โจเอล โฮดร็อฟ (Joel Hodroff) “คนชายขอบ” ที่แนะนำทุกท่านให้รู้จักในตอนที่แล้ว เชื่อว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศร่ำรวยโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาถึงจุดที่สามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็ผลิตของ “เกินความต้องการ” ของประชาชนทั้งประเทศไปมาก โฮดร็อฟมองว่า สาเหตุหลักของความสิ้นเปลืองที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นั้น คือความบกพร่องของระบบเงินตราที่ทำให้ระบบตลาดล้มเหลว ไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงิน 1,000 บาทในกระเป๋า เราสามารถใช้เงินนั้นซื้อสิ่งที่เราต้องการ (และผู้ผลิตต้องการขาย) ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่ถ้าเรามีคูปองอาหารมูลค่า 1,000 บาท เราอาจไม่มีวันใช้คูปองนั้นเลยก็ได้ ถ้าไม่คิดจะไปทานอาหารที่ร้านนั้นอีก
โฮดร็อฟเสนอว่า เราสามารถแก้ไขความบกพร่องของตลาดข้อนี้ได้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น เพิ่มแรงจูงใจให้คนอยากทำงานเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมมากกว่าเดิม ด้วยการสร้าง “เงิน” ชนิดใหม่ขึ้นมา เพื่อแปลงมูลค่าของคูปอง ไมล์สะสม และสิ่งต่างๆ ที่มีมูลค่าแต่ไม่ใช่เงินเหล่านี้ ให้เป็นสกุลเงินที่คนสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวกไม่แพ้ธนบัตร หรือบัตรเครดิต
ในขณะที่โฮดร็อฟคิดค้นเงินตราชนิดใหม่เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของระบบตลาดในเศรษฐกิจดั้งเดิม คือเศรษฐกิจแห่งสินค้าและบริการ (industrial economy) โยชาย เบงค์เลอร์ (Yochai Benkler) นักกฎหมายและนักวิเคราะห์อินเทอร์เน็ต ก็ศึกษาระบอบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลเป็นหลัก (information economy) แล้วประกาศว่า ระบบตลาดไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของระบอบเศรษฐกิจใหม่นี้เท่านั้น หากยังด้อยประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับระบบการผลิตแบบใหม่ ที่เขาขนานนามว่า “การผลิตนอกระบบตลาด” (nonmarket-based production) หลังจากที่เขาติดตามความเคลื่อนไหวของวงการซอฟต์แวร์รหัสเปิด (open source software หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เปิด “ไส้ใน” หรือ source code ต่อสาธารณะ ให้ทุกคนสามารถปรับปรุงแก้ไขได้โดยเสรี) และกระบวนการผลิตแบบร่วมกันสร้าง (peer production) รูปแบบต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตมานานหลายปี เบงค์เลอร์ก็สังเคราะห์ข้อมูล ข้อสังเกต และตกผลึกแนวคิดของเขาออกมาเป็นหนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง The Wealth of Networks (“ความมั่งคั่งของเครือข่าย”) ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดไปอ่านฟรีได้จากเว็บไซต์ของหนังสือ
ระบอบเศรษฐกิจข้อมูลที่เบงค์เลอร์ศึกษา เป็นระบอบย่อยระบอบหนึ่งในเศรษฐกิจ “ยุคหลังอุตสาหกรรม” ที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่า “เศรษฐกิจเครือข่าย” (network economy) ซึ่งมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่ไม่เหมือนกับลักษณะของระบอบเศรษฐกิจการผลิตที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปคุ้นเคยมากกว่า นั่นคือ “ผลกระทบภายนอกจากเครือข่าย” (network externality) ซึ่งหมายความว่า ยิ่งเครือข่ายมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าใด ประโยชน์ของเครือข่ายก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ยกตัวอย่างเช่น ยิ่งเพื่อนๆ ของเราใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น โทรศัพท์มือถือของเราก็จะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นไปด้วย (เพราะทำให้เราติดต่อเพื่อนได้มากขึ้น) สินค้าหรือเครื่องมืออื่นๆ ที่ใช้เครือข่ายเป็นหลักก็มีลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ เครื่องแฟ็กซ์ หรือล่าสุดคือ "เครือข่ายสังคม" ในอินเทอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยม เช่น Facebook, Orkut และ Hi5
ลักษณะ “ผลกระทบภายนอกจากเครือข่าย” แปลว่าเศรษฐกิจข้อมูลสามารถส่งมอบผลตอบแทนต่อขนาดเพิ่มขึ้น (increasing returns to scale) อย่างไร้ขีดจำกัด เนื่องจาก “ข้อมูล” เป็นผลผลิตที่แทบไม่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตอะไรมาก (เช่น การเขียนโพสบน Hi5 ใช้เพียงเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น) ที่สามารถนำไปทำซ้ำ (replicable) และเผยแพร่ฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยมากๆ แตกต่างกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมซึ่งมีข้อจำกัดของปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นทุน แรงงาน เทคโนโลยี เครื่องจักร ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถได้ประโยชน์จากการขยายขนาด (economies of scale) ไปเรื่อยๆ อย่างไร้ขีดจำกัดเหมือนกับเศรษฐกิจข้อมูล
เบงค์เลอร์เป็นนักคิดคนแรกๆ ที่ประกาศว่า “ณ บัดนี้ คนทุกคนบนโลกใบนี้ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย (บนอินเทอร์เน็ต) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่าหนึ่งพันล้านคน มีทุนทางกายภาพที่จำเป็นต่อการสร้างและสื่อสารข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรม”
ประโยคนี้อาจฟังเข้าใจยาก แต่ลองนึกถึงเว็บล็อก (weblogs ย่อว่า “blog” หรือ “บล็อก”) จำนวนหลายสิบล้านแห่งที่หลายบล็อกเป็นมากกว่าไดอารี่ออนไลน์ หากเป็น “สื่อประชาชน” ผู้รายงานข่าวอย่างฉับพลัน ละเอียดระดับนาทีต่อนาที และมีความน่าเชื่อถือสูงเพราะเป็นเหตุการณ์ที่บล็อกเกอร์ประสบกับตัวเอง ปัจจุบัน มีแนวโน้มหลายประการที่ชี้ว่า “สื่อประชาชน” จะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ในภาวะที่สื่อมวลชนขนาดยักษ์ (เช่น CNN, FOX News) ที่กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่งมักจะรายงานข่าวอย่างมีอคติทางการเมืองอย่างเห็นชัด
เว็บไซต์ที่ให้คนอัพโหลดและแบ่งปันรูปถ่ายและคลิปวีดีโอระหว่างกันอย่าง ฟลิกเกอร์ (Flickr) และยูทูบ (YouTube) หรือเว็บที่ให้คนสร้างและแบ่งปันความรู้ระหว่างกันฟรีๆ อย่าง วิกิพีเดีย (Wikipedia) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มผู้ใช้เว็บเหล่านี้ก็กำลังเป็น “เครือข่ายสังคม” (social network) ในโลกเสมือนที่ทรงพลังกว่าชุมชนในโลกจริงหลายแห่ง
ความนิยมของเว็บไซต์เหล่านี้อธิบายด้วยแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแทบไม่ได้ เพราะแทบไม่มีใคร “ซื้อ” หรือ “ขาย” อะไร ไม่มี “สินค้า” ที่มี “ราคา” กำกับตายตัว และดังนั้นจึงไม่ใช่ "ตลาด" ในนิยามของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่ "ชุมชนที่ไม่ใช่ตลาด" เหล่านี้กลับมีผู้ผลิต ผู้ร่วมกันผลิต และผู้ใช้หลายล้านคน ในขณะเดียวกับ ซอฟต์แวร์รหัสเปิด (open source software) หลายตัวที่พัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์นับพันคนที่ไม่ได้ค่าจ้าง ควบคู่ไปกับบางคนที่ได้รับค่าจ้าง ให้ใครก็ได้ดาวน์โหลดไปใช้ฟรีๆ และแก้ไขดัดแปลงได้ตามต้องการ ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพดีกว่าซอฟต์แวร์รหัสปิดที่พัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์ของบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่มีใครแก้ไขดัดแปลงได้ แปะป้ายราคาสูงถึง $299 หรือมากกว่า แถมยังต้องเสียเงินซื้ออัพเกรดหรือเวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่ออกมาเรื่อยๆ ตามสเป็คเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ก้าวล้ำไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งเป็นปีที่ลินุกซ์ (Linux) ระบบปฏิบัติการรหัสเปิด (open-source operating system) เปิดตัวให้คนเอาไปใช้ ดัดแปลง ต่อเติม และเผยแพร่ฟรีๆ ลินุกซ์ก็ได้รับความนิยมและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น IBM และ Hewlett-Packard ภายในปี 2000 เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกกว่าหนึ่งในสี่ก็ใช้ลินุกซ์ และลินุกซ์ก็ได้รับเลือกให้เป็นระบบปฏิบัติการในหน่วยงานรัฐจำนวนมาก ในประเทศสเปน บราซิล จีน และอีกหลายประเทศ ส่วนในด้านบราวเซอร์ที่ใช้เซิร์ฟอินเทอร์เน็ต บราวเซอร์โอเพ่นซอร์สตระกูล Firefox (Mozilla, Flock, Safari, ฯลฯ) ก็มีผู้ใช้ทั่วโลกเกินร้อยละ 40 แล้ว (ผู้เขียนเองใช้ Flock ซึ่งนำเอา Firefox ไปเพิ่มฟังก์ชั่นต่างๆ สำหรับผู้ที่ชอบ social network บนอินเทอร์เน็ต เช่น โหลดรูปใส่ Flickr, อ่านบล็อกและเขียนบล็อก, ฯลฯ Flock ใช้ง่ายและสะดวกมาก ขอแนะนำ)
เบงค์เลอร์เรียกนิยามกระบวนการผลิตแบบใหม่ในระบอบเศรษฐกิจข้อมูล ที่ไม่ใช้ “เงิน” เป็นตัวตั้ง ไม่มีใครเป็น “เจ้าของ” ผลผลิตว่า “กระบวนการผลิตแบบร่วมกันสร้างที่ตั้งอยู่บนสมบัติสาธารณะ” (commons-based peer production) และเนื่องจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบายระบอบเศรษฐกิจใหม่นี้ไม่ได้ เขาจึงต้องคิดค้นชุดคำศัพท์และนิยามใหม่ๆ มากมาย เช่น เบงค์เลอร์ประดิษฐ์คำว่า “จอลท์” (Jalt) ขึ้นมาอธิบายแรงจูงใจของผู้ผลิตในกระบวนการผลิตแบบร่วมกันสร้าง
เบงค์เลอร์บอกว่า “จอลท์” มาจากการสมาสคำว่า “jealousy” (ความอิจฉา) กับ “altruism” (ความมีน้ำใจ) เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดคนนับล้านจึงยินดีผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระบอบเศรษฐกิจข้อมูลโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
ในฐานะคนที่มีส่วนร่วมในระบอบเศรษฐกิจข้อมูลอยู่บ้าง ผู้เขียนคิดว่า “ความสะใจ” และ “ความภูมิใจ” อาจเป็นส่วนสำคัญของแรงจูงใจมากกว่า “ความอิจฉา” สำหรับหลายๆ คน เพราะผู้เขียนเองไม่เคยรู้สึกอิจฉาเวลาเห็นคนอื่นผลิตอะไรที่เท่กว่า ถูกต้องกว่า หรือสนุกกว่าตัวเอง แต่เดาว่าตอนที่เขาคิดคำว่า “จอลท์” เบงค์เลอร์คงนึกถึงความรู้สึกของโปรแกรมเมอร์หรือแฮกเกอร์เวลาเจอโค้ดหรือซอฟต์แวร์ที่คนอื่นเขียน แล้วคิดในใจว่า “เฮ้ย เราทำได้ดีกว่านี้” แล้วก็ลงมือดัดแปลงให้มันดีกว่าเดิม
ความรู้สึกนั้นคงไม่ตรงกับคำว่า “ความอิจฉา” เสียทีเดียว เพราะมันไม่ได้มีแง่ลบเท่ากับคำคำนี้ แต่คำว่า “ความอิจฉา” อาจจะใกล้เคียงที่สุดแล้ว
“ทุนทางกายภาพ” ในแนวคิดของเบงค์เลอร์หมายถึงคอมพิวเตอร์และโมเด็ม (หรือสาย LAN หรือวิธีอื่นในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต) สองอย่างเท่านั้นที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วมในระบอบเศรษฐกิจข้อมูลที่ดำรงอยู่ในโลกเสมือนบนอินเทอร์เน็ต เขาบอกว่า เนื่องจากการมีส่วนร่วมในระบอบเศรษฐกิจข้อมูลมีต้นทุนต่ำมาก คนทุกคนที่มีทุนทางกายภาพจึงสามารถเป็น “สื่อปัจเจก” ที่สามารถพูด เขียน และถ่ายทอดประสบการณ์และไอเดียของตัวเองได้อย่างที่สมองคิดและตาเห็น โดยไม่ต้องถูก “กรอง” จากบรรณาธิการก่อนเหมือนกับสื่อมวลชนทั่วไป และ “ข้อมูลสดที่ไม่ถูกกรอง” เหล่านี้ก็จะกดดันสื่อกระแสหลักให้ต้องปรับตัวตาม
เบงค์เลอร์เชื่อมั่นว่า “กระบวนการผลิตแบบร่วมกันสร้างที่ตั้งอยู่บนสมบัติสาธารณะ” ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพในการผลิตข้อมูลข่าวสารสูงกว่ากระบวนการผลิตแบบเดิมๆ ที่ตั้งอยู่บนระบบตลาดและไอเดียแบบยุคอุตสาหกรรม แต่กำลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม การเมือง และลักษณะของความรู้จากหน้ามือเป็นหลังมือ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยยกระดับสังคมมนุษย์ให้มีความเป็นประชาธิปไตยกว่าเดิม และมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเดิม

นอกจาก The Wealth of Networks จะแสดงให้เราเห็นการอุบัติขึ้นและกระบวนการทำงานของระบอบเศรษฐกิจข้อมูลแบบใหม่แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังอ้างอิงงานวิจัยมากมายที่ตีแผ่ข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ในการทำความเข้าใจกับ “แรงจูงใจที่ไม่ใช่เงิน” ของมนุษย์ เบงค์เลอร์ชี้ให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์และคนทั่วไปที่ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของแนวคิดยุคอุตสาหกรรม มักจะมองว่ากระบวนการผลิตแบบร่วมกันผลิตที่อยู่นอกระบบตลาดนั้น ไม่ยั่งยืน ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิด เพราะตอนนี้ สองทศวรรษหลังจากที่เราเริ่มเห็นวรรณกรรมการวิจัยใหม่ๆ จากสาขาเศรษฐศาสตร์เครือข่าย (network economics), ทฤษฎีเกม, มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์ ฯลฯ เราก็เห็นแล้วว่าการร่ววมมือกันของมนุษย์เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าที่หนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ชอบพยากรณ์ และในหลายๆ สถานการณ์ ระบบการผลิตที่ไม่มีราคาหรือเงินเป็นเครื่องสร้างแรงจูงใจกลับมีความยืดหยุ่นมากกว่า ยั่งยืนกว่า และมีคุณภาพมากกว่าระบบดั้งเดิมด้วยซ้ำไป เบงค์เลอร์บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “สังคม” หรือ “ชุมชน” ในฐานะ “ผู้เล่น” ในระบบการผลิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “ตลาด” และ “รัฐ”
เบงค์เลอร์อาจไม่ใช่นักคิดคนแรกที่มองเห็นศักยภาพและความสำคัญของ “โลกเสมือน” ในอินเทอร์เน็ต ในฐานะเป็น “เครื่องมือ” อันทรงพลังที่สามารถช่วยเราแก้ปัญหาใน “โลกจริง” ได้ แต่เขาเป็นนักคิดคนแรกๆ ที่มองเห็นการอุบัติขึ้นของระบอบเศรษฐกิจข้อมูลแบบใหม่ ที่อินเทอร์เน็ตมีส่วนสำคัญในการเกิด มองเห็นว่าโมเดลการผลิตข้อมูลความรู้ร่วมกันแบบไม่มีใครเป็น “เจ้าของ” ในระบอบใหม่นั้น “ดีกว่า” โมเดลการผลิตข้อมูลแบบอุตสาหกรรมอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ เขามองเห็น “ภาพใหญ่” ว่า ระบอบเศรษฐกิจข้อมูลแบบใหม่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ และแม้กระทั่งยกระดับความเป็นประชาธิปไตย และกำจัดความยากจนทั่วโลกได้อย่างไรบ้าง
เพราะเราุทุกคนล้วนมี “จอลท์” อยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่จะดึงมันออกมาใช้อย่างไร เมื่อใด และเท่าไรที่เพียงพอต่อการรักษาสมดุลแห่งความสุขในชีวิต.
…..
เวลาแห่งโอกาสและความท้าทาย แปลบางตอนจาก Introduction: A Moment of Opportunity and Challenge บทนำของ The Wealth of Networks
ข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรมล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อเสรีภาพและพัฒนาการของมนุษย์ กระบวนการผลิตและแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ในสังคมมีอิทธิพลอย่างมากต่อมุมมองที่เรามีต่อสถานการณ์ของโลกทั้งที่เป็นอยู่และอาจเป็นไปได้, ต่อมุมมองว่าใครเป็นคนตัดสินใจว่าประเด็นสาธารณะประเด็นใดบ้างที่สำคัญ, และต่อความคิดว่าเรา ทำอะไรได้ และ ควรทำอะไรบ้าง ตลอดระยะเวลา 150 ปี สังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่อันสลับซับซ้อนต้องพึ่งพาเศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรม (industrial information economy) ในการทำงานขั้นพื้นฐานเหล่านี้ ในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วในโครงสร้างการผลิตข้อมูล การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการปรับตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในทางที่ทำให้เราทุกคน ในฐานะเสรีชนผู้เป็นอิสระ เป็นพลเมือง และเป็นสมาชิกของกลุ่มต่างๆ ทางวัฒนธรรมและสังคม สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของข้อมูล (information environment) ที่แวดล้อมตัวเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ อาจดูเหมือนว่าการพูดถึง “การปฏิวัติของอินเทอร์เน็ต” จะกลายเป็นเรื่องตกยุคไปแล้วหรือไม่ก็เป็นเรื่องไร้เดียงสาในแวดวงวิชาการบางสาขา แต่มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะความเปลี่ยนแปลงที่สภาพแวดล้อมของเครือข่ายข้อมูลกระตุ้นให้เกิดนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งที่ทะลุไปถึงรากฐานของระบอบตลาดเสรีและระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่ได้วิวัฒนาการควบคู่กันมาเป็นเวลานานเกือบสองศตวรรษ
ความเปลี่ยนแปลงหลายระลอกของเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการผลิตที่มีลักษณะ “ร่วมกันผลิต” (social production) ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการผลิตและแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรม ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เพิ่มบทบาทของการผลิตที่อยู่นอกระบบตลาด (nonmarket) และไม่มีใครเป็นเจ้าของ (nonproprietary) ทั้งโดยปัจเจกชนที่ต่างคนต่างผลิต และร่วมกันผลิตแบบร่วมมือกันอย่างหลวมๆ หรืออย่างแน่นแฟ้นเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน พฤติกรรมเกิดใหม่เหล่านี้ประสบความสำเร็จชัดเจนหลายกรณีในหลากหลายแขนง ตั้งแต่การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก และเกมคอมพิวเตอร์แนวทดลองที่เล่นพร้อมกันออนไลน์ได้ทีละหลายคน พฤติกรรมทั้งหมดนี้เป็นเงาสะท้อนสภาพแวดล้อมทางข้อมูลชนิดใหม่ถอดด้าม ที่มอบเสรีภาพให้ปัจเจกชนคนธรรมดาเลือกที่จะมีบทบาทนำในฐานะผู้ผลิต มากกว่าที่เศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรมของศตวรรษที่ยี่สิบเปิดโอกาสให้ทำ เสรีภาพชนิดใหม่นี้มีศักยภาพมากมาย ทั้งในแง่ที่มันเป็นมิติหนึ่งของเสรีภาพส่วนบุคคล, เป็นเวทีสำหรับการมีส่วนร่วมดีกว่าเดิมในระบอบประชาธิปไตย, เป็นช่องทางส่งเสริมวัฒนธรรมที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นมากขึ้นและทบทวนตัวเองมากขึ้น ตลอดจนเป็นกลไกที่ช่วยปรับปรุงการพัฒนามนุษย์ในประเทศอื่นๆ ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม การขยับขยายขอบเขตอำนาจของปัจเจกชนในการผลิตข้อมูลและวัฒนธรรมที่อยู่นอกระบบตลาด ทั้งแบบต่างคนต่างผลิตและแบบร่วมกันผลิตนั้น คุกคามผู้ครองตลาดปัจจุบัน (incumbents) ในเศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรม ณ จุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เราพบว่าเราตกอยู่ในสนามรบที่สู้กันเพื่อแย่งชิงระบบนิเวศน์ของสถาบันในโลกดิจิตัล กฎหมายและสถาบันที่มีความหลากหลาย (ตั้งแต่ประเด็นกว้างอย่างโทรคมนาคม ลิขสิทธิ์ หรือการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงประเด็นปลีกย่อย เช่น กฎเกณฑ์ในการจดโดเมนเนม หรือประเด็นว่าเครื่องรับทีวีดิจิตัลจะถูกกฎหมายบังคับให้ “อ่าน” โค้ดคอมพิวเตอร์เป็นหรือไม่) กำลังถูกช่วงชิงและบิดเบือนด้วยความพยายามของนักธุรกิจผู้ครองตลาดที่จะ “กระดก” สนามแข่งขันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง (เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง) ผลลัพธ์ของการสู้รบเหล่านี้ที่เราจะเห็นผลภายในทศวรรษหน้า น่าจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อกระบวนการที่เรา “รับรู้” ความเป็นไปในโลกที่เราอาศัยอยู่ ตลอดจนรูปแบบและขอบเขตที่เราจะสามารถมีอิทธิพลเหนือวิธีการมองโลกที่เป็นอยู่และเป็นไปได้ ในฐานะปัจเจกชน พลเมือง หรือสมาชิกในวัฒนธรรมหรือชุมชน
กำเนิดเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่าย (networked information economy)
ระบอบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกเราวันนี้ได้เคลื่อนผ่าน “การเปลี่ยนผ่าน” สองครั้งที่ช่วยปลดปล่อยข้อจำกัดต่างๆ ในการแสวงหาคุณค่าทางการเมืองที่สำคัญในสังคมเสรี ซึ่งกระบวนการผลิตที่อิงระบบตลาดเป็นหลัก (market-based production) ก่อให้เกิดข้อจำกัดเหล่านี้ การเปลี่ยนผ่านครั้งแรกซึ่งกินเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล (บริการด้านการเงิน การบัญชี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์) และผลผลิตทางวัฒนธรรม (ภาพยนตร์ ดนตรี) และการใช้และชักใยสัญลักษณ์ต่างๆ (ตั้งแต่กระบวนการผลิตรองเท้าผ้าใบ ไปจนถึงการแปะยี่ห้อ และการผลิต “ความสำคัญเชิงวัฒนธรรม” ของ “Swoosh” – รองเท้าผ้าใบรุ่นดังของไนกี้) การเปลี่ยนผ่านครั้งที่สองของระบอบเศรษฐกิจคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาพแวดล้อมด้านการสื่อสาร (communications environment) ที่ตั้งอยู่บนโปรเซสเซอร์ (processor หมายถึงหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์) ราคาถูกที่มีความสามารถในการคำนวณสูงลิ่ว เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่แพร่หลาย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรามองว่าเป็นลักษณะของอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนผ่านครั้งที่สองนี้คือปัจจัยสำคัญที่เพิ่มบทบาทของกระบวนการผลิตนอกระบบตลาด ในการผลิตข้อมูลข่าวสารและวัฒนธรรม ซึ่งมีโครงสร้างเป็นแบบกระจายอำนาจ (decentralized) มากกว่าในศตวรรษที่ยี่สิบ การเปลี่ยนผ่านครั้งแรกหมายความว่าแบบแผนการผลิตใหม่ๆ ดังกล่าวข้างต้น (ได้แก่การอยู่นอกระบบตลาด (nonmarket) และลักษณะกระจายอำนาจ) จะอุบัติขึ้นที่ใจกลางของระบอบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ตรงชายขอบของมันอีกต่อไป ถ้าไม่มีใครกีดกัน แบบแผนการผลิตดังกล่าวจะทำให้การร่วมกันผลิต (social production) และการร่วมกันแลกเปลี่ยน (social exchange) มีบทบาทสูงกว่าที่เคย เคียงข้างกระบวนการผลิตดั้งเดิมที่อิงระบบตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
ผมเชื่อว่า เรากำลังเข้าสู่ขั้นใหม่ในวิวัฒนาการของเศรษฐกิจข้อมูล ขั้นที่ผมเรียกว่า “เศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่าย” (networked information economy) ระบอบเศรษฐกิจแบบนี้กำลังเข้ามาแทนที่ระบอบเศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรม ที่เป็นรูปแบบกระแสหลักของการผลิตข้อมูลตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่สิบเก้าและตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ ลักษณะหลักของเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่ายคือ การกระทำของปัจเจกชนแบบกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการกระทำใหม่ๆ ที่มีจุดประสงค์ร่วมกัน ที่ต่างคนต่างทำผ่านกลไกนอกระบบตลาด (nonmarket) และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ (nonproprietary) กำลังมีบทบาทสูงกว่าที่มันมีในเศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรม ชนวนที่จุดประกายความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และผลกระทบของมันที่ขยายตัวเหมือนลูกคลื่น (ripple effect) ไปยังเทคโนโลยีการสื่อสารและการเก็บรักษาข้อมูล ราคาที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และการเก็บข้อมูล ได้นำเครื่องมือในการผลิตข้อมูลและวัฒนธรรมไปสู่มือของประชากรจำนวนมหาศาล – ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก ลักษณะเด่นของการผลิตสาร ข้อมูล และวัฒนธรรมตั้งแต่กลางศตวรรษที่สิบเก้าคือ การสื่อสารที่มีประสิทธิผลในการเชื่อมโยงสังคมและทวีปที่ใหญ่ขึ้นและอยู่ห่างกันมากขึ้น ซึ่งถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในสมัยนั้น ต้องใช้ “ทุนทางกายภาพ” (physical capital เช่น เงินทุน เครื่องจักร ฯลฯ) สูงขึ้นเรื่อยๆ แท่นพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ ระบบโทรเลข เครื่องส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์แรงสูง สายเคเบิลและดาวเทียม และคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (เมนเฟรม) เป็นสิ่งจำเป็นในการส่งข้อมูลและสื่อสารกันในระดับที่กว้างไกลกว่าท้องถิ่น ความต้องการที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าจะทำได้จริง ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนั้นคือ การผลิตข้อมูลและวัฒนธรรมใช้โมเดลที่มีลักษณะเป็น “อุตสาหกรรม” เกินกว่าที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ข้อมูลมองว่าจำเป็นต้องใช้ สภาพแวดล้อมด้านการสื่อสารที่เปลี่ยนไปเป็นแบบเครือข่ายโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลาง ได้เปลี่ยนแปลง “ความจริงพื้นฐาน” ข้อนี้ ตอนนี้ปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการผลิตและสื่อสารข้อมูล อยู่ในมือของปัจเจกชนจำนวนที่มากกว่าเจ้าของปัจจัยการผลิตดังกล่าวเพียงเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมา ถึงหลายเท่าตัว
การปลดปล่อยกระบวนการผลิตข้อมูลที่มีประสิทธิภาพออกจากข้อจำกัดทางกายภาพ (physical constraints) ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์และเศรษฐศาสตร์ข้อมูลกลายเป็น “ปัจจัยพื้นฐาน” และโครงสร้างหลักในเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่าย ซึ่งเป็นระบอบเศรษฐกิจแบบใหม่ ปัจจัยพื้นฐานสองประการดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างจากถ่านหิน เหล็กกล้า และแรงงานมนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยที่ตีกรอบวิธีคิดของเราเกี่ยวกับกระบวนการผลิตทางเศรษฐกิจในรอบศตวรรษที่ผ่านมา ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์และเศรษฐศาสตร์ข้อมูลนำผมไปสู่ข้อสังเกตสามข้อเกี่ยวกับระบบการผลิตข้อมูลแบบใหม่
ข้อสังเกตข้อแรก กลยุทธ์ที่ไม่ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์ (nonproprietary strategies) เป็นปัจจัยหลักในกระบวนการผลิตข้อมูล ที่สำคัญยิ่งกว่าที่มันเป็นในกระบวนการผลิตเหล็กกล้าหรือรถยนต์ตลอดมา แม้ว่าเศรษฐศาสตร์การสื่อสารจะชี้ว่าโมเดลแบบอุตสาหกรรมให้ผลตอบแทน(ทางธุรกิจ)สูงกว่า หลายสาขาเช่น การศึกษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วิวาทะทางการเมือง และการถกเถียงเรื่องจิตวิญญาณ ก็ล้วนเป็นสาขาที่มีผู้เล่นและแรงจูงใจนอกตลาด (nonmarket หมายถึงแรงจูงใจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน) เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญกว่าเงิน (ตรงกันข้ามกับในอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์) ด้วยเหตุนั้น เมื่อเรารื้อกำแพงวัตถุที่บีบคั้นการผลิตข้อมูลให้ใช้กลยุทธ์ที่ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์และระบบตลาดทิ้งไป แรงจูงใจและโครงสร้างองค์กรที่อยู่นอกระบบตลาดและไม่มีใครเป็นเจ้าของก็ควรจะทวีความสำคัญยิ่งกว่าเดิมในระบบการผลิตข้อมูล
ข้อสังเกตข้อที่สองคือ เราได้เห็นแล้วว่าการผลิตนอกระบบตลาดนั้นมีความสำคัญเพียงใดในปัจจุบัน ตอนนี้คนธรรมดาสามารถเข้าถึงและให้ข้อมูลหรือเทศนาคนหลายล้านคนทั่วโลก ในอดีต ปัจเจกชนที่มีแรงจูงใจหลากหลายไม่เคยเข้าถึงคนจำนวนมหาศาลขนาดนี้ได้ ยกเว้นว่าพวกเขาจะทำงานผ่านกลไกตลาด หรือการกุศล หรือได้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ว่า “เสียง” ของปัจเจกชนสามารถเข้าถึงได้โดยทุกคนที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจากที่ใดก็ตามในโลก นำไปสู่การร่วมมือกันในลักษณะที่การกระทำของปัจเจกชน รวมทั้งที่ทำแบบ “ต่างคนต่างทำ” สามารถส่งผลรวมที่สร้างสภาพแวดล้อมทางข้อมูลแบบใหม่ที่รุ่มรวยและมีประโยชน์กว่าเดิม เราเพียงแต่ต้องลองค้นประเด็นอะไรก็ตามที่เราสนใจบนกูเกิ้ล แล้วก็จะพบว่า “สินค้าข้อมูล” ที่กูเกิ้ลแสดงผลให้ดูนั้นเป็นผลผลิตรวมของการกระทำแบบ “ต่างคนต่างทำ” ของปัจเจกชนและองค์กรต่างๆ มากมายที่มีแรงจูงใจอันหลากหลาย ทั้งในและนอกระบบตลาด ทั้งที่พึ่งพิงภาครัฐและเป็นเอกเทศจากรัฐ
ข้อสังเกตข้อที่สามของผม ซึ่งอาจเป็นข้อที่คนอื่นๆ มองว่า “หัวรุนแรง” ใหม่มาก และยากที่จะเชื่อ เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของกระบวนการ “ร่วมกันผลิต” (peer production) ข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรม ที่มีขอบเขตกว้างขวางและมีประสิทธิผลสูง ตัวอย่างที่แพร่หลายที่สุดของกระบวนการผลิตแบบใหม่นี้คือซอฟต์แวร์ฟรีแบบรหัสเปิดหรือโอเพ่นซอร์ส (open source software) เรากำลังเริ่มเห็นโมเดลการผลิตแบบนี้ขยายตัวจากชุดซอฟต์แวร์หลักๆ ไปสู่ทุกมิติของการผลิตข้อมูลและวัฒนธรรม ตั้งแต่การร่วมกันผลิตสารานุกรมเสรี ไปจนถึงการร่วมกันผลิตข่าว บทบรรณาธิการ และเนื้อหาบันเทิง เรามักจะมองข้ามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เพราะมันตรงกันข้ามกับ “สัญชาตญาณทางเศรษฐกิจ” (economic intuitions) ขั้นพื้นฐานของเรา สัญชาตญาณที่ถูกลับให้คมในเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาที่ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่คนมองเห็นคือ ระบอบคอมมิวนิสต์แบบรวมศูนย์อยู่ที่รัฐ ซึ่งเป็นทางเลือกที่แทบทุกคนตอนนี้เห็นตรงกันว่าไม่ได้ผล ความสำเร็จทางธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้ของโอเพ่นซอร์ส เป็นแรงกระตุ้นให้นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำพยายามทำความเข้าใจว่า เหตุใดนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สหลายพันคนที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายหลวมๆ จึงสามารถแข่งขันกับไมโครซอฟท์ และผลิตระบบปฏิบัติการ (operating system) ขนาดใหญ่ประสิทธิภาพสูงคือ กนู/ลินุกซ์ (GNU/Linux) งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เน้นหนักไปที่การศึกษาลักษณะของชุมชนโอเพ่นซอร์ส และแนวคิดเรื่อง “นวัตกรรมที่ผลักดันโดยผู้ใช้” (user-driven innovation) ของ อีริค วอน ฮิปเปล (Eric von Hippel) ก็เริ่มขยับขยายไปสู่ระดับที่เป็นสากลมากขึ้น คือไปสู่การครุ่นคิดว่า ความต้องการและความคิดสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลนั้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในระดับปัจเจกได้อย่างไร และนวัตกรรมเหล่านั้นซึมซาบผ่านเครือข่ายปัจเจกชนที่คิดเหมือนกันได้อย่างไรบ้าง
นัยยะทางการเมืองของโอเพ่นซอร์สเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการผลักดันซอฟต์แวร์ฟรี ซึ่งมีริชาร์ด สตอลล์แมน (Richard Stallman) เป็นผู้ก่อตั้ง และต่อมานัยยะทางการเมืองดังกล่าวก็ได้รับการพัฒนาต่อยอดด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดย อีเบน โมกเลน (Eben Moglen) โอเพ่นซอร์สเป็นเพียงตัวอย่างที่โดดเด่นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของปรากฏการณ์ที่ใหญ่กว่า ทำไมอาสาสมัครกว่า 50,000 คน (ณ สิ้นเดือนมกราคม 2551 เพิ่มเป็น 75,000 คนแล้ว – ผู้แปล) จึงร่วมกันเขียนวิกิพีเดีย (Wikipedia สารานุกรมออนไลน์ที่แข่งขันได้กับสารานุกรม Encyclopedia Britannica แล้วให้ทุกคนเข้าไปใช้ฟรี? เหตุใดคนกว่า 4.5 ล้านคนทั่วโลก จึงยอมสละพลังการประมวลผลส่วนเกินของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (leftover computer cycles) เพื่อสร้าง "ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เสมือน" ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก นั่นคือ SETI@Home? ถ้าเราไม่มีโมเดลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางสำหรับใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์เหล่านี้ เราก็มักจะมองว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นเพียงเรื่องแปลก หรือกระแสชั่วคราวที่มีความสำคัญในวงแคบเท่านั้น แทนที่จะคิดแบบนั้น เราควรจะพยายามมองให้ออกว่าปรากฏการณ์เหล่านี้คือโมเดลการผลิตแบบใหม่ที่กำลังอุบัติขึ้นในหัวใจของระบอบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ซึ่งหมายถึงระบอบที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายหนาแน่นที่สุด และเป็นระบอบที่สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับข้อมูลมีบทบาทที่สังคมให้คุณค่าสูงสุด
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีแรงจูงใจอันหลากหลาย ตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน เราใช้การกระทำเป็นเครื่องมือ แต่การกระทำของเราหลายอย่างก็ไร้จุดหมาย เราไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว แต่เรายังทำเพื่อความรู้สึกดี ความพึงพอใจ และสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือข่าวสะท้านโลก ยกเว้นสำหรับนักเศรษฐศาสตร์บางคน ในระบอบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมทั่วไป และเศรษฐกิจข้อมูลแบบอุตสาหกรรม โอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อคนจำนวนมาก ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขด้านทุนทางกายภาพ (physical capital เช่น เงิน และแรงงาน) ที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตสิ่งเหล่านั้น จากเครื่องจักรไอน้ำสู่ระบบการผลิตบนสายพาน จากแท่นพิมพ์สองเพลาจนถึงดาวเทียมสื่อสาร ข้อจำกัดของทุนทางกายภาพหมายความว่า ลำพัง “ความอยาก” ที่จะทำอะไรสักอย่าง เป็นเงื่อนไขที่ไม่เพียงพอต่อการทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงได้ ในขณะเดียวกัน การระดมทุนเพื่อจัดหาทุนทางกายภาพก็ได้บังคับทิศทางของโครงการที่จำเป็นต้องใช้ทุนมหาศาล ให้ใช้กลยุทธ์ในการผลิตและการบริหารจัดการองค์กรที่จะส่งมอบผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า ในเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนตลาดเสรี นั่นหมายถึงการบังคับให้ใช้การผลิตในระบบตลาด ในเศรษฐกิจที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุม นั่นหมายถึงการบังคับการผลิตให้ตอบสนองต่อเป้าหมายของราชการ ในทั้งสองกรณี เสรีภาพของปัจเจกชนที่จะร่วมมือกับคนอื่นๆ ในการผลิตสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่า ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของทุนทางกายภาพที่จำเป็นต่อการผลิต
ในเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่าย ทุนทางกายภาพที่ต้องใช้ในการผลิตนั้นกระจายอยู่ทั่วสังคม คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและจุดเชื่อมต่อเข้าเครือข่าย (เช่น อินเทอร์เน็ต) มีอยู่ทุกหนแห่ง ข้อเท็จจริงข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าทุนทางกายภาพเหล่านี้จะใช้ในระบบตลาดไม่ได้ และก็ไม่ได้หมายความว่าปัจเจกชนจะเลิกแสวงหาโอกาสในระบบตลาด หากหมายความว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนหนึ่ง ใครก็ได้ในบรรดามนุษย์นับพันล้านคนที่เชื่อมโยงถึงกันในวันนี้และอีกมหาศาลในวันหน้า อยากสร้างอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คอมพิวเตอร์ และจุดเข้าเครือข่าย เขาหรือเธอก็สามารถสร้างสิ่งนั้นด้วยตัวเอง หรือด้วยการร่วมมือกับคนอื่นผ่านเครือข่าย เขาหรือเธอมีศักยภาพเพียงพอแล้วที่จะทำเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ปัจเจกชนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ให้คุณค่าในปริมาณมากกว่าที่ผ่านมา เพราะสามารถสร้างในฐานะมนุษย์และในฐานะสัตว์สังคม ไม่ใช่ในฐานะผู้เล่นในระบบตลาดที่ใช้กลไกราคาอย่างในอดีต บางครั้ง การร่วมมือกันนอกระบบตลาดแบบนี้สามารถสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า และช่วยให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้กลไกตลาดและโครงสร้างองค์กรแบบบรรษัท สิ่งที่เกิดขึ้นคือตอนนี้เรามีภาคการผลิตข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรม ขนาดใหญ่ที่อยู่นอกระบบตลาด เป็นภาคการผลิตที่ตั้งอยู่บนเครือข่าย และเกี่ยวโยงกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คนจะจินตนาการออก ผลผลิตของภาคการผลิตนี้ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่ง หากตั้งอยู่บนชุด “ศีลธรรม” สมัยใหม่ที่ยืดหยุ่น คือหลักการเรื่องการแบ่งปันอย่างเสรี (open sharing) ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ทำซ้ำ ต่อยอด และดัดแปลงงานเป็นงานใหม่ๆ ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
เนื่องจากการดำรงอยู่และความสำคัญของการผลิตนอกระบบตลาด เป็นเรื่องที่ขัดกับสามัญสำนึกของคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบอบเศรษฐกิจที่อิงระบบตลาดสมัยปลายศตวรรษที่ยี่สิบ การข้ามพ้นสิ่งที่เราคิดว่าเรา “รู้” โดยสามัญสำนึก จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างเคร่งครัด ท่านผู้อ่านที่ไม่ชอบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยควรจะอ่านบทนำในภาคแรก, หัวข้อ “เมื่อการผลิตข้อมูลพบกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์” และ “ความหลากหลายของกลยุทธ์ในกระบวนการผลิตปัจจุบัน” ในบทที่ 2 และกรณีศึกษาในบทที่ 3 (ของหนังสือเล่มนี้คือ The Wealth of Networks) เนื้อหาเหล่านี้น่าจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ผมเรียกว่า ความหลากหลายของกลยุทธ์การผลิตข้อมูล และการอุบัติขึ้นของกระบวนการผลิตโดยปัจเจกชนและการร่วมมือกัน ที่อยู่นอกระบบตลาด สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่เชื่อจริงๆ ว่ากระบวนการผลิตนอกระบบตลาดนั้นจะมีทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้อย่างไร ผมขอแนะนำให้ใช้เวลาอ่านทุกบทในภาคแรกของหนังสือเล่มนี้ เพราะความเป็นไปได้ข้อนี้เอง ที่เป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นของผมที่ว่า เราสามารถแปลงความเชื่อมั่นในเสรีภาพด้านต่างๆ ของมนุษย์ เป็นประสบการณ์จริงในสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และความเชื่อมั่นข้อนี้ก็เป็นรากฐานของการอภิปรายของผมในประเด็นด้านทฤษฎีการเมือง และโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎหมายในส่วนที่เหลือของหนังสือ
ความยุติธรรมและการพัฒนามนุษย์
ข้อมูล ความรู้ ตลอดจนสินค้าและเครื่องมือที่มีข้อมูลเป็นส่วนประกอบสำคัญ (information-rich goods and tools) ล้วนมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนามนุษย์ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่ายจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความหิวโหยและโรคร้ายแรงระดับโลก มันก็เปิดช่องทางใหม่ๆ ให้เราเริ่มรับมือและสร้างเงื่อนไขที่จะสร้างความยุติธรรมและเอื้ออำนวยต่อการพัฒนามนุษย์ เนื่องจากผลผลิตของเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่ายมักจะไม่มีใครเป็นเจ้าของ มันจึงเป็นช่องทางฟรีในการเข้าถึงเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลผลิตหลักๆ ของเศรษฐกิจข้อมูล จากมุมมองเสรีนิยมทางการเมืองที่ยึดความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง อย่างน้อยที่สุดผลผลิตเหล่านี้ก็เป็น “สินค้าสำเร็จรูป” สำหรับคนที่มีฐานะแย่ที่สุดในสังคม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทรัพยากรข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรีนั้น ทำให้การมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจไม่จำเป็นนักที่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กีดขวางการเข้าถึงเงินทุนและเครือข่ายทางสังคมและธุรกรรม และทำให้คนจนถีบตัวออกจากความยากจนได้ยากยิ่งในระบอบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม ดังนั้น ทรัพยากรและเครื่องมือดังกล่าวจึงช่วยให้มนุษย์มีโอกาสที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
ถ้าเราพุ่งเป้าความสนใจไปที่การพัฒนามนุษย์ เสรีภาพในการใช้ทรัพยากรและเครื่องมือพื้นฐานทำให้คนมีส่วนร่วมดีขึ้นในการผลิตข้อมูล และองค์ประกอบอื่นๆ ในการพัฒนามนุษย์ที่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ประการแรก ซอฟต์แวร์ฟรีแบบโอเพ่นซอร์สที่มีความหลากหลาย ช่วยให้ประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางมีศักยภาพด้านซอฟต์แวร์ที่จำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ซอฟต์แวร์ฟรีช่วยสร้างวงการให้บริการซอฟต์แวร์ (software services) ในประเทศ เพื่อรองรับคนในชาติ และเป็นฐานสำหรับการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมให้บริการซอฟต์แวร์ระดับโลก โดยไม่ต้องขออนุญาตบริษัทซอฟต์แวร์ข้ามชาติก่อน การตีพิมพ์งานด้านวิทยาศาสตร์กำลังเริ่มใช้กลยุทธ์แบบร่วมกันผลิต ในการตีพิมพ์แหล่งข้อมูลสำคัญๆ ในทางที่ทำให้ประเทศยากจนสามารถเข้าถึงผลลัพธ์ของมันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ เรากำลังเริ่มเห็นความพยายามร่วมกันระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และปัจเจกชน ใช้โอเพ่นซอร์สทำงานพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และนำมันมาใช้แก้ปัญหาด้านเกษตรกรรม เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาศักยภาพพื้นฐานระดับหนึ่งระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่จะเอื้ออำนวยให้เกษตรกรผู้ยากไร้ทำงานร่วมกันกับนักวิทยาศาสตร์ ทั้งในประเทศยากจนและรอบโลก เพื่อพัฒนาพืชพันธุ์ธัญญาหารใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าเดิม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศยากไร้ทุกแห่งในโลก อีกหนึ่งความพยายามที่ทะเยอทะยานไม่แพ้กัน แต่ยังคืบหน้าไปได้ไม่ไกลเท่า คือความพยายามที่จะดัดแปลงระบบนวัตกรรมนี้ให้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ
เป้าหมายสูงสุดของความพยายามเหล่านี้คือ การกำจัดปัญหาความยากจนและความล้าหลังด้านการพัฒนามนุษย์ในระบอบเศรษฐกิจข้อมูลโลก ในขณะที่ประชากรของประเทศร่ำรวยมีความมั่งคั่งกว่าเดิม เมื่อข้อมูลและนวัตกรรมต่างๆ ช่วยให้พวกเขามีอายุยืนขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น เพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และวัฒนธรรมได้อย่างสะดวกสบายกว่าเดิม ในอีกหลายๆ ประเทศ เรากลับเห็นอายุขัยเฉลี่ยของประชากรลดลง อัตราการตายเพิ่มขึ้น และอัตราการไม่รู้หนังสือยังอยู่ในระดับสูง ความอยุติธรรมระดับโลกนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่ง (แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด) มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เราพึ่งพิงโมเดลการทำธุรกิจแบบมีกรรมสิทธิ์ในระบอบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการผลิตข้อมูลต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดในการพัฒนามนุษย์ ในขณะที่ระบอบเศรษฐกิจข้อมูลแบบเครือข่ายกำลังพัฒนาวิธีใหม่ๆ ในการผลิตข้อมูล วิธีที่ไม่มองผลผลิตว่าเป็น “ของ” ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เผยแพร่ฟรีให้กับทุกคน ระบอบเศรษฐกิจใหม่นี้ก็กำลังมอบโอกาสเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับการพัฒนามนุษย์ทุกหนทุกแห่ง เรากำลังมองเห็นการอุบัติขึ้นของ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” (an innovation ecosystem) ที่ประกอบสร้างขึ้นจากเงินอุดหนุนภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไรดั้งเดิม และภาคการร่วมกันผลิต (peer production sector) ที่ช่วยให้เราสามารถร่วมกันพัฒนามนุษย์ ทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน.

