รูปแบบ ‘อำนาจยึดครอง’ ที่คืบคลาน
ฟังนายกฯ สมัคร ฟังนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ออกมาบอกว่า “การชุมนุมทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจการลงทุน” แล้วอดนึกหยันในใจไม่ได้ คนเรามันก็เป็นอย่างนี้ ปี ๔๙-๕๐ ตอนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ขบวนการทักษิณานุปถัมภ์ชุมนุมป่วนเมืองข้ามปี “นายสมัคร-นายสุรพงษ์” ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ไม่เห็นออกมาพูดอย่างนี้บ้าง?
อันที่จริงผมคันใจมานานแล้ว ทุกยุค-ทุกสมัย ชาวบ้านเดินขบวนทีไร ขบวนการสอพลอรัฐบาล และรัฐบาลเป็นต้องออกมาเคลม-มาขู่ทุกครั้งไปว่า
“ทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน”!
ผมก็อยากจะบอกด้วยระนาบสำนวนเดียวกับรัฐบาลว่า “ไอ้ที่พูดอย่างนี้ มันพูดด้วยจิตสำนึกของคนเอาหัวไปซุกใต้ตีนต่างชาติ แล้วเผยอหน้าสำราก” มันพูดกันจนบางคนพลอย “คิดผิด-หลงผิด” ตามไปแล้วว่า ที่ประเทศไทยอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะบุญคุณของต่างชาติเข้ามาลงทุน ถ้าไม่มาประเทศไทยตายแน่ๆ
ทำไม..คนไทยมันไร้สติปัญญา ยากจนค่นแค้น ทำอะไรก็ไม่เป็น ทุกบาท-ทุกสตางค์ต้องพึ่งใบบุญเศรษฐีแขกซาอุฯ เศรษฐีแขกดูไบ เศรษฐีญี่ปุ่น และเศรษฐีฝรั่งมังค่า จึงจะอยู่รอดได้อย่างนั้นหรือ?
ก็เห็นทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนกันเต็มบ้านตั้ง ๕๐ ปีแล้ว ถึงวันนี้ ก็ไม่เห็นประเทศไทย-คนไทยจะดีขึ้น และสุขสบายกว่าเก่านี่ครับ?
รัฐบาลใช้แนวคิด “บริหารประเทศให้เป็นกาฝาก” พยายามทำให้คนไทยเป็นพวก “เห็นเงินตาโต” และบูชาเงินเป็นพระเจ้าอย่างนี้แหละ สังคมไทยถึงใกล้ “ล้มละลาย” ลงทุกขณะ
พวกทุจริตคดโกงต่างชาติ หอบเงินเข้ามาเมืองไทย ก็ซื้อผู้หญิงไทยเป็นเมียเพื่อเอาสิทธิ์ทำธุรกิจทั้งในและนอกกฎหมายอย่างเช่น ตั้งบริษัทบุกรุกเอาที่ดินไปจัดสรรขายพวกต่างชาติด้วยกัน
ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ในเมืองไทยตอนนี้เฟื่องฟูมาก คนไทยเงียะหน้าบาน โอ๊ย..ตึกสูงๆ ใหญ่ๆ คอนโดฯ เสียดยอดเหมือนหน่อไม้ ซอยโน้น-ซอยนี้ พรึ่ดไปหมด
ก็ภูมิใจแบบปัญญาอ่อนว่า..เมืองไทยเจริญ!!
แต่หารู้ไม่ว่า ต่างชาติมันขนเงินมา “จ้าง” คนไทยเป็นนอมินี แล้วซิกแซ็กยึดครองที่ดินประเทศไทยไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ตรงนั้นห้าไร่ ตรงนี้สิบไร่ ซื้อไป-ซื้อมา ห้าไร่-สิบไร่ ต่อๆ กันไปเป็นร้อยไร่-พันไร่
ยกโครงการ ยกหมู่บ้าน ยกตำบล ยกอำเภอไปแล้วหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ไม่ต้องดูอื่นไกล
อย่างพัทยา อีกหน่อยคงเรียกร้องให้มิสเตอร์นั่น มิสเตอร์นี่เป็น “นายอำเภอ” เขตปกครองพิเศษจนได้!?
ภาคตะวันออกเกือบทั้งภาค ด้วยการรุกเงียบของทุนต่างชาติที่เข้ามาเสาะแสวงหาถิ่นที่อยู่เพื่อการยึดครอง มันใช้เศษเงิน ซื้อเศษคนไทยบางคน-บางพวก รวมถึงคนในหน่วยราชการไทยบางหน่วย อำนวยความสะดวก และออกหน้าทางธุรกิจการค้า และทางธุรกรรม “ยึดครองแผ่นดิน”
ภายในศตวรรษนี้ ทางภาคตะวันออก คนไทยอาจจะไม่ได้ไป-มาสะดวกเหมือนอย่างเวลานี้ อาจต้องได้รับอนุญาตจาก “ผู้ปกครองพิเศษ” ของเขาก่อนก็ได้!?
ด้วยทัศนคติบูชาเงิน ใครมีเงินคือเทวดาจ้างคนไทยไถนาได้ เวลานี้ “ทุนต่างชาติ” จะเข้ามา “จ้างคนไทย” ถือครองสิทธิ์อะไรหลายๆ อย่างในเมืองไทยให้
สะดวก และง่ายดายกว่าในลาว ในเขมร และในประเทศด้อยพัฒนาอีกหลายๆ ประเทศ!?
ก็ดูซี ประเทศไทยทำนามาจนกระดูกชาวนาสูงเท่าเทือกเขาหิมาลัย และอาชีพทำนา มีแต่คนหนี เพราะยิ่งทำชาวนายิ่งจน พวกหยง พวกโรงสียิ่งรวย
แล้วเคยมีเศรษฐีแขก เศรษฐีฝรั่งซักรายมั้ย ที่สนใจจะมาอุปถัมภ์ค้ำชูชาวนาไทย อย่างที่เห็นทุเรศๆ ไปเมื่อ ๔-๕ วันที่แล้ว แถวๆ นาสุพรรณบุรีโน่น?
ก็ไม่เคยมี ขนาดเศรษฐีไทยกันเองยังเมินอาชีพทำนา หันไปค้าขายดาวเทียม รวยคนเดียวสบายกว่าไถนาไปเลี้ยงพ่อค้าโรงสี
แล้วทำไม “ต่อมเมตตา” ของพวกเศรษฐีจึงเพิ่งมาแตกเอาตอนนี้ อยากทำบุญ-ทำทานกับคนอาชีพทำนากันขึ้นมาล่ะ ถึงขนาดต้องจัดฉากไปนั่งจ้องตีนควายกันริมคันนา
ทีเกวียนละ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ไม่เสือกมาโปรด ตอนนี้เกวียนละ ๑๒,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ เสือกกะโหลกมาเชียว!
ถามว่า..มาทำไมตอนนี้ เมตตา-จริงใจ หรือว่ามี ฮิดเดน อาเจนดา ซ่อนอยู่ข้างในเปลือกเมตตานั้น?
เขาก็รู้ว่า “คนไทยเห็นเงินตาโต” พวกชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้านจึงไปชวนพวกเศรษฐีต่างชาติเอาเงินมาล่อให้งับก้อนเนื้อในเงาน้ำ จะรับซื้อข้าวราคาประกันเกวียนละหมื่นห้าทั้งประเทศบ้างล่ะ
ใครมีนาเอาไปไร่ละ ๕ พัน แล้วไปนั่งไขว่ห้างเป็น “ผู้จัดการนา” ไม่ต้องทำเองบ้างล่ะ ทำสัญญาซื้อ-ขายยาวกันไปเลยครั้งละ ๕ ปีบ้างล่ะ
โอย..ผมเห็นฉากนี้แล้ว อยากจะกราบตีนด้วยความซาบซึ้งในความปรารถนาดีของฝูงจิ้งจอก!
นี่แหละ..การออกแขกขนานแท้ของลิเกเรื่อง “ผมวางมือการเมืองแล้ว” เขาแหละ
นี่แค่ฉากแรกของ “ลิเกบทใหม่” เท่านั้นนะครับ การเอาเศรษฐีมาเดินฉุยฉาย “ทำอวดรวย” จะทำโครงการนั่น จะทำเมกะโปรเจ็กต์นี่ แค่เศษๆ เงินเท่านั้น ไม่คิดอะไรมาก..หวังช่วยไทย
อื้อฮือ..อ้างคำโต “ทับประเทศ” อะไรจะทุเรศขนาดนั้น!!
พวกการเมืองบริวารก็ตีปี๊บสนับสนุน เห็นดี-เห็นงามกันขนานใหญ่ บางโปรเจ็กต์ เช่น เรื่องแลนด์บริดจ์ ถึงขนาดตกลงกันไปบางประเด็นแล้วด้วยซ้ำ นับว่าร้ายกาจมาก เอาประชานิยม “มอมเมา” ให้ชาวบ้านบูชาเงินมา ๔-๕ ปีแล้ว ก็ฉวยจังหวะที่ชาวบ้านยังเมาพิษมอม พาเศรษฐีเอาเงินมาแกว่งในอากาศหลอกล่อขณะตาลาย
ให้เห็น “กงจักรเป็นดอกบัว” เข้าอีก ถ้าปล่อยกันไป ไม่เอะอะ-ท้วงติงกันไว้ ประเทศไทย “จะกลายพันธุ์” แค่เวลา ๑ ใน ๔ ส่วนของศตวรรษเท่านั้น
อย่าว่าแต่ระดับชาวบ้านอย่างผมเลย ขนาดระดับ ส.ว.เย็นวานนี้ ผมยังเห็นออกมาสรรเสริญคุณ “เศรษฐีต่างชาติ” ว่าจะเข้ามาช่วยชาวนาไทยทางจอโทรทัศน์อยู่เลย ในยุคที่ กลุ่มทุน-กลุ่มเศรษฐี “คนมีเงิน” ต่างชาติ กำลังเสาะแสวงหา “แผ่นดินใหม่” ที่อุดมทรัพยากร อุดมสุข แต่สังคมขาดปัญญาวินิจฉัยซึ่งง่ายต่อการเข้าครอบครอง เพื่อหอบชีวิตเข้ามาหลบภัยในกาลสมัยวิกฤติโลกศตวรรษใหม่อย่างนี้
ทัวร์ “พาเศรษฐีช็อปประเทศไทย” จึงเป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังบูมอยู่เวลานี้!
ขนมเบื้องญวน ดั้งเดิมก็ของญวนเขา เพียงแต่คนไทยเรารับเอาวัฒนธรรมในการกินมาอีกต่อ ส่วน “ขนมเบื้องไทย” นั้น เป็นขนมสงวนไว้เฉพาะนักการเมือง
คือนักการเมืองไทย ทำอะไรไม่เก่ง แต่ “ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก” เป็นที่หนึ่ง ตัวอย่างง่ายๆ จากแฟลตฝักข้าวโพด ป่านนี้ยังไม่งอก มาถึงทำฝาย ทำเขื่อน ทำกาลักน้ำ ผันน้ำโขงเข้าอีสาน และอีกร้อยฝัน
คนก็เมาน้ำลายตามอยู่นั่นแหละ รู้ว่าเขาหลอก แต่ก็พอใจให้หลอก นี่..เพราะอย่างนี้ พวกเจ้าเล่ห์-เจ้ากล จึงจับไต๋พื้นฐานนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ที่ฝึกกันมาแต่ให้ “คิดตาม-ทำตาม” ได้
เมื่อรู้ว่าคนไทย “คิดเอง-ทำเอง” ไม่ถนัด การเมืองระบบ “การตลาด-การโฆษณาชวนเชื่อ” จึงได้ผลชะงัดเสมอ
และ “ขนมเบื้อง” ที่ละเลงด้วยปาก จึงยังมีคนส่วนหนึ่งหลงเป็นลูกค้าชนิดไม่รังเกียจขี้ฟัน
บ้านเมืองวันนี้ คุยว่าไปไกลถึงยุคดาวเทียม แต่ขณะนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายพ่อมด-หมอผี พิธีคุณไสย ช้างหน้ากระทรวงคลังอยู่ดีๆ แต่คนไม่ดี ก็หาว่าที่ตั้งช้างไม่ดี
ไปยก-ไปย้ายซะ!
โบราณสถานอยู่ดีๆ ก็แอบไปทุบ-ทำลายซะป่นปี้ ขนาดนายกฯ ก็ยังต้องไปทำพิธีไหว้ราหู
บางคนติดกับการเมือง ติดคดีอาญา ก็ยักเยื้องลีลาในบทบาท “ผู้นำกลุ่มทุน” เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ขนาดไปเช่าเกาะติดเมืองไทย หวังตีข่าว-สร้างให้เป็น “อาณาจักรใหม่” เป็นลำรางให้ “ศรัทธาไทย” ไหลไปหาที่นั่น
อย่างนี้เขาเรียกว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา”!!
“ภัย” ที่คุกคามประเทศด้วยหวัง “อำนาจใหม่” มันมีรูปแบบมาใหม่ที่เนียน ละเมียด-ละไม เข้าเนื้อ ยากที่จะแยกแยะให้เห็นเฉพาะหน้าได้ง่ายๆ สังคมต้องระวัง อย่าตายน้ำตื้นกับคำว่า “เมื่อรู้ตัวก็สายเสียแล้ว” เป็นอันขาด สังคมไทย “อ่อนและเปลือกบาง” ขืนปล่อยให้โยกคลอนไปเรื่อยๆ..ล้มแน่ครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2551



