Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


เงินเฟ้อกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ

- ณ พัฒน์ -

napatization@gmail.com


ใครที่ออกไปจ่ายตลาดบ่อยๆ คงเริ่มรู้สึกถึงระดับราคาสินค้า ที่ปรับตัวสูงขึ้นกันเป็นว่าเล่น อัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายน ที่คำนวณจากดัชนีราคาผู้บริโภคเทียบกับเดือนเมษายนปีที่แล้วสูงถึงร้อยละ 6.2 ปัจจัยที่ดันเงินเฟ้อให้ พุ่งพรวดไปขนาดนั้น ก็หนีไม่พ้นผลกระทบที่เกิดจากภาวะราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาน้ำมันที่ยังคงปรับตัวขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดเดือนหนึ่ง นับตั้งแต่ประเทศไทยลอยตัวค่าเงินในปี 2540

และปัญหาเงินเฟ้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมืองไทย แต่เป็นปัญหารุมเร้าประเทศต่างๆ ทั่วโลก เงินเฟ้อในรัสเซียพุ่งสูงขึ้นไปเกือบร้อยละ 13 เงินเฟ้อในจีนและอินเดียขึ้นไปกว่าร้อยละ 8 และปัญหาเงินเฟ้อก็เป็นปัญหากวนใจตั้งแต่ประเทศส่งออกน้ำมันทั้งหลาย ไล่ไปจนถึงประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาเลยทีเดียว

น่าคิดนะครับว่าเพราะอะไรเงินเฟ้อถึงได้กลับมาเป็นประเด็นระดับโลก ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะขาลง และ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตแบบแข็งแกร่ง โดยที่เรา แทบจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเลย

ปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง น่าจะมาจากการที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ (โดยเฉพาะจีนและอินเดีย) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิตก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนเกือบจะถึงขีดจำกัดที่มีอยู่เดิมของความสามารถในการผลิตและจัดหาวัตถุดิบที่มีอยู่

ในขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งที่ประเทศกำลังพัฒนาสะสมจากการค้า ก็เพิ่มความต้องการบริโภคสินค้า เมื่อประชากรเริ่มหลุดพ้นจากความยากจน และด้วยจำนวนประชากรมหาศาล ประเทศเหล่านี้เริ่ม แปรสภาพจากตัวช่วยลดเงินเฟ้อ (โดยการจัดหาสินค้าราคาถูก ป้อนเศรษฐกิจโลก) กลายมาเป็นผู้สร้างเงินเฟ้อเสียเอง

ลองคิดดูกันเล่นๆ ว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จำนวนรถยนต์ต่อประชากรร้อยคนอยู่ที่ประมาณ 40-60 คัน ในขณะที่เมืองไทยมีรถยนต์ประมาณ 20 คันต่อประชากรร้อยคน ลองเดาดูซิครับว่าจีนและอินเดียมีรถยนต์กี่คันต่อประชากรร้อยคน ?

ประมาณ 1-2 คันเท่านั้นครับ

ในขณะที่จีนและอินเดียมีประชากรรวมกันประมาณ 2.4 พันล้านคน (!) หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลก

ลองคิดดูสิครับ ว่าถ้าคนจีนและ คนอินเดียมีรายได้โดยเฉลี่ยสูงขึ้นพอจะซื้อรถยนต์ได้ (แค่) เท่ากับประเทศไทย ทั้ง 2 ประเทศนี้จะต้องมีรถเกือบ 500 ล้านคัน พอๆ กับจำนวนรถยนต์ที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกในปี 2002 ลองคิดต่อไปดู ซิครับว่า จะต้องใช้ทรัพยากรขนาดไหน ในการผลิตรถยนต์เหล่านั้น และจะต้องใช้น้ำมันประมาณมหาศาลขนาดไหนเพื่อเติมรถยนต์ทั้งหมดนั้น

Earth Policy Institute เคยคำนวณไว้ว่า ถ้ารายได้ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทุกปี (ซึ่งยังน้อยกว่าอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของจีน ในรอบสี่ห้าปีที่ผ่านมา) ภายใน ปี ค.ศ.2031 จีนจะมีรายได้ต่อหัวพอๆ กับสหรัฐอเมริกาในปี 2004 และถ้าจีนใน ปี 2031 ต้องการบริโภคทรัพยากรพอๆ กับที่อเมริกาบริโภคในปี 2004 จีนประเทศเดียวจะบริโภคทรัพยากรแบบมหาศาล จนน่าตกใจ

ตัวอย่างเช่น ถ้าจีนเพิ่มการบริโภคน้ำมันจาก 2 barrels ต่อคนต่อปีในปัจจุบัน เป็น 25 barrels ต่อคนต่อปี จีนจะต้องการน้ำมันวันละ 96 ล้าน barrels ต่อวัน ขณะที่ทุกวันนี้ทั้งโลกผลิตน้ำมันได้แค่ 79 ล้าน barrels ต่อวันเท่านั้น

ถ้าคนจีนเพิ่มการบริโภคเนื้อจากคนละ 48 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เป็น 125 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เท่ากับคนอเมริกา จีน ในปี 2031 จะต้องการบริโภคเนื้อปีละ 181 ล้านตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อที่ผลิตได้ทุกวันนี้ในโลก

นอกจากนี้ การบริโภคถ่านหินและกระดาษของจีนในปี 2031 อาจจะมากกว่าความสามารถในการผลิตของทั้งโลก ทุกวันนี้ (!)

ฟังดูแล้วน่าตกใจไหมละครับ

แม้ว่าทรัพยากรบางอย่างจะเป็นทรัพยากรที่ผลิตขึ้นใหม่ได้ (เช่นสินค้าเกษตร) แต่ก็ต้องยอมรับว่าการผลิตขึ้นใหม่ก็ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (ที่ดินที่ใช้ในการเกษตร น้ำ ฯลฯ) และอาจจะผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

น่าคิดนะครับ ว่าปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมัน ราคาอาหารและสินค้าเกษตรรอบนี้ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า โลกเรากำลังเริ่มทดสอบขีดจำกัดของทรัพยากรเข้าแล้ว เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็นเครื่องชี้ว่ามีความไม่สมดุลระหว่างความต้องการกับกำลังการผลิตสินค้า

แต่บางคนบอกว่า ปัญหาราคาทรัพยากรธรรมชาติรอบนี้เป็นปัญหา “ฟองสบู่” ที่มีการไล่ราคาขึ้นไปเกินจริง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป และปริมาณทรัพยากรเหล่านี้ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค

ก็อาจจะจริงอยู่บ้างครับ แต่ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ไม่ช้าก็เร็วเราคงต้องเผชิญกับปัญหาข้อจำกัดของการผลิตสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก น่าคิดครับว่าเราจะแก้ ปัญหานี้กันอย่างไร

แน่นอนครับ การเพิ่มการผลิตและการหาสินค้าอื่นมาทดแทน (เช่น หาพลังงานอื่นมาทดแทนการบริโภคน้ำมัน) คงทำได้ระดับหนึ่ง ถ้าผู้ผลิตมีแรงจูงใจเพียงพอ (เช่น จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น) แต่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวคงต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต (ให้ผลิตได้มากขึ้น ต้นทุนต่ำลง) และการบริโภค (บริโภคโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง)

การแก้ปัญหาระยะสั้นโดยการจำกัดราคาหรืออุดหนุนราคา นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้ปัญหาหนักยิ่งขึ้นไปอีกด้วย เพราะผู้บริโภคไม่มีแรงจูงใจในการประหยัดการบริโภค

อย่าลืมนะครับ ผู้บริโภคอย่างเราก็คงมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาใหญ่นี้ได้โดยการประหยัดการบริโภค บริโภคเท่าที่จำเป็น และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter