คำตอบบนปลายเปลือกตาสังคม
จากปัญหาน้ำมัน ไม่เพียงเมืองไทยเท่านั้นนะครับที่ประชาชนตกอยู่ในภาวะ “มดไต่กระทะร้อน” เท่าที่ดู เป็นเหมือนกันหมดทั้งโลก ขนาดประเทศผลิตน้ำมันอย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก หรืออีกหลายๆ ประเทศแถบละตินอเมริกา กระทั่งสหรัฐ อังกฤษ ไม่มีแผ่นดินไหนที่อยู่เป็นสุข
ผมขอถือสิทธิ์ในฐานะคนวัย “แย่งลงโลง” เหมือนๆ กัน ขอเตือนสตินายสมัคร สุนทรเวช ซักหน่อยว่า
ยังไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ อดีตนายกฯ ทักษิณ “เจ้าบุญ-เจ้าคุณ” เหนือหัวน่ะ ก็ยังไม่ “จะเป็น-จะตาย” ขึ้นมา มิใช่หรือ?
แต่ชาวบ้านทั้งเหนือ ทั้งใต้ ทั้งออก ทั้งตก ขณะนี้ตะหาก กำลังจะเป็น-จะตาย จากปัญหาเศรษฐกิจ-พิษน้ำมัน ชักแด็กๆ เห็นตำตาอยู่ทั่วบ้าน ทั่วเมือง
แล้วทำไมไม่คิด “อุ้มชาวบ้าน” ก่อน “อุ้มทักษิณ” ล่ะ..หือ?
แก้ “ปาก-ท้อง” ชาวบ้านก่อน “ปาก-ท้อง” ทักษิณเถอะ..นายสมัคร ผมขอเตือนเพราะรัก ด้วยเห็น “ธาตุดี” หลายๆ อย่างในตัวคุณ!
คุณไม่ได้เป็น อย่างที่กำลัง “จำใจเป็น” อยู่ตอนนี้หรอก สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ เป็นสถานการณ์ “ทดสอบ” ครั้งสุดท้ายแล้วว่า
คุณเป็นนายกฯ เพื่อใคร..เพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติของประชาชน หรือเพื่อประเทศชาติของทักษิณคนเดียว?
ผมตอบแทนได้เลยว่า คุณเป็นนายกฯ เพื่อคนทั้งประเทศ แต่ทำไมจึงดันทุรัง ตั้งหน้า-ตั้งตาฉกฉวยอำนาจรัฐ อำนาจนิติบัญญัติไปสนองปัญหาคนคนเดียว กลุ่มเดียว ตระกูลเดียวอย่างนี้ล่ะ?
โตจนหัวหงอกใกล้มีหงอนกันแล้ว อย่าให้สังคมประณามได้ว่า ใช้อสัตย์ในพฤติกรรม ยกประเด็น “แก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ..รัฐบาลไม่เกี่ยว” ขึ้นมาปัดความรับผิดชอบเลย
เป็นรัฐบาลใหม่ๆ ก็ขอกับประชาชนว่า “ขอเวลาทำงาน” ประชาชนก็ให้เวลามาเกือบ ๔ เดือนแล้ว แต่ปรากฏว่า “งาน” ที่รัฐบาลขอ “เวลา” ไปทำนั้น ขะมักเขม้นทำกันอยู่เรื่องเดียว คือ
แก้รัฐธรรมนูญ อุ้มทักษิณให้พ้นคดี!?
ผมไม่ได้มองว่า..วันนี้ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เติบโต-เข้มแข็งขึ้น
แต่เป็นเพราะ “รัฐบาลพลังประชาชน” โหลยโท่ยเองตะหาก ได้อำนาจจากประชาชนไปแล้ว ไม่นำอำนาจนั้นไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน ชาวบ้านจึงพากันถดถอยศรัทธา แล้วบ่ายหน้าไปหาสิ่งที่เขาหวังว่า น่าจะพึ่งพิงได้มากกว่า
นั่นคือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
เพราะอย่างนี้ หน้าลานเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ไม่เห็นทุกข์-เห็นหัวประชาชน นับวันจึงทวีจำนวนผู้คนมากขึ้น..มากขึ้น..เป็นจำนวนมหาชน-คนที่ไม่เอารัฐบาล
รัฐบาลสมัครทำ “ตลิ่งศรัทธา” พัง เนื้อดินศรัทธาจึงไปเพิ่มพูนให้กับฝั่งพันธมิตรฯ เอง รูปการณ์ขณะนี้ มันเป็นอย่างนี้!
ถามว่า แก้รัฐธรรมนูญ หรือผลาญเงินหลวงอีก ๒,๐๐๐ ล้าน ทำประชามติ เสร็จแล้ว มันใช้แก้ปัญหา “ชีวิต-วันนี้” ให้ชาวบ้านได้ตรงไหน?
คำตอบคือ..ไม่เลย!
เมื่อไม่ได้ แล้วรัฐบาลที่คุยว่าอาสาเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนจะทำไปหาหอกอะไร ผมเชื่อ..ส.ส.ทุกคน โดยเฉพาะในพลังประชาชน ชีวิต-ความคิด-เลือดเนื้อของเขา ต่อติดกับชีวิต-ความคิด-เลือดเนื้อชาวบ้านในพื้นที่ของเขา
เวลานี้ เขาไม่มีความสุขหรอก ใช่ว่าเข้าสภาฯ ได้แล้วจะไม่เห็นหัวชาวบ้าน เขารู้..คือรู้ว่า พี่น้องตามไร่ ตามนา ตามป่า ตามสวน ตามท้องทะเลคือพี่น้องชาวประมง กำลังผจญทุกข์แสนสาหัส
ทุกข์จากพิษเศรษฐกิจ ทุกข์จากปัญหาชีวิตคับแค้น ทุกข์จากการทำมาหากินมีแต่ขาดทุน ทุกข์จากชักหน้าไม่ถึงหลัง ทุกข์จากภาวะข้าวยากหมากแพง ปลูกถั่ว-ปลูกงา ขายก็ถูก ครั้นไปซื้อข้าวปลาเขากินกลับแพง
ภาวะอย่างนี้ มีทุกข์-แล้วไม่หวังพึ่งรัฐบาลช่วย ไม่หวังพึ่ง ส.ส.ที่เลือกไปกะมือช่วย แล้วจะไปหวังพึ่งหมาที่ไหนล่ะ จริงมั้ย?
ส.ส.ก็คงตกอยู่ในภาวะ “หน้าชื่น-อกตรม” ลึกๆ ในใจ ไม่อยากให้หยิบเรื่องแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาทำก่อน แต่ทำอย่างไรได้ เป็น “ส.ส.ลูกคอก” อยู่ในพรรคเขา
ด้วย “อำนาจที่มองเห็น” เขาสั่งยังไง ก็ต้องทำตามยังงั้น!?
ถ้านายสมัครมีอำนาจ มีศักดิ์ศรีสมเป็นหัวหน้าพรรคจริง หารือ ส.ส.ในพรรคท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.อีสานและเหนือ ซึ่งตอนนี้พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ภาคกำลังเลือดตากระเด็น
หารือซีครับว่า..เราจะเอาอำนาจรัฐ ไปช่วยประชาชนของเราให้รอดก่อน หรือจะเอาไปช่วย “เจ้าของอำนาจที่มองเห็น” ในพรรคก่อน?
ผมว่าส่วนใหญ่ “เอาประชาชน” ก่อนแน่นอน เมื่อเป็นอย่างนั้น ศักดิ์ศรี-ศรัทธาบนความเป็น “นายกฯ สมัครของประชาชน” จะกลับคืนมาทันที!
การสลายม็อบ คือการสลายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ด้วยการส่งพวกกเฬวรากไปไล่ตีคนมาชุมนุม หรือจ้างพวกอุดมการณ์ข้างกระถางน้ำข้าวไปตั้งวงแง่งๆ
และทั้งไม่ใช่ “ขยิบหู-ขยิบตา” ให้ผู้พิทักษ์สุจริตชน ไปทำเลเพลาดพาดอุจาดสังคม จนชาวบ้านเขาด่า..มาทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์ทรชน”
มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้พันธมิตรฯ ต้องถอนสมอ เหลือแต่จอ เหลือแต่ไมค์ แต่ไม่มีคนดู-คนฟัง
นั่นคือ สมัครต้อง “สร้างศรัทธา” ด้วยการช่วงชิงศรัทธาบารมีกลับคืนมาจากม็อบพันธมิตรฯ ให้ได้ มีแต่ทางนี้-ทางเดียวพันธมิตรฯ จึงจะแพ้พ่าย เหลือแต่เวทีใหญ่ ให้ ๕ สิงห์มากพรรษา ด่ากันเอง-ฟังกันเอง!
ลองสมัครประกาศ “เลิกแก้รัฐธรรมนูญ” แล้วระดมสมอง “เดินหน้า” แก้ปัญหาทุกข์ยากให้ชาวบ้าน วันหยุดแทนที่จะมานั่งเห่าจอ ก็ยกขบวน ครม.ไปฟังปัญหาผู้คนในแต่ละพื้นที่ แล้วแก้ทุกข์ให้เขาตามสถานการณ์
ได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง ยังไงก็ดีกว่ามานั่งตอบปัญหา “หน้าม้า” ในรายการสนทนาประสาสมัคร จริงไหม?
จำนวนคนไทยเมื่อเทียบกับจีน มีแค่ “หยิบมือเดียว” แต่นายสมัครแก้ไม่ได้ หรือไม่ได้แก้ทุกข์ให้กับเขา ในเชิงบริหารจิตวิทยามวลชน ดูตรงกันข้าม ภัยจากแผ่นดินถล่มคนตายร่วมแสนที่เสฉวน และคนที่อยู่ซึ่งต้องบริหารอีกไม่รู้กี่ร้อยล้าน
ทั้งนายหูจิ่นเทา และนายเวินเจียเป่า ลงไปพื้นที่เอาส่วนสุขของเขาลงไปคลุกผสมกับส่วนทุกข์ของประชาชนที่ประสบภัยเป็น “ร่วมทุกข์-ร่วมสุข-ร่วมแผ่นดิน”
ช่วยรื้อซากปรักหักพัง ช่วยอุ้มร่างเด็กออกจากกองซาก ช่วยยืนเป็นกระแสพลังงานให้ทั้งชาวบ้านและตำรวจ ทหาร มีกำลังใจทำงานกู้ภัยร่วมกัน พ่อ-แม่รื้อซาก อุ้มร่างลูกที่สิ้นลม ล้มฟุบร้องไห้
นายหูจิ่นเทาก็ยืนน้ำตาไหล ชาวบ้านถึงทุกข์อกจะแตกก็ยังกำซาบใจ เพราะปัญหาเฉพาะหน้านั้น ผู้นำของเขาไม่เอาอะไรทั้งนั้น กระทั่งการวิ่ง “คบไฟโอลิมปิก”
เอาแต่ใจผู้นำ มาจ่อใจมวลชน การช่วยประชาชน “สำคัญกว่าภารกิจทั้งมวล”
ประเทศชาตินั้น..มีได้
แต่ถ้าไม่มีประชาชน อะไรล่ะคือประเทศชาติ?!
ผมดูๆ แล้ว สถานการณ์อย่างนี้ ส.ส.พลังประชาชนเผลอๆ จะทิ้งนายสมัครไปอยู่กับสุข-ทุกข์ประชาชนของเขา ถ้านายสมัครยังไม่ใช้สถานภาพนายกฯ และสถานภาพหัวหน้าพรรคพูดจาหารือกับแกนนำในพรรค
เพื่อ “พักเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้ก่อน”!
ผมก็เกรงว่า ปัญหาลูกพรรครวมตัว “ตัดหาง” หัวหน้าพรรคปล่อยวัดอาจเกิดขึ้นได้!
ทุกข์ประชาชนคือทุกข์แผ่นดิน ผมทดสอบด้วยตัวเองดูแล้วครับว่า ระดับคนทำมาหากินทั่วไป จะอยู่ได้ หรืออยู่ไม่ได้ กับภาวะค่าครองชีพทุกวันนี้
ผมเดินจากบ้านมาถนนใหญ่ นั่งรถเมล์ ปอ.๒๐ บาทมาลงที่สวนลุมพินี แล้วต่อรถจากสวนลุมพินีมาลงที่สามแยกเกษมราษฎร์ คลองเตย เพื่อเดินเข้าซอยมาทำงาน ก็อีก ๑๓ บาท รวม ๓๓ บาท
กินก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารรวบยอดมือเช้า-มื้อเที่ยง ๒ ชาม กับชาดำเย็น ๑ แก้ว รวม ๕๗ บาท
แค่นี้ก็ปาเข้าไป ๙๐ บาทแล้ว ยังไม่คิดค่ารถกลับ ค่าอาหารเย็น ค่าอาหารเช้า ค่าเสื้อผ้า ค่าดำรงชีวิตประจำวัน จากฐานจ่ายจริงที่เห็น สรุปได้ว่า
กระเบียดกระเสียรอยู่ตามประสาคนยาก วันหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องมี ๒๐๐ บาทขับเคลื่อนชีวิต!
แค่ขับชีวิตให้เคลื่อนเท่านั้นนะครับ ถ้าอยู่ให้ได้ และให้รอดในภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้ ก็ต้อง ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาทเป็นขั้นต้น!
ทุกวันนี้ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ยังไม่ถึง ๒๐๐ บาทเลย แล้วชาวบ้านจะมีชีวิตอยู่กับความเป็นจริง “ด้วยชีวิตจริง” อย่างไรกัน?
ก็ต้องถอดนอตเสาไฟฟ้า ลอกทองพระ ขโมยพระพุทธรูป ปล้นฆ่า ขายยาเสพติด ลงเน็ตหาผัวต่างชาติ ผู้หญิงขายตัว ผู้ชายเร่ขายตูด นักการเมืองขายทั้งตัว-ทั้งตูด พวกพระตุ๊ดอีกต่างหาก
เนี่ยะ..ที่ว่าสังคมเสื่อมทราม ผมไม่โทษเพื่อนร่วมสังคมมากนัก เพราะเข้าใจ จึงเห็นใจ ไม่มีใครอยากทำชั่ว แต่มันก็ต้องชั่วเพื่อชีวิตรอด แล้วในระบบปกครองระบอบประชาธิปไตย
ใคร..ควรจะมีส่วนบริหารระบบชีวิตของเราไม่ให้เลว?
ก็รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนน่ะซี
แต่ถ้ารัฐบาลของประชาชน “ทำเลว” ล่ะ...
สังคมที่ไม่ได้รับการแก้ไข มันก็เหลว “จากเลว” เช่นนี้แหละ!
ผมพอรู้..ว่าวันหนึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ต้องเกิด เพราะมันต้องเกิด ถามว่า “หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือ?” คำตอบก็คือ เราสั่งสมปัญหากันแต่ละสังคมชั้นจนมาถึงขั้นที่มันต้อง “ละลายตัวมันเอง” แล้ว อะไรที่มันจะเป็นไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคน “ปรารถนาจะพูดอย่างที่ใจคิดหรือไม่” เท่านั้น เพราะสังคมไทยเป็นสังคม “นิยมเอาความจริงไปซุบซิบ”.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2551



