบัตรในส่วนผู้สนับสนุน ผมจึงไม่รู้ราคาบัตร” (หนังสือพิมพ์ “มติชน” วันที่ 28 พ.ค.2551)
แต่พอมีข่าวว่าการรับตั๋วฟุตบอลฟรี อาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 ซึ่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นจากบุคคลใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช.(เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2543) ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท
นายปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น ชี้แจง (เมื่อวันที่ 28 พ.ค.) ว่าทางผู้บริหารของไฮเนเก้นเป็นผู้เชิญบุตรชายของนายสมศักดิ์เข้าร่วมชมการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศด้วย โดยให้เฉพาะตั๋วชมฟุตบอลมูลค่าหน้าตั๋วราคา 140 ยูโร (ประมาณ 6,900 บาท) และที่พักซึ่งบุตรชายนายสมศักดิ์ขอโควต้าเพิ่มอีก 2 ใบ และชำระเงินค่าตั๋วให้บริษัทเป็นเงินไทยรวม 14,000 บาท
ต่อมานายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง (วันที่ 29 พ.ค.) ยืนยันว่าข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวป็นไปตามที่ตัวแทนบริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิคฯ ชี้แจงทุกประการโดยบุตรชายเป็นผู้จ่ายเงินชำระค่าตั๋ว
เห็นชัดว่าข้อเท็จจริงที่บริษัทตัวแทนไฮเนเก้นและนายสมศักดิ์ชี้แจงครั้งหลังตรงกันข้ามกับคำให้สัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ครั้งแรก
อะไรคือ “ความจริง” เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ยาก
ยิ่งถ้าพิจารณาคำสัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ครั้งแรกที่ยังไม่รู้ว่าการรับตั๋วฟรีมูลค่าเกิน 3,000 บาท เข้าข่ายผิดกฎหมายโดยระบุชัดว่าได้ตั๋วจากเพื่อนสนิทชื่อวานิช (ไชยวรรณ?)เจ้าของไฮเนเก้นซึ่งดูอายุอานามแล้ว ไม่มีทางนายวานิชจะเป็นเพื่อนสนิทกับบุตรชายนายสมศักดิ์ที่มีอายุเพียง 20 ปีเศษ
คำถามคือ ถ้าเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว บริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิคฯจะให้การต่อเจ้าพนักงานอย่างไร เพราะถ้าให้การเท็จก็เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หรือถ้าถึงขั้น ซ่อนเร้น ทำลายพยานหลักฐาน (เช่น บันทึกการแจกจ่ายตั๋ว) เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง ก็เข้าข่ายผิดมาตรา 184 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้บริหารบริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิคฯจะเสี่ยงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังถกเถียงกันในคณะกรรมการ ป.ป.ช.คือ ความผิดตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช.(หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม มาตรา 100-103) ซึ่งมีบทกำหนดโทษไว้ต่างหาก อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.หรือไม่ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรก (มีนายโอภาส อรุณินท์ เป็นประธาน) เคยมีความเห็นว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดกฎหมายในหมวดนี้ ต้องไปกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบัน มีกรรมการบางคนเห็นว่าเมื่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ ป.ป.ช.น่าจะมีอำนาจในการดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด อย่างน้อยน่าจะมีอำนาจในการรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นอกจากนั้น ถ้า ป.ป.ช.อ้างว่าไม่มีอำนาจ (ไม่ใช่หน้าที่?) ถ้ามีประชาชนไปร้องว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดในหมวดนี้ (หรือหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาได้เอง ถ้าปรากฏหลักฐานต่อสาธารณะ) แต่ ป.ป.ช.ปัดว่าไม่ใช่หน้าที่แล้วโยนให้ไปกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาเอง นอกจาก ป.ป.ช.จะถูกบริภาษอย่างหนักว่าไม่รับผิดชอบแล้ว
จะทำให้สาธารณชนเสื่อมศรัทธาต่อ ป.ป.ช.อย่างรุนแรงว่าเป็นเพียงเจว็ดที่ไร้ความหมาย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2551



