Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


มันมาท่ามกลางพายุและเสียงเตือน

ม่านฟ้าเหนือ “อิรวดี” ยามนี้ดาวรุบรู่และหม่นเศร้านะครับ ถ้า “จะเด็ด” ยังมีชีวิตอยู่ กราดตา-เห็นอาณาจักรตองอูกลาดเกลื่อน ระเกะระกะไปด้วยศพพี่น้องชาวพม่านับหมื่นเช่นนี้

เห็นทีจะต้องครวญว่า ชนะมาทั้ง ๑๐ ทิศ แต่มิสามารถพิชิต “ไซโคลนนาร์กีส” ได้แม้แต่น้อย!

จำเป็นบทสอนใจกันไว้นะครับ “มนุษย์ฝืนธรรมชาติได้บางครั้ง แต่ไม่สามารถชนะได้แม้แต่ครั้งเดียว” ดังนั้น ใครบังอาจ “ฝืนธรรมชาติ” คือ ฟ้า-ดิน เมื่อไหร่

ลงท้าย..บรรลัยเมื่อนั้น!

เรื่องข้าว-นาไทย เช่นกัน ถ้าพูดถึงนาแล้วมองไม่เห็นควายคู่คันไถ สุดท้ายมันไปไม่รอดหรอกครับ ทุกวันนี้ นาคู่กับเครื่องจักร เริ่มตั้งแต่ไถคราด หว่าน ปักดำ จนเก็บเกี่ยว

มีแต่ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องจักร ค่าสารเคมีที่เรียกว่าปุ๋ย และค่ายาฆ่าแมลง ต้นทุนมันเกินมูลค่าผลผลิตต่อไร่ในภาวะน้ำมันบาร์เรลละ ๑๒๐ เหรียญฯ ขึ้นไปแล้ว

ทำนาให้ตาย ถ้าไม่ปฏิวัติระบบตัวเอง สิ่งหวังได้คือ ลงท้าย..ขายนาใช้หนี้!

ในอนาคต น้ำมันอาจถึงบาร์เรลละ ๒๐๐ เหรียญฯ ถ้าเรายังเอาอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่-ทำนา ไปผูกติดเป็นทาสไว้กับ “ต้นทุน-น้ำมัน” ผมว่านี่คือ เรื่องเศร้าบนความเขลาแห่งชาติชัดๆ

ผมอยากจะบอกพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา-ชาวสวน ทั้งหลาย อย่าไปเชื่อนโยบายไร้แก่นสารของรัฐบาลผ่าน “กระทรวงเกษตรฯ-กระทรวงพาณิชย์” ยุคนี้หรือยุคไหนให้มากนัก

เพราะที่ผมสังเกต อะไรขายดี-ขายได้ นักการเมืองก็เข้าไปจุ้นเอาหน้า โดยไม่เคยมีความคิดปฏิวัติ-วิจัย-จัดระบบการทำเกษตร และจัดสรรพื้นที่ให้เป็นอัตราส่วน เป็นสัดส่วนตามภูมิศาสตร์ ตามภูมิอากาศ และตามความถนัดจัดเจน

นี่อะไรกัน เห็นยางพาราราดี ก็เฮละโล ยักคิ้วให้ชาวบ้านบุกรุกหักล้างถางป่าปลูกยาง เห็นน้ำมันราคาแพง ก็เฮละโลให้ชาวบ้านปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกกันกระทั่งบนยอดเขา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเอาน้ำที่ไหนไปรดราก

ข้าวก็เหมือนกัน เห็นราคาเป็นทองคำ ก็หัวทิ่ม-หัวตำถลำเถลือกส่งเสริมทำนากันจนไม่คำนึงถึงว่าจะไปเอาน้ำที่ไหน ปลูกพร้อมกันมากๆ เข้าไป ลงท้ายผลผลิตออกมาพร้อมๆ กัน ทั้งฟิลิปปินส์ พม่า เวียดนาม เขมร ลาว สู่ภาวะปกติ ผลิตได้เหมือนเดิม

ซวยละซีตานี้ “ข้าวล้นตลาด” การส่งเสริมทำเกษตรเชิงเดี่ยว มันก็ตายลูกเดียวแหละพี่น้องเอ๋ย!

ข้าวขายไม่ได้ คือขายแล้วราคาไม่เป็นทองคำแล้วจะทำยังไงกัน รัฐบาลไม่เคยคิด ไม่เคยวางแผน นอกจาก “ทำไปก่อน” อะไรจะเกิด แล้วค่อยแก้กันไปทีละเปลาะ ตามประสา “ระบบราชการไทย” นำทางประเทศทุเรศๆ

ตูละเบื่อ!

พอ “ตลาดพัง” ก็จะอ้าง “กลไกตลาด” หายหัวเอาตัวรอดแน่บ!

เรื่องข้าวที่กลายเป็นทองคำขณะนี้ก็คอยดูเหอะ พอราคาข้าวกลับสู่ความเป็นจริง เกวียนละ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ชาวนาที่เหมือนถูกชักรอกขึ้นไปติดอยู่บนยอดเขาราคาเกวียนละ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ จะแห่กันมาเต็มหน้าทำเนียบฯ

เฉพาะค่าปุ๋ยที่รัฐบาลบอกว่า สั่งเข้ามาช่วยเหลือนั่นก็เถอะ เอาตัวชาวนาไปทำเป็นปุ๋ย ใช้หนี้เฉพาะส่วนนี้รวมกับราคาข้าวที่ได้ ก็ยังไม่พอ!

พวก “รัก-ยม” ก็กลายเป็นดุ้นฟืนดองน้ำปลาอยู่ในขวดไปน่ะซี จะมีท่าอะไร เพราะบริหารแบบ “น้ำขึ้น-น้ำลง” มันง่ายจะตาย มีราคาก็สั่งลุย ไม่มีราคาก็อ้าง “กลไกตลาด” คนไทยหัวอ่อน ว่าง่าย-หลอกง่ายจะตายไป

ตอนนี้ พอข้าวมีราคาก็หนุนชาวนา “ปลูกปูพรม” ทั้งประเทศ กลัวข้าวจะโตไม่ทันรวย ชาวนาบอกปุ๋ย รัฐบาลก็ปุ๋ย ชาวนาบอกยาฆ่าแมลง รัฐบาลก็ยาฆ่าแมลง

เห็นแล้วก็เหมือน คนตาบอดจูงคนตาใสไปดูหนัง!

ชาวนาบอก “กำไรหด-ต้นทุนแพง” เพราะปุ๋ยแพง รัฐบาลก็เออ..เพราะปุ๋ยแพง แล้วก็อีนุงตุงนังปล้ำผีลุก-ปลุกผีนั่ง แทนที่จะไปวิเคราะห์-วิจัย มองทาง-วางแผนในระยะสั้น ระยะยาวในทาง “ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร”

กลับแก้ในทาง “เพิ่มต้นทุน” เข้าไปอีก จนกลายเป็นทัศนคติฝังใจชาวนายุคโลกาภิวัตน์ไปแล้วว่า ปัจจัย ๔ ของอาชีพทำนา คือ

ปุ๋ย ๑ ยาฆ่าแมลง ๑ เครื่องจักร ๑ น้ำมัน ๑ รวมเป็น ๔ ถ้าชาวนาขาดจัตุปัจจัยนี้ เหมือนกะว่าพระธุดงค์จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้อย่างนั้นแหละ!

ที่พูดกันว่า ถ้ารัฐบาลพลังประชาชนตีความ “ประชาธิปไตย” คือเสียงส่วนใหญ่ของ ๖ พรรคร่วมรัฐบาล แล้วหักหาญแก้ไขรัฐธรรมนูญอัญเชิญวิญญาณทักษิณคืนทำเนียบฯ วันไหน ประชาชนจะ “พรึ่บ” เต็มหน้ารัฐสภาวันนั้น นั้น

ผมว่ายังไม่น่าห่วงเท่า “ทุกข์ชาวนา” ที่รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์กำลังจะพาไปตาย ด้วยการสร้างหวังบนทัศนะผิดๆ ในขณะนี้

ผมย้ำของผมเองในชนิด “ย้ำแล้ว-ย้ำอีก” ว่า โลกกำลังเข้าสู่วงรอบแห่งการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ต้องมีสติมองรู้ มองเห็น มองเข้าใจ จับจ้องความเป็นไปด้วยไม่ประมาท

ทำอะไรต้อง “เผื่อเหลือ-เผื่อขาด” ครับ อย่าเทไปหูเดียว อย่างข้าวแพงก็เฮไปทำนา พลังงานทดแทนแพงก็เฮไปปลูกพืชน้ำมัน กุ้งแพงก็เฮไปขุดแผ่นดินเป็นทะเลเลี้ยงกุ้ง

ควรต้องมองไกล ยอม “จนวันนี้-รวยวันหน้า” ด้วยการนำประเทศเข้าแผนที่ชัดเจนด้วยบนวิทัศน์ สำคัญแต่ว่า..มีวิสัยทัศน์กันหรือเปล่าเท่านั้น?

สงครามย่อยๆ น่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ เทศกาลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐตอนปลายปีนี้แหละ ภูมิภาคตะวันออกกลาง ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ยากที่จะไม่ตกเข้าไปอยู่ในกระดานเกม

“พม่า” ดูท่าทีแล้ว สหรัฐกำลังมีแผนลงมืออะไรบางอย่างอยู่ในใจ เพราะที่สังเกตดูจะหงุดหงิดกับไทยจนออกนอกหน้า แค่นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกฯ ๓ เดือน

ระดับบิ๊กๆ ของสหรัฐผลุบเข้า-ผลุบออก ทั้งที่บ้าน ทั้งที่ทำงานเป็นการเยี่ยม “ถี่” จนออกนอกหน้า!?

และถึงตอนนี้ จะว่าไปแล้ว ท่าที-บทบาทต่อพม่า ระหว่างสหรัฐกับไทย คล้ายเล่นเมโลดี้ทางแจ๊ซ เพลงเดียวกัน แต่ลีลาในแต่ละท่อน เทคนิคใคร-เทคนิคมัน

ขณะที่นายสมัครไปเยือนพม่า กลับมาอาสาจะทำพีอาร์แก้ภาพพจน์ให้พม่าต่อเวทีโลก ต่อมาผู้นำพม่ามาเยือนไทย ทั้งสองแสดงความดูดดื่มเป็นพิเศษถึงขนาด “เปิดบ้าน” ทำกับข้าวกินกันเป็นการส่วนตัว

พอพม่าประสบวิบัติภัยจากไซโคลนนาร์กีส ดูเหมือนไทยจะเป็นประเทศแรก ร่วมทุกข์-ร่วมสุข ขมีขมันช่วยทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังของ และกำลังเงิน

วานนี้ ทางสหรัฐโดยนางลอร่า บุช คงจะอ้างอิงฐานะ “เมียประธานาธิบดี” ฉวยจังหวะ “ร่วมด้วย-ช่วยด่า” โดยตั้งประเด็นว่า

“อะไรกัน..บ้านเมืองมีปัญหาเฉพาะหน้าขนาดนี้ แล้วยังจะให้ลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ตามเดิมละหรือ?”

แล้วก็พาลไปถึงว่า เหตุที่พม่าถูกนาร์กีสถล่มตายเป็นหมื่นๆ ก็เพราะพม่าปกครองด้วยระบบเผด็จการ ทำให้เศรษฐกิจผิดพลาด การบริหารล้าหลัง ขนาดพายุจะมายังไม่มีการบอกกล่าวให้ชาวบ้านรู้ตัวล่วงหน้าเลย!

อูยยยย..เจ๊ทำยังกะว่าที่นายบุช-สามีเจ๊บริหารสหรัฐอยู่ตอนนี้ เป็นประชาธิปไตย และเศรษฐกิจถูกต้องดีแล้วงั้นแหละ โรคซับไพรม์ถึงได้ระบาดไปทั้งโลก

และทำยังกะว่าที่สามีเจ๊ไปบุกยึดประเทศอิรักนั่น ไม่ใช่การกระทำของพวกเผด็จการอำนาจ อ้างว่า “ซัดดัม” ทำอาวุธนิวเคลียร์ แหก-แหลกทั้งประเทศ แล้วไหนล่ะเตาปฏิกรณ์อะไรที่อ้างว่ามีภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันก่อนบุกบ้าน-บุกเมืองเขาน่ะ?

ในขณะที่ไทย-นายสมัคร “จูบปาก” กับผู้นำพม่า ขณะที่สหรัฐประณามพม่ามีการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย และคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน ที่ต้องกำราบปราบปราม

ขณะเดียวกัน สหรัฐก็แยกไปแสดง “เมโลดี้ทางแจ๊ซ” อย่างที่ว่า ด้วยการให้รัฐสภาของเขาออกกฎหมายรับรอง “นางอองซาน ซูจี” ให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของสหรัฐ มอบเหรียญทองชั้นสูงสุดเป็นการเชิดชูเกียรติ

องค์ทะไล ลามะ เป็นคนแรก และนางอองซาน ซูจี เป็นคนที่ ๒ ที่สหรัฐเชิดชูเกียรติ และมอบความเป็นพลเมืองให้เช่นนี้ ซึ่งเป็นที่ชัดว่า

“ศัตรูจีน คือมิตรอเมริกัน”

แต่มิตรอเมริกัน และศัตรูจีน ทั้งผองคือมวลมิตรไทย!?

นึกเรื่องนางลอร่า บุช ตำหนิพม่าว่า “ไม่เอาไหน” ที่ปล่อยให้คนตายเพราะไซโคลนก็ขำ

เพราะเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว พายุแคทรินาถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา ปล่อยให้ชาวบ้านอดอยาก จมอยู่ในน้ำเป็นเดือนๆ ตายไปตั้ง ๕,๐๐๐ กว่าคน

ทั้งชาวโลก ชาวอเมริกันด่า “บุช” กันขรมว่าไม่เอาไหน ทอดทิ้ง ไม่มาดูแล แล้วทีกับพม่า เจ๊ก็ทำแร่ๆ ด่าเขาขรมแต่เช้าเชียวนะ!

บ้านเราก็เถอะ ไม่เกี่ยวกับอาถรรพณ์ว่ามีคนทำ “กาลีบ้าน-กาลีเมือง” หรอก แต่ด้วยวิถีธรรมชาติน่ะ ได้ยินกรมอุตุฯ เตือนให้ “ระวัง” เผลอๆ อาจเจอทั้งดีเปรสชัน พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น หรืออาจถึงไซโคลน “อย่างหนึ่ง-อย่างใด” ก็ได้ ตุนข้าวใส่หม้อ-ใส่ไหไว้บ้างเน้อ.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter