Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


จริยธรรมภิวัตน์

apichat@econ.tu.ac.th


ผมกลับจากการสอบสัมภาษณ์ นักศึกษาใหม่ด้วยความรู้สึก เศร้าใจและสิ้นหวัง ทั้งต่ออนาคตของการศึกษาและการเมือง ก่อนสอบ ทางคณะแจกเอกสาร “แนวทางการพิจารณาคุณสมบัติด้านความดีประกอบการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (admission) ในปีการศึกษา 2551” เพื่อใช้เป็นแนวทางการประเมินคุณธรรม-จริยธรรมของผู้เรียน เอกสารนี้เป็นผลงานของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

แนวทางดังกล่าวแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม และมีทั้งสิ้น 18 เกณฑ์ ขอยกตัวอย่าง ในที่นี้เพียง 2 เกณฑ์ คือ หนึ่ง ความมีวินัย-”ยอมรับกฎระเบียบข้อบังคับและ ข้อตกลงต่างๆ ในสังคม” สอง ความเป็นประชาธิปไตย-”ยอมรับในบทบาทหน้าที่ของตนเองและเคารพสิทธิหน้าที่และบทบาทของผู้อื่น” ปัญหาแรกของแนวทางนี้คือ มันนำไปสู่ปฏิบัติไม่ได้เลย การสอบสัมภาษณ์นั้น อาจารย์มีเวลาเพียง 10-15 นาทีในการสอบนักศึกษาต่อคน ประกอบกับเกณฑ์ที่ให้มาก็มีเป็นนามธรรมสูง คำถามคือผู้สอบจะวัดอย่างไรให้ยุติธรรมว่า น.ศ.แต่ละคนผ่านเกณฑ์นามธรรมมากๆ ทั้ง 18 เกณฑ์นั้น

ผลคือเหล่าอาจารย์พากันโยนเอกสารนี้ทิ้งโดยไม่ต้องนัดหมาย ปัญหาที่สองคือ สมมติว่าเรายอมรับในเชิงหลักการก่อนว่า “จริยธรรม” เป็นคุณสมบัติจำเป็นของการเป็นนักศึกษาแล้ว เรายังต้องเถียงกันก่อนว่า จริยธรรมแบบไหนที่สังคมต้องการ จากตัวอย่างสองเกณฑ์ข้างต้น สะท้อนว่าทรรศนะของ ทปอ.ต้องการนักศึกษาที่มีคุณธรรมแบบว่านอนสอนง่ายและเดินตามอำนาจครอบงำในสังคมแบบเชื่องๆ เกณฑ์ทั้งสองเลือกเน้นการยอมรับอำนาจ โดยไม่พูดถึงการตรวจสอบการใช้หรือการกำหนดอำนาจเลย เป็นต้น (จริงๆ ยังเถียงกันได้อีกมากทั้งในแง่ปรัชญาการศึกษาและอื่นๆ แต่แค่สองปัญหานี้ก็สะท้อนแล้วว่าผู้บริหารมหา”ลัยรัฐมีกึ๋นมากเพียงใดแล้ว)

เมื่อสอบสัมภาษณ์เสร็จ ก็เผอิญต้องถกเถียงกับเพื่อนร่วมอาชีพท่านหนึ่ง ซึ่งมองว่าปัญหาทั้งหมดของการเมืองไทยในปัจจุบันเกิดจากความไร้จริยธรรม (โดยเฉพาะการโกงกิน) ของนักการเมือง และหากปล่อยไว้ต่อไปก็จะเป็นการถ่ายทอดจริยธรรมวิบัติเหล่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไป เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะสนับสนุนให้มีรัฐประหารครั้งใหม่เกิดขึ้น (ตามการเรียกร้องโดยนัยและการกระพือสถานการณ์ไม่จงรักภักดีของสื่อกลุ่มผู้จัดการและพันธมิตรประชาชนฯ) เพื่อกำจัดนักการเมืองชั่วๆ ความล้มเหลวของรัฐประหาร 19 กันยาฯ ก็คือความ หน่อมแน้มของการใช้อำนาจหลังรัฐประหารที่ไม่เด็ดขาด ดังนั้น รัฐประหารครั้งใหม่จึงต้อง “เด็ดขาด” ผมไม่อยากรู้ต่อเลยว่า “ความเด็ดขาด” ของเพื่อนผู้นี้หมายถึงอะไร และเส้นทางสู่การรัฐประหารใหม่จะต้อง ย่ำเท้าผ่านอะไรอีกบ้าง

การเจอเรื่องทั้งสองต่อเนื่องกันในเช้า วันหนึ่ง ภายในรั้วมหาวิทยาลัยที่เคยมี ภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้นำทางปัญญาของ การศึกษาสังคมศาสตร์ และมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย จึงเกินพอที่จะสร้างความเศร้าใจให้ผม

สิ่งที่ผูกเรื่องทั้งสองเข้าด้วยกันก็คือวิธีคิดวิธีมองปัญหาของ ทปอ.และเพื่อนผม ทั้งสองมองปมปัญหาผ่านแว่นจริยธรรม-คุณธรรม ทรรศนะเช่นนี้ลดทอนทุกเรื่องลงเป็นแค่ปัญหาจริยธรรม ปฏิเสธการ วิเคราะห์สังคมการเมืองในมิติโครงสร้างและระบบโดยสิ้นเชิง ไม่สนใจโครงสร้างแรงจูงใจ ซึ่งกำหนดโดยกฎ-กติกาของสังคมที่กำกับพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ไม่สนใจความสัมพันธ์ทางอำนาจและความแตกต่างของผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่เท่าเทียมระหว่างกลุ่ม/ชนชั้น สุดท้าย วิธีคิดนี้ก็ไม่ต่างเลยกับทรรศนะไร้เดียงสาที่ว่า “หากทุกคนเป็นคนดีแล้ว สังคมก็จะดีเอง” (หากวิธีคิดนี้ใช้ได้แล้ว ผมเสนอว่าเราควรยกเลิกการเรียนการสอนวิชาสังคมศาสตร์แล้วเอาทรัพยากรที่ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมดไปจัดตั้งวัด พร้อมกับออกกฎหมายบังคับให้ทุกคนเข้ารับการอบรมจริยธรรมดีกว่า)

ผมเชื่อว่าปรากฏการณ์ “จริยธรรมภิวัตน์” ที่นักวิชาการมหาวิทยาลัยขานรับและนำมาใช้อย่างเชื่องๆ นี้ เป็นส่วนสำคัญของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำสองกลุ่มในรอบ 2-3 ปีนี้ ฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารใช้วาทกรรม “การเมืองใสสะอาด” เพื่อทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อสนับสนุนการรัฐประหารและอำนาจนอก/เหนือรัฐธรรมนูญ

กล่าวในเชิงอุดมการณ์ที่สืบเนื่องจากสมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว อุดมคติแห่งการปกครองของเราก็คือ “การเมืองอุดมคุณธรรม” (moral politics) โลกทัศน์ชุดนี้มองว่าระบอบการปกครองที่ดีก็คือการปกครองโดยผู้มีคุณธรรมสูงสุด (การที่กษัตริย์มีความชอบธรรมในการปกครองก็เพราะพระองค์ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุด ตามคติหน่อเนื้อพุทธางกูรกษัตริย์คือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ดังนั้น พระองค์จึงเป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุด) แว่นตาของการเมืองอุดมคุณธรรมแบบนี้จึงทำให้เราตั้งคำถามต่อคุณสมบัติด้านจริยธรรมของผู้นำทางการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากการเลือกตั้ง) เช่น เป็น “คนดี” หรือไม่ มากกว่าคำถามที่เป็นเรื่องทางโลก เช่น เนื้อหาทางนโยบาย ความสามารถในการบริหาร ภาวะความเป็นผู้นำ เป็นต้น โดยลืมไปว่าระบอบประชาธิปไตยเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นแค่กรอบกติกาที่อนุญาตให้สังคมสมัยใหม่อันสลับซับซ้อน ประกอบด้วยกลุ่มคน/ปัจเจกชนจำนวนมากที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน สามารถประนีประนอมอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องฆ่ากัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับจริยธรรมส่วนตัวของนักการเมือง ตราบใดที่พฤติกรรมของเขาไม่ไปขัดกับผลประโยชน์ของสาธารณะ และเมื่อขัดกันแล้วก็จะต้องถูกจัดการด้วยกลไกแห่งการรับผิด (accountability) ผ่านกระบวนการยุติธรรมและ/หรือกระบวนการทางเมือง ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับจริยธรรมส่วนตัวของนักการเมืองอยู่ดี

แต่วาทกรรมการเมืองใสสะอาด ก็คือการสวมทับ/ฉวยใช้อุดมคติการเมืองอุดมคุณธรรมข้างต้น เพื่อทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง องค์ประกอบหลักของวาทกรรมการเมืองใสสะอาดอย่างน้อยมีสองส่วน คือ การซื้อเสียงและการโกงกินของนักการเมือง ตรรกะของมันก็คือ การที่นักการเมือง (ผู้ไร้คุณธรรม) ใช้เงินมหาศาลในการซื้อเสียงจากชาวบ้าน ซึ่งโง่และมักได้ (ไร้คุณธรรม) โดยยอมแลกสิทธิเลือกตั้งกับเพียงแค่เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น เมื่อมีอำนาจแล้ว นักการเมืองจึงใช้อำนาจกระทำทุจริต โกงกิน (ไร้จริยธรรมอีกเช่นกัน) เพื่อถอนทุนและเอากำไร ในอดีตภัยจากคอมมิวนิสต์คือข้ออ้างของการรัฐประหาร การทุจริต โกงกินของนักการเมืองก็คือความชอบธรรมในการ ก่อรัฐประหารในปัจจุบัน (ซึ่งถูกใช้โดยทั้ง รสช.และ คมช.)

ผมไม่ได้เห็นว่าการซื้อเสียง การทุจริต โกงกิน หรือการหาประโยชน์อันมิควรได้ของนักการเมืองนั้นไม่เป็นปัญหา หรือไม่มีอยู่จริงในสังคมการเมืองไทย แต่ด้วย วาทกรรมแบบการเมืองใสสะอาดเช่นนี้เองที่มันไปบดบัง ลดทอน เบี่ยงเบนประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก

ตัวอย่างเช่น ปัญหาการซื้อเสียงนั้น มีงานวิจัย งานวิชาการจำนวนมาก ชี้ชัดว่ารากฐานของปัญหาการซื้อเสียงมีมากกว่าการที่นักการเมืองขาดคุณธรรม เป็นคนเลว และชาวบ้านขาดการศึกษา โง่ หรือมักได้เห็นแก่เงิน อย่างน้อยที่สุด รากฐานของปัญหานี้ย่อมเกี่ยวพันกับปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น รวมทั้งการที่โครงสร้างของระบบราชการมีลักษณะรวมศูนย์ และอำนาจกระจุกตัว ทำให้มันไม่ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่ง ส.ส.เป็นทางผ่านในการเข้าถึงอำนาจรัฐ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขา เป็นต้น ผมเชื่อแน่ว่า หากผู้สมัคร ส.ส.ซื้อเสียงอย่างเดียวในช่วงเลือกตั้ง โดยไม่ทำงานให้พื้นที่อย่างต่อเนื่องแล้ว โอกาสที่จะสอบตกจะมีสูงมาก

ดังนั้น การมองปัญหาการซื้อเสียงด้วยวิธีคิดแบบการเมืองใสสะอาดนี้ จะยิ่งลดทอนปัญหาใหญ่ๆ ทางโครงสร้างทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหารัฐรวมศูนย์ให้กลายเป็นเพียงปัญหานักการเมืองไร้จริยธรรมเท่านั้น และการมองปัญหาแบบนี้จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา โดยการสร้างกฎ กติกา ทางการเมือง เช่น กลไกการบังคับนักการเมืองให้รับผิดแบบต่างๆ ให้เข้มแข็ง เพราะวิธีคิดแบบการเมืองใสสะอาดก็คือการโยนความผิดทั้งหมดของปัญหาทางโครงสร้างไปให้ “แพะ” ที่ชื่อว่านักการเมืองไร้คุณธรรม

เมื่อมองปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาความบกพร่องทางจริยธรรมแล้ว ทางออกก็คือการเรียกหาอัศวินม้าขาวมาแก้ปัญหา โดยไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการของการเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องนายกฯพระราชทาน หรือการรัฐประหาร ขอเพียงแต่ว่าอัศวินคนใหม่จะต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมเท่านั้นก็พอ ระบบหรือกฎเกณฑ์จึงเป็นเรื่องไม่จำเป็น ตราบใดที่เราสามารถหาอัศวิน หรือเทวดามาเป็นผู้ปกครองได้ก็พอแล้ว และไม่เคยสงสัยเลยว่าจะมีหลักประกันอะไรที่จะบังคับไม่ให้อัศวินคนใหม่ไม่ฉ้อฉลอำนาจเสียเอง ตราบใดที่เรายังคงมองการเมืองด้วยวิธีคิดแบบการเมืองใสสะอาดแล้ว ตราบนั้นระบอบประชาธิปไตยไทยก็จะถูกแทรกแซงด้วยอำนาจนอกระบบได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม

หากตัวนักวิชาการมหาวิทยาลัยเองก็ถูกครอบงำด้วยวาทกรรมการเมืองใสสะอาดแล้ว ผมจะไม่สิ้นหวังกับระบบการศึกษาได้อย่างไร


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter