กรณีศึกษา “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” : เกาะบาหลี อินโดนีเซีย (ต่อ)
คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วยกตัวอย่างวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมบนเกาะบาหลีว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เกาะเล็กๆ แห่งนี้สามารถรักษาความสวยงามของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้มาเยือนนอกเหนือจากความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำ
ระบบบริหารจัดการน้ำร่วมกันตามประเพณีดั้งเดิมของบาหลีที่เรียกว่า ซูบัค นั้น ได้รับการพิสูจน์และยืนยันโดยนักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาระดับโลกหลายคน ว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าเทคโนโลยีชลประทานที่รัฐบาล “นำเข้า” มาจากต่างประเทศ และนอกจากนั้น มิติทางศาสนาใน ซูบัค ยังเป็นส่วนสำคัญในความภาคภูมิใจของชาวบาหลีในวัฒนธรรมของตนเอง และยังมีระดับ “ความยุติธรรม” สูงอย่างน่าทึ่ง เช่น เจ้าของที่นาที่อยู่ต่ำที่สุดในบริเวณลุ่มน้ำของ ซูบัค จะได้รับเกียรติให้มีสิทธิออกเสียงสูงที่สุด เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของสมาชิก ซูบัค เพราะน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
หลักฐานที่ยืนยันความสำเร็จของระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมในบาหลีได้ดีที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่เคยมีใครตรวจพบปัญหาหน้าดินพังทลาย คุณภาพดินเสื่อม ดินเค็ม น้ำเป็นพิษ ชั้นน้ำผุพัง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่เกษตรกรบนเกาะชวาประสบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในขณะที่อินโดนีเซียมีโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่แล้วไม่ต่ำกว่าสิบแห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้กว่าครึ่งอยู่บนเกาะชวา บาหลียังไม่มีแม้แต่หนึ่งโรง ใช้เพียงกรรมวิธีง่ายๆ เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย ก็เพียงพอต่อความจำเป็นของคนทั้งเกาะแล้ว
ไม่เพียงแต่ในระดับชาวบ้านเท่านั้น แต่การพัฒนาในบาหลีโดยรวมก็เจริญรอยตามแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นฝ่ายผลักดัน และได้รับความร่วมมือจากนักธุรกิจ นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และชาวบ้าน อาจกล่าวได้ว่า “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ของบาหลีมีจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1991 เมื่อรัฐบาลบาหลีต้อนรับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Canadian International Development Agency (CIDA) ของแคนาดา มาวางแผน “โครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบาหลี” (Bali Sustainable Development Project หรือย่อว่า BSDP) ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น ทีมผู้เชี่ยวชาญมองเห็นศักยภาพของการท่องเที่ยวบนเกาะบาหลีว่าจะเป็นหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปอีกนาน แต่ก็มองเห็นด้วยว่านี่เป็นธุรกิจที่จำเป็นจะต้องมีการวางแผนและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด CIDA เสนอตั้งแต่ต้นว่าการท่องเที่ยวในบาหลีจะยั่งยืนได้จริงก็ต่อเมื่อมันได้รับการพัฒนาในทางที่สอดคล้องกับ “ศักยภาพด้านทรัพยากร” ของเกาะเท่านั้น
ทีมของวอลล์เริ่มงานด้วยการจัดทำแผนที่เพื่อการท่องเที่ยวบนเกาะบาหลีอย่างละเอียด ตามเกณฑ์สี่ข้อหลักได้แก่ ประเภทของแหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่ที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ (ธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือพักผ่อน) ที่อยู่ (ติดชายทะเล หรือไม่ติดทะเล) ลักษณะทางกายภาพ (ใช้ทรัพยากรแบบ “หัวใจชุมชน”, “เส้นตรง” หรือ “ครอบคลุม”) และระดับการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวแบบ “หัวใจชุมชน” หมายถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใจกลางชุมชนหรือเป็นที่พักผ่อนของคนในชุมชนด้วย เช่น น้ำตก วัด (รวมทั้ง “วัดน้ำ” (water temple) ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในการจัดสรรน้ำใน ซูบัค) และจุดชมวิว วอลล์เสนอรัฐบาลบาหลีว่า เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความเปราะบางสูงและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมมาก จึงสมควรได้รับการพัฒนาอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น “เส้นตรง” เช่น เส้นทางเดินป่าและชายหาดนั้น สามารถรองรับการพัฒนาได้อย่างเข้มข้นกว่า “หัวใจชุมชน” แต่ก็อาจเสื่อมโทรมในระยะยาวได้จาก “การพัฒนาแบบเป็นเส้นตรงสุดขั้ว” เช่น การสร้างโรงแรมและรีสอร์ทติดกันเป็นแพตลอดความยาวของชายหาดโดยไม่เว้นช่องว่าง สำหรับแหล่งท่องเที่ยวประเภทสุดท้ายคือ “ครอบคลุม” เช่น พื้นที่ทำนาขั้นบันได อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน ฯลฯ มีความเปราะบางสูงที่สุด และดังนั้นจึงต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด
เกณฑ์สุดท้ายในแผนที่เพื่อการท่องเที่ยวคือระดับการพัฒนา ซึ่งมีตั้งแต่ “พัฒนาไปมากแล้ว”, “พัฒนาแล้ว” และ “กำลังพัฒนา” พื้นที่ประเภทแรกควรถูกจำกัดหรือยับยั้งการพัฒนาได้แล้ว รัฐควรส่งเสริมการบำรุงรักษาหรือฟื้นฟูพื้นที่ประเภทนี้ ในพื้นที่ประเภทที่สอง รัฐควรระวังไม่ให้เกิด “การพัฒนาแบบเป็นเส้นตรงสุดขั้ว” และเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนพื้นที่ประเภทสุดท้ายบนเกาะ คือพื้นที่ที่ “กำลังพัฒนา” นั้น ทีมผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า รัฐควรอนุญาตให้สร้าง “เฉพาะโครงการที่สอดคล้องกับลักษณะและศักยภาพของทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ”
รัฐบาลบาหลีรับมอบแผนที่เพื่อการท่องเที่ยวจาก BSDP ตกลงจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่มีหน้าที่ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนา (environmental impact assessment) โดยเฉพาะตามคำแนะนำของ BSDP และตกลงที่จะส่งเสริม “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ต่อไป ภายใต้เป้าหมาย “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยรวมของเกาะ ซึ่งในนิยามของบาหลีหมายถึง “การสงวนความต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติ”, “การสงวนความต่อเนื่องของวัฒนธรรมและความสมดุลภายในวัฒนธรรม” และ “กระบวนการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบาหลี”
ในระดับชุมชนบนเกาะบาหลี มีตัวอย่างความสำเร็จมากมายของแนวคิด “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่รัฐบาลบาหลีนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง การส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” อย่างได้ผลนั้นนอกจากจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงของชาวบ้าน ช่วยให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่วิถีชีวิตเริ่มไม่มั่นคง เพราะประสบปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าหรือจับปลามากเกินขนาด เปลี่ยนอาชีพมาทำงานด้านการท่องเที่ยวได้ ยกตัวอย่างเช่น เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งไม่ไกลจากบาหลีชื่อ ฮัลมาฮีรา เป็นที่อยู่อาศัยของนกสวยงามหายากชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไปเกลี้ยกล่อมชาวนาเจ้าของที่ให้ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทป่าไม้จากญี่ปุ่นที่ต้องการซื้อที่ดินไปโค่นป่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโน้มน้าวจนชาวนาผู้นั้นเชื่อว่า จะมีรายได้ในระยะยาวจากนักท่องเที่ยวมากกว่าเงินที่จะได้รับจากการขายที่ให้กับบริษัทญี่ปุ่น ปัจจุบัน ชาวฮัลมาฮีราทั้งชุมชนมีกำไรจากการให้นักท่องเที่ยวเช่าที่พักและจ่ายค่าโดยสารระหว่างเกาะ
นอกจากการท่องเที่ยวบนบาหลีจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ด้วยความร่วมแรงรวมใจกันระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชาวบ้านแล้ว นักพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอก็มีบทบาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เรื่องราวของ เมด ซูอาร์นาธา (Made Sarnatha) เอ็นจีโอชาวบาหลีที่รู้จักกันในนาม “ซูอาร์” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความทุ่มเทและความสำเร็จของเอ็นจีโอบนบาหลี
ในปี 1989 ซูอาร์เข้ารับการอบรมด้านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจาก BSDP จนเขาได้รับประกาศนียบัตรให้ประกอบอาชีพด้านนี้ได้
ไม่นานหลังจากนั้น ซูอาร์ไปเป็นหนึ่งในแปดผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิวิษณุ (Wisnu Foundation) หนึ่งในเอ็นจีโอองค์กรแรกๆ ที่มุ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซูอาร์เป็นห่วงว่าการท่องเที่ยวในบาหลีอาจสูญเสียความยั่งยืนในไม่ช้า เนื่องจากโรงแรมและรีสอร์ทในบาหลีมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรงแรมระดับห้าดาวที่ต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรอื่นๆ เยอะมาก เช่น ต้องมีการผันน้ำจากพื้นที่เกษตรมารองรับความต้องการของโรงแรม และมลพิษก็เริ่มปรากฎร่องรอยให้เห็น
ความกังวลของซูอาร์เป็นแรงผลักดันให้เขาริเริ่มโครงการจัดอันดับ “ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม” ของโรงแรมบนบาหลีขึ้นในปี 1998 ชื่อโครงการ “PROPER-Hotel” โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐ และโรงแรมต่างๆ ระบบจัดอันดับของ PROPER-Hotel จะให้คะแนนแต่ละโรงแรมตั้งแต่ 0 ถึง 100 ในมิติต่างๆ เช่น การผลิตและจัดการของเสีย ประสิทธิภาพในการใช้น้ำ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ฯลฯ แล้วสรุปผลออกมาเป็นรูป “ดาว” มอบให้กับแต่ละโรงแรม ดาวมีห้าสี ตั้งแต่สีทอง (ดีเยี่ยม) ไปจนถึงสีดำ (แย่) ปัจจุบันระบบนี้เริ่มใช้กับโรงแรมบนบาหลีแล้ว ซูอาร์หวังว่าในอนาคต ระบบนี้จะได้รับการเผยแพร่ไปทั่วอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
การจัดอันดับโรงแรมในมิติสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงโครงการล่าสุดของซูอาร์และมูลนิธิวิษณุ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิประสบความสำเร็จในการออกแบบและดำเนินโครงการลดปริมาณของเสียในโรงแรมและโรงงานทอผ้า และปัจจุบันก็ดำเนินโครงการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น โครงการติดตามวัดคุณภาพน้ำทะเลในบริเวณรีสอร์ทชายฝั่ง
ยิ่งบาหลีเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเพียงใด การดูแลให้ธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะยังดำเนินไปภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ก็ยิ่งเป็นความท้าทายที่ยากต่อการควบคุม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2008 กิเด อาร์ดิกา (Gede Ardika) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและท่องเที่ยวของอินโดนีเซีย หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ประกาศในเวิร์กชอปที่จัดโดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลบาหลีว่า เขาคิดว่าการท่องเที่ยวในบาหลีได้เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เพราะบาหลีขาดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย และการพัฒนาธุรกิจนี้ก็ทำอย่างมักง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ อาร์ดิกาย้ำว่า แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่งในโลกมี “วงจรชีวิต” (life cycle) ของตัวเอง ถ้าปราศจากความคิดสร้างสรรค์เพื่อปรับปรุงหรือยกระดับ วงจรชีวิตของแหล่งท่องเที่ยวนั้นก็จะพบจุดจบไม่วันใดก็วันหนึ่ง
อาร์ดิกาขยายความว่า การท่องเที่ยวบนบาหลีกำลังประสบปัญหา “พัฒนาเกินขนาด” (over-development) ซึ่งเห็นชัดในภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างบูม แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมถูกลดทอนความสำคัญ (marginalized) และการก่อสร้างร้านค้าและร้านอาหารติดกันเป็นแนวยาว (strip mall) ที่ระบาดไปทั่วเกาะและเริ่มทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม อาร์ดิกาบอกว่า เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวแทบจะชื่นชมกับความสวยงามของเกาะบาหลีไม่ได้แล้ว เพราะวิวถูกบดบังด้วยป้ายโฆษณาจำนวนมากที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดสองข้างทางถนน เขาบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลบาหลี ผู้ประกอบการ และชาวบ้านจะต้องร่วมกันทบทวนวิถีการพัฒนา เพื่อหาทางปรับทิศทางของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่เริ่มจะออกนอกลู่นอกทาง ให้หันกลับมาสู่แนวทางสอดคล้องกับ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่รัฐบาลบาหลีประกาศไม่ถึงสองทศวรรษที่แล้ว
ถึงแม้ว่าจะกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จที่ผ่านมาของการท่องเที่ยวบนบาหลีไม่ใช่โชคช่วยหรือความบังเอิญ หากเป็นความสำเร็จจากความพยายามของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท้องถิ่น นักสิ่งแวดล้อม นักพัฒนา นักมานุษยวิทยา ผู้ประกอบการ เอ็นจีโอ ชาวบ้าน รวมทั้งนักท่องเที่ยวหลายคนที่ประทับใจในความงดงามของบาหลี ในการร่วมใจกันทำงานภายใต้แนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ธุรกิจ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ของบาหลีเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่น่าสนใจและควรค่าแก่การศึกษา เพราะปฏิบัติได้ในระดับกว้าง คือครอบคลุมพื้นที่ทั้งเกาะ แตกต่างจากกรณีความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคย ที่มักจะทำได้ในระดับผู้ประกอบการรายเดียว หรือชุมชนเดียวเป็นหลัก (โมเดลธุรกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ “ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท” ในประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง) บาหลีพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นอกจากประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถนำแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เกิดเป็นผลสำเร็จแล้ว วิถีการพัฒนาแบบนี้ยังเป็นวิถีที่ทำประโยชน์สูงสุดให้กับชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ เพราะช่วยในการกระจายรายได้ไม่ให้รั่วไหลไปสู่มือธุรกิจข้ามชาติทั้งหมด และมอบอำนาจให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า ภูมิลำเนาของตัวเองที่จะมอบเป็นมรดกให้กับลูกหลานในอนาคตนั้น ควรจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2551



