‘เปลี่ยนแปลง’ เป็นเรื่องธรรมชาติ
“นายชัย ชิดชอบ” นี่ฤทธิ์แรงไม่ใช่เล่นนะครับ พอได้เป็นประธานสภาผู้แทนฯ แผ่นดินก็ไหวต้อนรับ จากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน สะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ เลยเชียว
การที่ไม่กลิ้งตกเก้าอี้ ก็แสดงว่าท่านประธาน “แข็ง” และ “แรงดี” ผมค่อยโล่งใจหน่อย
“สุขภาพจิต” เป็นเรื่องสำคัญนะครับ อย่าละเลยกัน เพราะบนความเป็นไปของบ้านเมือง รวมทั้งของโลกทุกวันนี้ ล้วนมีแต่เหตุการณ์ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจทั้งนั้น
ดูซี..พายุนาร์กีสที่พม่า วานนี้ทอร์นาโดก็ถล่มสหรัฐ แถวๆ โอคลาโฮมา แถวจอร์เจีย แผ่นดินก็ไหวที่จีน ตายกันอีกเป็นพัน แถมบ้านเราฝนฟ้ากำลังตกทั้งวัน-ทั้งคืน!
ดินน่ะ..ชอบอุ้มน้ำ แต่สุดท้าย น้ำจะละลายทุกอย่างในดิน คำว่า “โลก” แปลว่าแผ่นดิน แต่จริงๆ แล้ว แผ่นดินนั้นคือ “แผ่นน้ำ” ทั้งนั้น!
ช่วงนี้เป็นช่วง “ลานีญา” ไม่เพียง อุทกภัย-วาตภัย ถล่มโลกนะครับ ทางด้านการเมือง เอาเฉพาะของเรา บรรยากาศมันก็ส่อแนวว่าจะเกิด “อุบัติภัยทางการเมือง” ได้ไม่รู้วันไหน-ชั่วโมงไหน?
ภัยธรรมชาติ เราก็โทษปลายเหตุว่า “เป็นเพราะธรรมชาติ” แต่ถ้าสาวไปถึงต้นเหตุ “ภาวะโลกร้อน” เหตุไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มันมาจากมนุษย์โลภไปทำลาย “ความสมดุล” ทางธรรมชาติ
ผลที่เกิดจึงเป็น “เอลนีโญ” คือภาวะร้อนเผาโลก และ “ลานีญา” ภาวะน้ำท่วมโลก
สรุปแล้ว “ต้นเหตุ” ของการทำลายล้างโลกมาจากมนุษย์ ฉะนั้น เหตุที่เป็นทุกวันนี้ต้อง “โทษ” มนุษย์ ไม่ใช่ไปโทษธรรมชาติ
นี่คือคำตอบตรรกะของคำถามที่ว่า “อะไรคืออุบัติภัยการเมือง?”
อุบัติภัยการเมืองที่จะเกิด มันไม่ได้มาจากการเมืองหรอก แต่มันมาจาก “มนุษย์โลภ-มนุษย์คด” ทำให้การเมืองเกิดภาวะ “ทำลาย-ที่ต้องล้าง” เป็นการล้างเพื่อปรับสมดุลสังคมชาติใหม่ อะไรประมาณนั้น
“สมดุลสังคมชาติ” ที่ปรับใหม่ จะมีรูปธรรมเป็นแบบไหน?
ถ้าถาม ก็เหมือนถามว่า “แล้ววันพรุ่งนี้จะมีไหม?”
ตอบจากความเคยชินได้ว่า “มี” แต่ลองให้อยู่ถึงพรุ่งนี้ซีครับ มันไม่มีอีกแล้ว มีแต่ “วันนี้” ที่ต้องรอ “วันพรุ่งนี้” ต่อไป..ต่อไปเรื่อยๆ จนตาย
“ถ้าไม่เข้าใจ” ก็ไม่เจอ “วันพรุ่งนี้!?
แต่ “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.ท่านถอดรหัส “ภาวะการเมืองร้อน” ออกมาให้ทราบกันแล้ววานนี้มิใช่หรือว่า
“รับประกัน..ไม่มีปฏิวัติ”
ผมก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่ต้องเข้าใจกันด้วยนะว่า คำว่า “เปลี่ยนแปลง” ไม่ได้มาจากคำว่า “ปฏิวัติ” และคำว่า “ปฏิวัติ” ก็ไม่ได้มีความหมายถึงเจตนารมณ์เปลี่ยนแปลง!?
“ปฏิวัติ” ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ “การเปลี่ยนแปลง” เป็นกระบวนการขับถ่ายปัญหาเพื่อ “ตั้งธาตุ” สู่สุขภาพใหม่ในโครงร่างกายเดิม
ยุคนี้เขาไม่ใช้คำว่า Revolution กันแล้วนะครับ เชย..ดูอย่างโอบามาซี ศตวรรษนี้เขาใช้ Change!
พูดกันง่ายๆ ขณะนี้ธรรมชาติก็กำลังปฏิวัติ-เปลี่ยนโลก เห็นมั้ยล่ะ..พายุถล่มที ภูเขาไฟระเบิดที แผ่นดินไหวที ไฟป่ามาที
ดูภาพถ่ายทางอากาศก็จะเห็น “แผ่นดินเปลี่ยนรูป” ไปจากเดิม ณ วันนี้ “แผนที่โลก” เปลี่ยนไปแล้ว!
ขณะนี้บ้านเมืองเรามีปัญหาอะไร ลองสำรวจดูให้ชัดเจนก่อนดีกว่า ไม่ใช่ไม่ได้อะไรอย่างใจก็ปึงปังไปตามสัญชาตญาณว่า ปฏิวัติ..ปฏิวัติ..โดยตัวเองก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่า
ถ้าปฏิวัติแล้ว จะเอาบ้านเมืองไปไหน อะไรคือ “พิมพ์เขียว” ของสังคมบ้านเมืองใหม่ และจะทำอย่างไรให้สังคมบ้านเมือง “ถูกใจ” กับทุกคนได้ตลอด?
เพื่อจำลองภาพให้เห็นชัด ย่อส่วนประเทศไทยลงมาเป็นบริษัท ถ้าจ้างบริษัทตรวจสอบมาเอกซเรย์ทุกซอก-ทุกมุม ผมว่าสุดท้ายก็ต้องมีผลตรวจสอบออกมาว่า
บริษัทไทยนี้พื้นฐาน “แข็งแกร่ง” เป็นเยี่ยม และมีทำเลที่ตั้งเป็นยอด!
เสียอย่างเดียว ผู้บริหารบางยุค-บางสมัย “คุณภาพต่ำกว่าคุณภาพประเทศ” แถมมีภาพลบในด้านความซื่อสัตย์-สุจริต ส่วนคนงานทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่บังเอิญบริษัทโชคร้าย
ได้ทีมผู้บริหารห่วย คนงานภายใต้การบริหารห่วย ก็เลยท้วยๆ ไปคนละทิศละทางอย่างที่เห็น!
ธรรมชาติถึงรอบเปลี่ยนโลก การเมืองไทยเราก็ถึงรอบ “เปลี่ยนสังคม” ในร่างเดิมของมันอยู่เช่นกัน ในหลักการวัฏฏะนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนอยู่ทุกวินาที เพียงแต่เราไม่สังเกตเท่านั้น
ฉะนั้น อย่าไปเครียด อย่าไปเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องน่ากลัว ประเด็นสำคัญที่ต้องดูคือ การเปลี่ยนนั้น เปลี่ยนจากดี ไปสู่ไม่ดี หรือเปลี่ยนจากไม่ดี ไปสู่ดี
ดี-ไม่ดี ก็วัดได้จาก “ความพอใจ” ของคนส่วนใหญ่ร่วมสังคมชาตินั่นแหละครับ อย่าลืม..ที่พูดกันว่า “ประเทศชาติไม่ใช่ของเราคนเดียว” นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ในเมื่อเป็นของคนไทยทุกคน
ฉะนั้น จะทำอะไร ใครจะเปลี่ยนอะไร ควรต้อง “วิเคราะห์ใจ” คนไทยส่วนใหญ่ก่อน!
อย่างวานนี้สังคมไทยก็เปลี่ยน สังเกตหรือเปล่าล่ะครับ บางทีตัวท่านเองก็เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยซ้ำ
การไปเข้าคิวซื้อ “ข้าวสารธงฟ้า-ปันส่วน” นั่นล่ะสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป!?
ผมก็อยู่มาจนอายุใกล้ๆ ท่านประธานชัย ชิดชอบ ก็เพิ่งเห็นเป็นบุญอายุวานนี้-ยุคนี้แหละครับที่ “คนไทยต้องเข้าคิวซื้อข้าวสารปันส่วน”
งง และสับสนไปหมด คิดว่าถ้าภาพนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ชาวโลกก็คงงงเหมือนกัน เพราะใครๆ ก็เข้าใจว่าประเทศไทยเป็นครัวโลก ผลิตอาหารเลี้ยงโลก เป็นประเทศมีข้าวเหลือเฟือ “ส่งออก” เป็นอันดับ ๓ ของโลก
แต่คนไทยวันนี้ ต้องแย่งกันเข้าคิวซื้อข้าวปันส่วนจากรัฐบาล?
เหมือนไนจีเรีย น้ำมันล้นเหลือผลิตป้อนโลก แต่ชาวบ้านต้องแอบเจาะท่อเอาน้ำมันมาใช้ ระเบิดตายเป็นเบือ บ้าดีมั้ย?!
มันเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความขัดแย้งที่รับไม่ได้ครับ รัฐบาลคุยมีข้าวล้นเหลือ แต่ต้องปันส่วนขายชาวบ้าน และอีกอย่าง การบริหารแบบใช้การตลาดสร้าง “ตลาดเทียม” หลอกล่อชาวบ้านไปชั่วครั้ง-ชั่วคราว ผมว่ามันชั่วร้ายมากนะครับ
คนไทย ๖๓ ล้านคน กินข้าวทุกคน แต่รัฐบาลทำข้าว “ธงฟ้าราคาถูก” ขาย ๒ แสนถุง ก็ลองตอบซีครับว่า ทำเพื่อปากท้องชาวบ้านทุกคน หรือสักแต่ว่าทำเพื่อ “สร้างภาพ”?
แล้วเป็น “ข้าววิเศษ” หรืออย่างไร ซื้อ ๓ ถุง สามารถใช้หุงกินได้ไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?
รัฐบาลมานั่งค้าขายแข่งเอกชนก็พังแล้ว ที่สำคัญ ทำแค่ชั่วครั้ง-ชั่วคราว แต่ชาวบ้านต้องกินตลอดปี-ตลอดชาติ หมดจากข้าวธงฟ้า ๓ ถุง แล้วก็ต้องซมซานไปซื้อข้าวสาร “ราคาตลาด” ตามห้างเหมือนเดิม
ถามว่า..ทำอย่างนี้มันแก้ปัญหาอุปสงค์-อุปทาน “การค้าสมดุล” ในระบบตลาดให้ชาวบ้านเขาได้ตรงไหน?
มันทุเรศน่ะ หรืออย่างที่รัฐมนตรีพาณิชย์ตัวเล็ก แต่ชอบพูดคำโตเสมอว่า “ถ้าพ่อค้าไม่ร่วมมือ เดี๋ยวรัฐรับซื้อข้าวจากชาวนาส่งออกเองนะ” พูดอย่างนั้น มันฟังโก้อยู่หรอก
แต่มันใช่หน้าที่มั้ย มันถูกต้องมั้ย ที่รัฐบาลจะไปแย่งแข่งค้ากับเอกชน และเอาเข้าจริง รัฐ-นอกจากอำนาจแล้ว มียุ้ง มีฉาง มีโรงสี ที่บริษัท มีอุปกรณ์-เครื่องมือ มีคน ที่จะค้าขายข้าวเหมือนอย่างที่พ่อค้าเขามีมั้ย?
เอาเข้าจริงก็ต้องไปโยนให้พ่อค้าพรรคพวกเอาไปทำอีกนั่นแหละ ไอ้ข้าวลม หรือข้าวที่เก็บจนเป็นมอด เป็นราเสียหายเพราะ “รัฐซื้อขายเอง” น่ะ ฉิบหายไปเท่าไหร่ กล้าออกมาพูดความจริงกันมั้ย?
น้ำมัน ๒ ลิตรร้อย ผมก็ทำใจเตรียม “เดินทางไกล” ไว้แล้ว แต่ประเทศอู่ข้าว-อู่น้ำ คนไทย ๖๓ ล้านคน รัฐบาลบริหารประเทศด้วยการเอาข้าวสาร ๒ แสนถุงมาเสกเป็นข้าวทิพย์ขายชาวบ้าน คงให้เฉลี่ยเม็ดกินกันเป็นรายหัว/ปี ผมก็ไม่ทราบ ใครพอใจจะให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้..ยกมือขึ้น?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม 2551



