storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


“หรือแค่อดีตเสือ?”

– ภาวิน ศิริประภานุกูล -

pawin@econ.tu.ac.th


ในช่วงราว 15 ปีก่อน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถูกคาดหมายจากผู้คน รอบโลกว่าจะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าของประเทศเหล่านี้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ในปัจจุบันความคาดหมายเหล่านี้จางหายไป ผู้คนทั่วโลกหันไปให้ความสนใจกับประเทศจีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย แทน

จะว่าไปก็อาจจะเป็นเรื่องของวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแรงงานและทรัพยากรการผลิตราคาถูก ได้เริ่มปฏิรูปตนเองโดยการเปิดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เงินทุน และการค้าระหว่างประเทศ เติบโตอย่างรวดเร็วจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรราคาถูกที่ตนเองมีอยู่ จนกระทั่งทรัพยากรดังกล่าวหมดไป และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิรูปตนเองมีอัตราการเติบโตแซงหน้าไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีผู้คนกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงเวลาปัจจุบันนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากกลุ่มประเทศเสือเก่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะหยุดพักการวิ่งของตนเองลงครับ

ผู้คนกลุ่มนี้สังเกตเห็นการปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มธุรกิจที่มีฐานตั้งต้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้และกำลังจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญระดับโลกในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ดำเนินกิจการอยู่

พวกเราบางคนคงเคยได้ยินข่าวของบริษัท Mittal Steel จากอินเดีย ที่ได้เข้าไปซื้อกิจการของ Arcelor บริษัทผลิตเหล็กในยุโรป และได้กลายเป็นบริษัทผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน พวกเราบางคนก็อาจเคยได้ยินว่า Suzlon ผู้ผลิตกังหันลมของประเทศอินเดียได้เข้าซื้อกิจการของ Hansen ผู้ผลิตชุดเกียร์กังหันลมที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และล่าสุดผู้ที่ติดตามข่าวคราวในธุรกิจยานยนต์คงจะทราบดีว่า Tata Motors ของอินเดียกำลังจะกลายเป็นเจ้าของกิจการ Jaguar และ Land Rover ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Ford Motors ของอเมริกามาเป็นระยะเวลายาวนาน

และก็ไม่ได้มีแต่กลุ่มธุรกิจจากประเทศอินเดียเพียงเท่านั้นที่กำลังฉายแววอย่างโดดเด่นในโลกธุรกิจ ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยี่ห้อ Lenovo (จีน) ผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำมันคงรู้จักชื่อของ Sinopec (จีน) และ Petrobras (บราซิล) ผู้คนในธุรกิจยานยนต์และอะไหล่ยนต์คงเคยได้ยินชื่อของ Chery Automobile (จีน) และผู้คนในธุรกิจสายการบินก็น่าจะรู้จัก Embraer (บราซิล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นรองก็แต่โบอิ้งและแอร์บัสเพียงเท่านั้น

กลุ่มธุรกิจเหล่านี้กำลังพยายามดำเนินรอยตามกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบันจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาทิ โตโยต้า โซนี่ ซัมซุง หรือแอลจี เป็นต้น

การเป็นยักษ์ใหญ่ดูเหมือนจะสร้างความได้เปรียบบางอย่างในการแข่งขันครับ ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงการมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในการผลิตและขนส่งสินค้า ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงความได้เปรียบทางด้านช่องทางและเครือข่ายในการจัดจำหน่าย และที่สำคัญที่สุดในบางอุตสาหกรรม การเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงตราสินค้าที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก

มีผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่สามารถผลิตโทรทัศน์สีได้ในราคาถูกกว่าโซนี่และซัมซุง แต่โทรทัศน์สีของโซนี่และซัมซุงก็ยังขายได้และอาจขายได้ดีกว่าผู้ผลิตราคาถูกรายอื่นๆ มีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งมากมายที่ผลิตได้ในราคาถูกกว่าโนเกีย แต่โนเกียก็ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในสินค้าโทรศัพท์มือถือเอาไว้ได้ มีรถยนต์หลายยี่ห้อที่ตอนนี้ออกขายในราคาต่ำกว่ารถยนต์ของโตโยต้า แต่โตโยต้าก็ยังคงรักษายอดขายอันดับหนึ่งของตนเองในหลายประเทศทั่วโลกได้

การสร้างธุรกิจยักษ์ใหญ่จึงดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าจะมีความยั่งยืนมากกว่าการที่เราจะต้องมานั่งค้นหาและปรับเปลี่ยนตัวเราเองไปเรื่อยๆ เมื่อมีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใหม่ที่มีแรงงานราคาถูกกว่าได้เริ่มเปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ

คำถามที่น่าสนใจที่ผมได้มาจากบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ก็คือทำไมกลุ่มธุรกิจจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่สามารถเติบโตไปเป็นยักษ์ใหญ่หรือผู้เล่นสำคัญในระดับโลกได้ เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่นๆ

ทั้งๆ ที่เราก็เปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศมาก่อนบางภูมิภาค

ทั้งๆ ที่ขนาดของตลาดและจำนวน ผู้บริโภคในภูมิภาคก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าในบางพื้นที่ (อย่างน้อยก็เกาหลีใต้กับไต้หวัน)

ทั้งๆ ที่ทักษะความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นมากนัก

บทความใน Economist.com อ้างคำกล่าวของ Joe Studwell ซึ่งออกมาในเชิงที่ว่าธุรกิจในภูมิภาคเหล่านี้ถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้บริหารหัวเก่าที่ยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบธุรกิจครอบครัว ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังอาศัยการหาประโยชน์ผ่านช่องทางความสัมพันธ์กับกลุ่มนักการเมืองในรัฐบาล และยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ได้แต่อาศัยการนำเข้าเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ

ถึงแม้จะเห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่ารูปแบบในการทำธุรกิจตั้งต้นดังกล่าวจะแตกต่างออกไปในประเทศจีน อินเดีย หรือแม้แต่เกาหลีใต้มากนัก เนื่องจากวิธีคิดและระดับการพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน

บทความของ Economist.com ให้ข้อสังเกตว่า ถึงแม้ฐานผู้บริโภคของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใหญ่ แต่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และการนับถือศาสนา ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในประเทศหนึ่งไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงกลุ่มลูกค้าในประเทศข้างเคียงได้

ความแตกต่างดังกล่าวยังกีดกันคู่แข่งทางการค้าจากประเทศข้างเคียง ซึ่งทำให้ไม่มีการแข่งขันที่เพียงพอในตลาดภายในประเทศ ซึ่งทำให้ไม่มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภูมิภาคดังกล่าว

โดยความเห็นส่วนตัวของผมต่อสถานการณ์เฉพาะของประเทศไทยแล้ว ระบบการให้คุณค่าบางอย่างก็อาจมีส่วนในการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของพวกเราลง ผู้มีอาวุโสส่วนใหญ่ไม่ชอบความเสี่ยง และระบบการเคารพผู้อาวุโสก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนต่อการตัดสินใจในการประกอบอาชีพในอนาคตของตัวบุตรหลานเป็นอันมาก

เด็กๆ หัวกะทิส่วนใหญ่จะมุ่งไปสู่อาชีพข้าราชการและพนักงานบริษัทซึ่งมีความมั่นคงสูง ในขณะที่ผู้ที่ตั้งต้นด้วยอาชีพผู้ประกอบการมักจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งที่มีความมั่นคงสูงต่างๆ ได้

ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีค่านิยมในการทำงานหนักแต่กลับยกย่องผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ไม่ว่าฐานะที่ร่ำรวยดังกล่าวจะได้มาจากการทำงานหนักหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นผู้คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่นำมาซึ่งฐานะที่ดีโดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ซึ่งวิธีการเหล่านี้มักจะใช้ไม่ได้ผลนอกประเทศ

การไม่เคารพซึ่งกันและกันได้สร้างความหวาดระแวงขึ้นในตลาด ผู้บริโภคไม่เชื่อใจในตราสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ โดยมักจะคิดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตภายในประเทศไม่เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค มุ่งผลิตสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำกำไรสูงเป็นหลัก

จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าความเห็นของผมจะถูกต้องไปเสียทั้งหมดนะครับ นอกจากนั้นผมยังคิดว่าในประเทศไทยเรามีผู้รู้อีกหลายท่านที่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวดีกว่าผมมาก

และก็ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่มีกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลกซะทีเดียวครับ รายงาน The 2008 BCG 100 New Global Challengers ของบริษัท Boston Consulting Group ได้รวมเอาธุรกิจไทยสองแห่ง ซึ่งได้แก่ บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และ บ.ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโพรดักส์ เอาไว้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า บริษัททั้งสองเป็น ผู้แข่งขันที่มีความสำคัญในตลาดโลกของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยากจะเห็นภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่ดึงดูดผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในโลกมาลงทุนโดยอาศัยมาตรการจูงใจทางด้านดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายแรงงาน หรือภาษี เป็นครั้งคราวไป เนื่องจากในอนาคตผู้ประกอบการเหล่านี้ก็อาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใหม่ๆ ที่มีมาตรการจูงใจที่ดีกว่า

ถ้าเปรียบการพัฒนาอุตสาหกรรมกับทีมฟุตบอล ตัวผมเองมีความทรงจำที่ลางเลือนเต็มทีว่าทีมฟุตบอลไทยเราเคยเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงกว่าทีมฟุตบอลญี่ปุ่นอยู่มาก และในอนาคตผมก็ไม่ต้องการที่จะเล่าให้ลูกหลานของผมฟังเลยครับว่าตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นทีมฟุตบอลไทยเราก็เคยเป็นที่หนึ่งในอาเซียนเหมือนกัน


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter