คู่กรรม ฉบับ ‘กรรมพม่า-กรรมไทย’
ก็ทั้งเห็นใจ และทั้งสงสารพี่น้องชาวพม่านะครับ นายกฯ สมัคร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ท่านก็ทำหน้าที่คนบ้านใกล้เรือนเคียงดีแล้ว ผมเห็นทางกองทัพไทย เห็นกระทรวงพลังงาน โดยพลโท (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ระดมทั้ง ปตท. ทั้ง กฟผ.เข้าไปช่วยด้านพลังงาน และเห็น ซี.พี.ขนข้าวปลาอาหารไปให้ ก็...
อุ่น และอิ่มใจ ที่ได้เกิดเป็นคนไทยครับ ถึงผมจะไม่ใช่ผู้ให้ แต่ในฐานะคนไทยผู้หนึ่ง เห็นน้ำใจคนไทยด้วยกันเช่นนี้ ก็พลอยชื่นใจได้เกาะใบบุญไปด้วย!
“จิตเดิมแท้” ของคนไทยก็เช่นนี้แหละ เป็น “จิตให้” โดยพื้นฐาน ไม่อย่างนั้น “พระพุทธศาสนา” จะตั้งมั่นเป็นแกนอยู่ในสยามประเทศแห่งนี้ได้อย่างไร?
คนไทย มีของดี และมีดี เป็นเชื้อเกิดอยู่ในตัวด้วยกันทุกคนอย่างนี้แล้ว จงมองให้เห็น “ดีในตน” และรักษากันเอาไว้เถอะ คนนอกชาติ-นอกภาษา เขามองมาที่คนไทย-เมืองไทย และพูดไว้ว่า
“คนไทยน่าอิจฉา อยู่กันสุข-สบายมานาน จนมองเห็นความสุข-สบายในชาติตัวเองเป็นของธรรมดา จึงหาเรื่อง ‘ทุบชาติ’ ทิ้งสุข ตะกายหาทุกข์ด้วยเข้าใจว่าเป็นสุขกันอย่างน่าสมเพช”
เขามองเห็นอะไร และหมายถึงอะไร คงไม่ต้องให้ผมจาระไนถึงความแตกแยก “เอาทักษิณ-ไม่เอาทักษิณ” อันน่าละอายขณะนี้นะครับ!
คนพม่า-ประกอบด้วยคนหลากชาติ หลากเผ่าพันธุ์ ถ้านับตั้งแต่อาณาจักรพุกามซึ่งมีมาก่อนประเทศไทยหลายพันปีนั้น ความจริง ทั้งประเทศชาติและประชาชน น่าจะไปได้ดีกว่าไทย และตัวเขาเองในขณะนี้
แต่ก็นั่นแหละ ย้อนดูแค่ประวัติศาสตร์สัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า เอาแค่ในรอบ ๕๐๐ ปี จะเห็นว่าในเชื้อเกิดของคนพม่า “กรรม” คือการกระทำ สั่งสมเป็นบุญและบาปต่างกัน!
ว่าก็ว่าเถอะ เรียนประวัติศาสตร์ไทย-พม่า ตอนประถม ๔ ก็ไม่พบว่าไทยจะได้ยกทัพจริงๆ จังๆ หวังไปตีเมืองพม่า อย่างเก่งก็แค่ไล่ล่าทัพพม่าที่แตกพ่ายเข้าไปนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
มีแต่พม่านั่นแหละ ตั้งอก-ตั้งใจ ยกทัพมาตีไทย ฆ่าคนไทยไม่หยุดหย่อน และที่เป็นประวัติศาสตร์จารึก “ติดตา-ติดใจ” จากอดีตถึงปัจจุบัน ณ วันนี้ ก็คือ
พม่า ซึ่งมี “พุทธะ” เป็นศาสนาเหมือนกัน แต่เมื่อตีกรุงศรีอยุธยาแตก ฆ่าคนแล้วไล่ต้อนกลับไปตามประสาศึกก็พอทำเนา
แต่ที่เผาวัด ลอกทองพระพุทธรูป ทิ้งให้เห็นเป็นแผลใจยับเยินอยู่ทุกวันนี้น่ะซี คนไทยไม่ว่าอะไรหรอก เพราะใจถึงพุทธะ จึงปลงตกด้วยเข้าใจเรื่อง “กฎแห่งกรรม”
แต่พม่า-ผู้กระทำกรรมเองนี่ซีครับ การเผาวัด ลอกทองพระ เป็นกรรมที่ทั้งนรก-สวรรค์กำสรวล เป็นเงาบาปติดตัว-ติดชาติ ไปทุกภพ-ทุกชาติ ถึงปานนั้น! เพราะคนไทยเชื่อฟังคำสอนพระพุทธองค์นั่นแหละ “กรรมเก่าชดใช้-กรรมใหม่ไม่ก่อ” การที่พม่าบุกมาฆ่า มาเผาเมือง เผาวัด คนไทยก็ถือว่าเป็นกรรมของเราที่เคยไปทำกับเขาไว้
การตัดเวร-ตัดกรรม ไม่ใช่ไปให้พระ หรืออาจารย์ที่ไหนเอาผ้าขาวคลุมเขกหัว เราทำเองได้ โดย “ทำใจ” ไม่อาฆาต ไม่พยายาทผูกเวร-ผูกกรรม อีกต่อไป
ตัดพยาบาท ตัดอาฆาต ตัดล้างแค้น นั่นก็เท่ากับ “ตัดเวร-ตัดกรรม” กรวดน้ำคว่ำขัน “จบกันไป” ทุกภพ-ทุกชาติ!
การตัดกรรมบาป คือการไม่ทำบาปต่อบาป การต่อกรรมบุญ คือการทำบุญต่อบุญ เข้าใจง่ายๆ กันอย่างนี้
เมื่อคนไทยเรา “ตัดกรรม” กับพม่า ด้วยการไม่ก่อกรรมใหม่โดยบุกไปเผาเมืองเขาล้างแค้นแล้ว ทุกอย่างก็เข้าสู่การโคจรตามวงรอบสัจภาวะที่ว่า “กรรมใด-ใครก่อ กรรมนั้น-มันรับ!”
แล้วเห็นมั้ยล่ะ นับจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วเรื่อยมา ในขณะที่ไทย-ประเทศผู้มี “อโหสิกรรม” เป็นที่ตั้ง ทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งผู้คน ก็เจริญ ก้าวหน้า สุข-ทุกข์ตามสภาวะไปด้วยดี ภายใต้บารมีสถาบันพระมหากษัตริย์
ตรงข้ามกับพม่า ล่มสลายหมด หลุดจากแอกอังกฤษ ก็ต้องตกอยู่ในเปลวเพลิง “สงครามกลางเมือง” ระหว่างชนเผ่าที่ต่างแย่งกันใหญ่อีกสิบกว่าปี เอกราชที่ได้คืน ก็ต้องถูก “ทหารปฏิวัติ” ริบเอาไปใช้อีกทอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็อีกร่วม ๕๐ ปี ประเทศพม่า-คนพม่า หาสุขสงบไม่ได้ ทั้งที่ว่าไปแล้วประเทศ “เคร่งครัด” ในพระพุทธศาสนากว่า “ประเทศไทย-คนไทย” ด้วยซ้ำ!
ในร่วมศตวรรษ พม่าต้องปราบปราม ฆ่ากันเองทั้งคนร่วมเผ่า และต่างเผ่า พระ-ทหาร-ชาวบ้าน ต้องรบราฆ่าทะเลาะกันเองไม่หยุดหย่อน จนถึงวันนี้...
พม่าไม่เคย “หัวถึงหมอน” แล้วปิดเปลือกตานอนได้ โดยไม่ฝันถึง “เสรีภาพ-ศานติ-สันติภาพ”
แล้วนี่ จากพายุไซโคลนนาร์กีส พี่น้องชาวพม่าที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ตามข่าวบอกว่าตายไปแล้วกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ไม่รวมความพินาศยับเยินจากวัตถุ เช่นบ้านเรือนอีกต่างหาก!
ในฐานะประเทศพระพุทธศาสนาด้วยกัน นอกจากรู้ว่าเหตุมาจาก “ภัยธรรมชาติ” แล้ว ก็เข้าใจในมิติพุทธด้วยว่า “ผลครั้งนี้-มาจากเหตุครั้งนั้น”
นั่นคือ..เหตุคือ-การกระทำที่สั่งสม และผลคือ-สิ่งปรากฏจากเหตุนั้น! ฉะนั้น ประเทศไทย คนไทยด้วยกัน ควรต้องช่วยพี่น้องชาวพม่าที่ประสบภัยครั้งนี้กันให้มากๆ ถ้ามีหน่วยงานไหนเปิดรับความช่วยเหลือ สละทรัพย์ช่วยกันเถอะครับ
พม่าก็มีกรรมเป็นของพม่า เราก็มีกรรมเป็นของเรา ทั้งพม่ากับไทยคล้ายเพื่อนบ้านที่รักใคร่ออกเดินป่าไปด้วยกัน ท่ามกลางเส้นทางที่เดินไปด้วยกันนั้น ต่างคนต่างสะพายย่ามคนละใบ
นั่นคือย่ามบรรจุ “เสบียงกรัง” และเสบียงกรังนั้นคือ “กรรม” ต่างคนก็ต่างมีชีวิตอยู่ด้วย “กรรมใคร-กรรมมัน”
เสบียงกรังในย่ามของเรา คือกรรมที่คนไทยก่อในภาพรวมของคำว่าประเทศไทย นับว่าเป็น “กรรมดี” เอามากๆ ทีเดียว ก็เห็นมั้ยล่ะ เรายังกินบุญ-มีบุญประเทศให้กินสุขสบายกันได้อยู่
พม่าก็ต้องชดใช้กรรมตามเส้นทางของเขาไป นี่ยังแค่ภัยจากน้ำนะครับ ยังไม่ถึงรอบของไฟ?!
แต่ถ้าคิดถึงว่า การที่ถูกอังกฤษยึดครอง และต้องตกอยู่ในกองเพลิงสงครามชนเผ่า เผามาร่วมร้อยปี นั่นคือไฟเผาบ้านเผาเมือง
ก็เอาใจช่วยว่า นี่คือ “กรรมรอบสุดท้าย” ของพม่าแล้ว!
“หมดเวร-หมดกรรม” กันเสียที เกิดเหตุคราวนี้ ประชาชนชาวพม่าคง “ซึ้ง” ในรัฐบาลเผด็จการทหารดีแล้วว่า สมควรให้นำพาชาติอีกต่อไป หรือถึงเวลาต้องขับไสไล่ส่ง ผ่านการลงประชามติ!
อย่างว่าแหละ โลกถึงวาระลอกคราบ ครบศตวรรษหนึ่งก็จะมีหัวโจกโลกมา “จัดระเบียบโลก” ใหม่ครั้งหนึ่ง..นี่ก็เริ่มแล้ว!!
สำหรับบ้านเรา ให้ถือเสียว่า เหตุจากพายุไซโคลนนาร์กีสที่พม่าเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ให้รีบตั้งสติ ผมฟังจากกรมอุตุฯ ฟังจากนายสมิทธ ธรรมสโรช และสังเกตจากอากาศที่นิ่งอั้นจน “ร้อนผ่ากะโหลก” ผิดปกติ ๒-๓ วันมานี้
ถ้าในอีกซีกโลกไม่เกิดเหตุ “ภูเขาไฟระเบิด” ก็ในอีกซีกโลก คือด้านบ้านเรา ก็น่ากลัวว่า ความแห้ง-ความชื้น จากอากาศที่มาปะทะกัน มันจะเกิดพายุรุนแรง!
ไม่พายุจาก “ภัยธรรมชาติ” ก็อาจเป็นพายุจาก “ภัยการเมือง” จากกลางเดือนพฤษภานี้เป็นต้นไป
ก็สุดแต่อะไรจะเกิดเถอะครับ คนไทยไม่เคยเผาพระ-เผาวัดลอกทอง คงไม่มีกรรมหนักมาสนองถึงขั้น “นองเลือด” หรอกน่า ผมอ่านหนังสือธรรมะ ท่านบอกว่า “ขันติ-ความอดทน” ไม่ใช่ปล่อยให้อะไรเกิดแล้วไปอดทนต่อสิ่งนั้น แต่หมายความว่า ต้องอดทนต่อ โลภ-โกรธ-หลง ที่มายั่วให้ตบะแตกตรงนี้ตะหาก แล้วความอดทนจะช่วยให้ “พ้นอันตราย”.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2551



