ถึงคราว ‘มือปืนรับจ้าง’ เกยตื้น
อืมมมม..น้ำมัน ๒ ลิตรร้อย ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นเสียแล้ว เพราะวันนี้ก็ใกล้ ๔๐ บาทอยู่รอมร่อ อย่างนี้ เห็นทีค่าน้ำมันรถ “นายกฯ สมัคร” ที่รับจ้างไปจัดรายการชิมไป-บ่นไป กับรายการ ยกโขยง ๖ โมงเช้า ตามจังหวัดต่างๆ เถ้าแก่คงต้องปี๋โป้วให้โขอยู่!
เห็นท่าจะ “ตายน้ำตื้น” จริงๆ ซะละมั้ง ผมก็บอกแต่แรกแล้วไม่ฟัง เพราะไม่ว่าจะมองด้านไหน ผู้นำอำนาจสูงสุดฝ่ายบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ดันไปรับจ้างพ่อค้าจัดรายการตามโทรทัศน์แลกโฆษณา
ใครเห็น ใครเขาก็นินทา ไม่ต้องมองถึงว่าผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราไหนหรอก!?
เพราะแค่คิด มันก็ผิดทางด้านจิตใจบนฐานศักดิ์ศรี และจารีต-ประเพณีแล้ว มันเหมือน ดูถูกประเทศ ดูถูกประชาชน ดูถูกตำแหน่ง เป็นช่องให้ชาวบ้านเขานินทาได้ว่า
“ระบบราชการ” เมืองไทย นายกฯ คนเดียวยังเลี้ยงดูไม่ให้อดอยากปากแห้งไม่ได้ ต้องปล่อยให้ไปหาลำไพ่พิเศษเลี้ยงชีพงกๆ...
แล้วอย่างนี้ ระบบบริหารประเทศไทย จะเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศให้รอดได้ยังไง?
ลองตรองดู คนมีตำแหน่ง-อำนาจระดับนั้น แล้วลงไปรับจ้างเป็น “ลูกจ้าง” พ่อค้าทำธุรกิจ โดยมีเงิน หรืออื่นใดเป็นค่าตอบแทน หรือไม่มีโดยตรงก็เหอะ แล้วใครจะเชื่อว่า มันจะไม่มีผลประโยชน์เป็นเยื่อใยโดยอ้อม เพราะระหว่างอำนาจการเมืองกับธุรกิจของพ่อค้า มันจะไม่เอื้อกันในรูปแบบใด-รูปแบบหนึ่ง
ถึงปฏิเสธได้ แต่ใครล่ะจะปฏิเสธว่าจะไม่เกิดขึ้นได้!?
ไม่ปรากฏให้จับต้องวันนี้ แต่วันข้างหน้าล่ะ มันยักเยื้องมาในรูปแบบใด-รูปแบบหนึ่งได้เสมอมิใช่หรือ?
ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไปจัดรายการจังหวัดไหน ข้าราชการจังหวัดนั้นก็ต้องมาต้อนรับ-ดูแล ใช้คนหลวง ของหลวง ระบบหลวงมาอำนวยความสะดวกให้นายกฯ ในการจัดรายการ
แล้วพอออกรายการ พ่อค้าเขาก็ได้บารมีทางตำแหน่ง “นายกฯ” ที่นำหน้าชื่อนายสมัคร เป็นจุดขาย จุดโฆษณาหากิน
แล้วรายการของใคร..ของพ่อค้า
ผลประโยชน์จากรายการใครได้..พ่อค้า
แล้วนายกฯ ล่ะได้บ้างมั้ย..แหะ..แหะ..พอมีบ้างเป็น “ค่าน้ำมัน”
แล้วเงินรายได้ที่อ้างว่าเป็น “ค่ารถ-ค่าน้ำมัน” นี้ หัก “ภาษีเงินได้” แล้วหรือยังล่ะ เดี๋ยวก็มีปัญหาตามมาอีกจนได้? เพราะอย่างนี้ เขาจึงเขียนรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๗ ไว้เป็น “เบรกตัณหา” เพื่อไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไถล-ถลำลงข้างคู ข้างทางไง
ผมฟังที่นายกฯ สมัคร “แก้ตัว” เมื่อวันอาทิตย์ ท่านเป็นนักกฎหมาย จะแก้ถูก-แก้ผิดด้านกฎหมาย ท่านทราบ ส่วนผมไม่ทราบ แต่ด้านจิตสำนึกผู้คน ผมฟังแล้วมันเข้าตำรา
“ยิ่งดิ้น-ยิ่งรัดแน่น”!
การพูดเร็ว-พูดไปก่อน บางทีมันก็มัดตัวเอง กลับไปพูดทีหลังกลายเป็นแก้ตัว คนเขาก็จะครหาว่า “เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า พูดจาเชื่อถือไม่ได้ ไม่อยู่กะร่องกะรอย”
ดูอย่างตอนเห็นนายยงยุทธถูกใบแดงนั่นปะไร ก็ประกาศเปรี้ยงแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ มาตราเดียว หนียุบพรรคในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ
แล้วเป็นไง จากมาตราเดียว เป็น ๒ มาตรา คือแก้ ๓๐๙ ช่วยเจ้านายทักษิณด้วย แถมปากเร็ว ด่าตัวเองไปก่อนด้วยซ้ำมั้งที่ว่า “ใครแก้มาตรา ๓๐๙ เชย..”
ทำไป-ทำมา ถูกชาวบ้านด่ามากๆ เข้า..เขิน..กลบไต๋ ตีขลุม จะแก้ทั้งฉบับ
ประชาชนจับไต๋ได้..ไม่ยอม ด่ากันขรมว่า เข้ามาเป็นรัฐบาล นึกว่าจะมาแก้ปัญหาปาก-ท้องให้ชาวบ้าน ที่ไหนได้ ที่แท้ใช้ชาวบ้านบังหน้า แล้วสุมหัวกัน “แก้รัฐธรรมนูญ” เอากันเอง
โดยเฉพาะ แก้มาตรา ๓๐๙ หวังเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณหนีรอดไปจากคดีทั้งหมด!
ผู้มีประชาธิปไตยแท้ในหัวใจ เตรียมลุกฮือ...
อ้าว..แผล็บ..ลอดหว่างขาไปอีกแล้ว ลอยหน้าประกาศใหม่ว่า..เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ รัฐบาลไม่เกี่ยว!?
ดูมันพูดเข้า พูดแบบนึกว่าประชาชนกินแกลบ ไม่มีความเข้าใจตามกลไกระบบที่ว่า ประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น ใครรวมเสียงข้างมากได้ก็เป็นฝ่ายตั้งรัฐบาล นั่นคือรัฐบาล กับ ส.ส.เสียงข้างมากในรัฐสภาคือ “ขี้กับไส้” ฉะนั้น การแยกรัฐสภาออกจากรัฐบาลในการพูดจาเพื่อปัดความรับผิดชอบนั้น มันเข้าลักษณะ
“เอาหัวรอด” แต่ “หางโผล่”!
แล้ววันนี้มั้ง (๒๑ พ.ค.๕๑) ที่เขาจะพยักเพยิดกันให้ ส.ส.พลังประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภาฯ คือนายชัย ชิดชอบ ทั้งที่อยู่ระหว่างปิดสมัยประชุม
และเป็นความสำคัญเร่งด่วนอะไรก็ไม่ทราบ ที่นายชัยต้องรีบบรรจุเข้าระเบียบวาระ ดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในสมัยวิสามัญเดือนหน้านี้ ต่อท้าย พ.ร.บ.งบประมาณไปทันทีเลย?
ไม่มีอะไรหรอก เป้าหมายทั้งหมดอยู่ที่ “ตัดทิ้ง” มาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวเท่านั้น อย่างอื่นเป็นน้ำจิ้ม
มันแบไพ่เล่นเห็นกันชัดๆ อยู่อย่างนี้ ทั้งรัฐบาล ทั้งสภาฯ ทิ้งประชาชน-ทิ้งประเทศ แล้ว “แก้รัฐธรรมนูญ-อุ้มทักษิณ!”
แล้วใคร..ที่ไหน เขาจะยอม..หือ?
เห็นเขาคุยว่ามี ส.ว.ร่วมลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ก็ช่วยกันจับตานะครับว่ามี ส.ว.หน้าไหน ชื่ออะไร จากจังหวัดไหน ที่เห็นดี-เห็นงามกับการแก้รัฐธรรมนูญ “อุ้มทักษิณ” ครั้งนี้
บันทึกที่นายสมัครเขาแก้ตัวเรื่อง เป็นนายกฯ แล้วไปรับจ้างจัดรายการ “ชิมไป-บ่นไป” กับ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” เป็นการ “มัดปาก” ไว้ซักเล็กน้อยปะไร จากรายการสนทนาประสาสมัคร วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พ.ค.๕๑ นะครับ
“ผมที่ทำมา ๓ เดือน ตอนเป็นนายกฯ ก็ยังทำ เพราะว่าได้ถามนักกฎหมายชั้นยอดเลยว่า ถามว่าตกลงเป็นอย่างไร ผมเป็นลูกจ้างบริษัทนี้ไหม เขาบอกว่าคุณทำทีหนึ่ง เขาก็ให้ค่าน้ำมันรถ ให้ค่าอะไรตอบแทน เป็นคราวๆ ไป ไม่ทำก็ไม่ได้ใช่ไหม บอกถูกต้อง เขาบอกอย่างนี้เรียกว่า รับจ้าง ไม่เข้า ถ้าเป็นลูกจ้างต้องลงทะเบียน มีบัญชี มีชื่อ ต้องเอาไปยื่นประกันสังคม นี่ไม่ต้อง เขาจ้างมาก็ทำ ไม่จ้างก็เลิก เขาเรียกว่ารับจ้าง อย่างนั้นก็ทำได้...”
อืมมม..”เขาจ้างมาก็ทำ ไม่จ้างก็เลิก” ประโยคนี้ทำให้เห็น “ตัวตน” นายสมัครชัดขึ้นมากทีเดียว ฉะนั้น ผมหมดสงสัยประเด็น “รับจ้าง” พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง รับจ้างมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังที่พูดว่า “ผมเป็นนอมินีทักษิณ”
“สมัครรับจ้างทักษิณ”
ไม่ใช่ “สมัครลูกจ้างทักษิณ”
และประโยคที่ว่า “เขาก็ให้ค่าน้ำมันรถ ให้ค่าอะไรตอบแทนเป็นคราวๆไป” นั้น ผมว่า “ลึกซึ้ง” มากนะครับ
“ค่าอะไรตอบแทน” นั้นมันครอบจักรวาล ให้ร้อย ให้ล้าน ให้บ้าน ให้เรือบิน ให้หมู ให้แมว กระทั่งให้เข็มหมุดตัวเอง ก็รวมอยู่ในคำว่า “ค่าอะไร” ที่นายสมัครไป “ทำอะไร” ให้เขาได้ทั้งสิ้น
เออ..แล้วระวังอย่าให้มีมูลค่าเกิน ๓,๐๐๐ บาทนะ ถ้าผมจำไม่ผิด มีกฎระเบียบปฏิบัติสำหรับคณะรัฐมนตรีอยู่มิใช่หรือว่า ห้ามรับสิ่งของมีค่าเกิน ๓,๐๐๐ บาทไว้เป็นส่วนตน?
อันที่จริง ผมก็ว่านายสมัครอยู่ในขั้น “ทนายชั้นยอด” แล้วนะครับ ยังมียอดกว่าท่านที่ต้องไปปรึกษาด้วยเรื่องแค่นี้อีกหรือ ระหว่างคำว่า “ลูกจ้าง-นายจ้าง-รับจ้าง” มันก็เหมือน
“ใบตอง-หัวปลี-หยวก” หยิบอย่างใด-อย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วบอกว่า..นี่ไม่ใช่ “ต้นกล้วย” แบบนี้มันก็แยกพูดได้
แต่ในความเป็นจริง ทั้งหมด-แยกออกจากความเป็น “ต้นกล้วย” ไม่ได้หรอก!
ครับ..ต่อให้นายสมัครเป็นนายกฯ หรือไม่เป็นนายกฯ ก็ไม่มีใครจะเป็นจะตายขึ้นมาหรอก ที่พูดมาทั้งหมดนี้ อยากจะบอกคำเดียวว่า
“ทีหน้า-ทีหลัง อย่าตะแบงแบบนี้ให้มันบ่อยนัก”
ราหูก็ไปไหว้มาแล้ว สะเดาะเคราะห์ ตัดกรรม ตัดวิบาก ก็ไปทำมาแล้ว ถ้าไม่ตะแบง “ราหูที่ทับราหู” แถมอังคารเล็ง ก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ผมน่ะ..ไม่กลัวอะไรหรอกตอนนี้ กลัวอยู่อย่างเดียว คือ..กลัวหมอดูเขาจะแม่นน่ะ!.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม 2551



