เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม ก็เหมือนตอนนี้ เห็นคนตายจากภัยธรรมชาติเป็นแสนๆ ก็คงทำให้หลายๆคนแสวงหา"ทางหนีภัย"ในยามคับขันกันเป็นพิเศษ และวันนี้เป็นวัน"วิสาขบูชา"เราลองไปหาทางหนีภัย
และศึกษาวิธีหนีภัยกันตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่พุทธมณฑล บางทีจะเจอมากกว่าไปหาตามห้าง
แต่แค่ไปเดินวนๆตามโบสถ์ ตามสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า"เวียนเทียน"หรือแค่ควักเงินใส่ตู้บริจาค อย่างนั้นช่วยไม่ได้อะไร หรอกครับ
ศาสนาพุทธ บุญไม่ได้มีได้จากการซื้อ-ขาย บารมีก็ไม่เกิดได้จากพิธีกรรม พุทธะ-เป็นเรื่องของปัญญา ฉะนั้นพุทธศาสนาจะเป็น"แก่น"ของมนุษย์"ผู้มีปัญญา"เท่านั้น
อย่าไปทึกทักเอาจากพฤติกรรมทรามพวกมืดบอดด้วยอวิชชา ที่เข้ามาเกาะพุทธศาสนากิน แล้วสรุปว่า"ศาสนาเสื่อม"เลย
ดูซิ..เมื่อร่วม ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ราว ๕๐๐-๗๐๐ ปี มีคนมองเห็น"ทำเลบุญ"แปลกปลอมเข้ามาอาศัยพระพุทธศาสนาหากินมากมาย
สุดท้าย พวกต่างชาติ-ต่างศาสนาจากอาฟกานิสถานก็บุกเข้ามาเผาวัด ฆ่าพระที่อินเดียจนเหี้ยน
แล้วพุทธศาสนาเสื่อม หรือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้มั๊ย?
คนมืดบอด มากด้วยวิชชา"เสี่อม-สูญพันธุ์"ไปจากพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนาไม่เสื่อม-ไม่สูญพันธุ์ ตรงกันข้าม พืชพันธ์แห่งปัญญาพุทธ จากอินเดียกลับขยายพันธุ์รุ่งเรืองไพศาลไปทั่วโลก
โดยเฉพาะที่ประเทศไทยปัจจุบันนี้ พุทธศาสนาลงหลักปักฐานเป็น"ศูนย์ กลางพระพุทธศาสนาของโลก"!
ศาสนาไม่มีวันเสื่อม ศาสนาสูงตลอด เพราะเหตุนี้พวกคนทราม คนต่ำช้า จึงพยายามตะกายขึ้นมาที่สูง เพราะคิดอาศัยความสูงพระพุทธศาสนาเป็นที่หากิน!
พวกนี้เป็นเหมือนด้วง-เหมือนแมลงตามฤดูกาล เกาะอาศัยตามวิสัย"สัตว์ร่วมพิภพ"ชั่วมื้อ-ชั่วคราว แล้วก็ไป หรือตายไปด้วยอายุขัยที่จำกัดมาสั้นๆ
แต่ไม่มีวันกัดกินเข้าไปถึง"แก่นใน"ได้เด็ดขาด ผู้เข้าถึงพุทธะด้วยตาปัญญา จะไม่หวั่นไหวเพราะเข้าใจตรงนี้
เหมือน"สักทอง"อายุพันๆปี มีแต่คนแสวงหา จมอยู่ในหุบ ในเหว ในดิน ในน้ำ ขุดขึ้นมาเมื่อไหร่ ล้างโคลนตมออกไป ก็จะเห็นเนื้อใน"สักทอง"ที่คงความเป็น"ทอง"ไม่บุบสบายวันยังค่ำ
จากเปลือกแท้ถึงแก่นใน ปลวก ด้วง แมลง กัดเข้าไปไม่ได้หรอกครับ! พุทธศาสนาไม่เพียงเป็น"เนื้อนาบุญ"ของคนบุญเท่านั้น
พุทธศาสนายังเป็น"เนื้อนาบุญ" เกื้อกูลคนให้บาปได้เกาะอาศัยเลี้ยงชีพในลักษณะนี้ด้วยอย่างไรเล่า!
เพราะต้องเข้าใจ"ทุกอย่าง"ล้วนเป็นสิ่งประกอบให้เกิดเป็นโลก ให้เกิดเป็นสังคมชาติ ให้เกิดเป็นสังคมมนุษย์
คนดี-ก็คือคน คนไม่ดี-ก็คือคน คนมีปัญญา-ก็คน คนมืดบอด-ก็คือคน โจร-ก็คือคน พระ-ก็คือคน
ฉะนั้น เราจะปฏิเสธการอยู่ร่วม บนความเป็นคนเพียง"คิดต่าง-ทำต่าง"ได้อย่างไร"?
ก็เกื้อกันไป อาศัยกันไป แต่ละคนเกิดมา"เพราะกรรมต่าง"จึงทำให้คิดเห็น-เป็นไปต่างๆกัน และความต่างนั้น เป็นเหตุ-เป็นปัจจัย ที่ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ผู้มีปัญญาจะเห็นคุณค่าตรงนี้
นั่นคือ เราเกลียดทุกข์ แต่มิใช่เพราะบุญคุณของทุกข์ดอกหรือทำให้เรารู้จักแสวงหาสุขในเบื้องต้น และแสวงหาวิธีไปสู่"ความไม่ทุกข์"เป็นนิรันดร์!?
อย่างที่พูดกันนั่นแหละ เพราะมารมา บารมีจึงเกิด ถ้าไม่มีมาร แล้วเราจะไปบำเพ็ญตบะสร้างบารมีมาจากที่ไหน?
หรือไม่ใช่เพราะอานิสงส์จากโจรผู้ร้ายดอกหรือ จึงทำให้คนอีก ๒-๓ แสนดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาชีพตำรวจ? ฉะนั้น เรามอง"สิ่งที่ไม่ชอบ"ด้วยจิตปฏิเสธ จิตรังเกียจ จิตต้องการกำจัดอย่างเดียวไม่ได้
และจะมอง"สิ่งที่ชอบ"ด้วยจิตอยากให้ทั้งโลก ให้ทั้งประเทศเป็น อย่างนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้!
จงมองโลก-มองสังคมให้เหมือน"ปลาร้าหลน"แล้วเราจะมีความสุขครับ เพราะปลาร้านั้น ทั้งเหม็น-ทั้งหอม อยู่ด้วยกัน"ลงตัวเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ เหมือนอย่างฝรั่งก็มีชีส
ทั้งปลาร้า ทั้งชีส"หอมในเหม็น-เหม็นในหอม"โลกนี้ มนุษย์นี้ ก็เป็นเยี่ยงนี้ มองให้เห็น ตรองให้เข้าใจ แล้วเราจะหาความสุขได้จากทุกข์
เพราะเราไม่ทุกข์ ในขณะมีทุกข์!?
อ้าว..เรากำลังพูดถึง"หนทางหนีภัย"กันอยู่มิใช่หรือ ผมกำลังจะบอกว่า "ทางหนีภัย"และ"วิธีหนีภัย"ที่จะทำให้ชีวิตรอด-ปลอดภัย ทั้งใน โลกนี้ โลกหน้า ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตนั้น
มีอยู่ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่เป็นคำสอนของพระบรมศาสดาเจ้าอย่างไรเล่าครับ
วันวิสาขะนี้ นอกจากเวียนเทียนแล้ว สิ่งควรทำอย่างยิ่ง คือต้องฟังผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบท่านบรรยายธรรม ฟังแล้วก็คิดตาม สงสัย ข้องใจตรงไหน ก็สอบถามให้เข้าใจ
เมื่อเข้าใจ มั่นใจว่าที่ฟังมา ที่ถามมานั้น ตรงกับจริตของตนเองแล้วก็จด ก็บันทึกไว้ อาจสงสัยว่า เข้าใจแล้วต้องจดไว้ทำไม?
การจดบันทึกนี้คือการ"ทบทวนตัวเอง"ว่า สิ่งที่ฟังมา สิ่งที่คิดตาม และสิ่งที่ซักถามมาเป็นความเข้าใจนั้น สามารถนำมาเย็บตะเข็บ ร้องเรียงให้ต่อเนื่อง"ใช้งานได้"หรือไม่?
เพื่อการนำไปใช้ คือปฏิบัติ"บนฐานที่ทดสอบแล้ว"ไม่ใช่ไปติดขัดขณะนำไปใช้ อย่างนั้นจะเสียหายมาก
ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งว่า รู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ถ้าไม่นำที่รู้ ที่เข้าใจไปทำ!
ตอนนี้ก็รู้แล้วนะครับ ทางหนีภัยไม่ว่าแผ่นดินไหว พายุมา ฟ้าถล่ม เราอาศัย"เส้นทางธรรม"อยู่เอาชีวิตรอดได้
วิธีอยู่ให้รอดคือ"ต้องไม่ประมาท"ฟังดูก็ขำกลิ้ง เพราะคำว่า"ประมาท-ไม่ประมาท"พูดกันมา ได้ยินกันมาแต่อ้อนแต่ออก จนกลายเป็นคำติดไปากไปแล้ว ไม่เห็นขลังเลย
อันนี้"ขลัง"และสำคัญสุดยอดมากนะครับ ขณะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ ในคำสั่งของพระพุทธเจ้าก็คือ"อย่าประมาท"
คนเรา ถ้าประมาทแล้วจะไม่ขวนขวาย"คนประมาทคือคนตายแล้ว"นักเรียนประมาท ก็สอบตก ผู้ปฏิบัตธรรมประมาท ก็ไม่พ้นนรก คนจน ก็จะจนตลอดไป คนรวย ก็จะกลายเป็นคนจน
ถ้าจะไม่ให้ประมาทต้องทำอย่างไร?
ต้องมี"สติ-สัมปชัญญะ"ก่อนเป็นอันดับแรก"ลุงผ่อง พันธุโรทัย"ท่านเห็นผมให้ความหมายเรื่องสติป้ำๆเป๋อๆอยู่บ่อยๆจึงเขียนมาบอกว่า
"สติ"แปลว่าระลึกได้ ทำหน้าที่เหมือนเลี้ยงดูแลเด็ก
"สัมปชัญญะ"แปลว่า ความรู้ตัวทั่วพร้อม
ก็เข้าใจกันกันตามนี้นะครับ สัมปชัญญะ ก็รู้ในทุกสิ่งที่สติระลึกได้ในขณะนั้นๆ ขาดสติเมื่อไหร่ก็ขาดสัมปชัญญะเมื่อนั้น และนั่นคือ ท่านบอกว่า
ขาดสติ ๑ นาที ก็ตกนรก ๑ นาที
มีสติ ๑ นาที ก็เท่ากับอยู่บนสวรรค์ ๑ นาที!
คนมีสติ จะไม่มีวันประมาทเด็ดขาด เมื่อมีสติ ปัญญาจะแจ่มใส มองเห็น ทางแก้ ทางออก ทางไป ทางรอด ทางไม่รอด ก็จะเตรียมการล่วงหน้า พาชีวิตรอดได้เสมอ
ผิดกับคนที่ไม่มีสติ รอจนกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ทุรนทุรายไปตามสัญชาติญานเท่านั้น เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นที่ตกน้ำ จะตะเกียกตะกาย ไขว่คว้า
แล้วก็ บุ๋ม..บุ๋ม..จมหายไป!?
ธรรมะสำหรับชีวิต อันที่จริงก็ไม่ต้องไปหาจากที่ไหน มีอยู่ในตัวเราครบถ้วนแล้ว ชีวิตขาดธรรมะ เหมือนตักน้ำคลองใส่ตุ่ม จะขุ่นข้นด้วยโคลนตม แต่ถ้ามีสติ เหมือนมีสารส้ม แกว่งลงไปที่น้ำในตุ่มนั้น ไม่นานดินโคลนจะตกตะกอน กลายเป็นน้ำใส มองอะไรๆในตุ่มเห็นหมด และใช้ดื่มกินได้ กระทั่ง..สติมา สตางค์ก็มี ฉะนี้แล
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 พฤษภาคม 2551


