ทักษิณไม่ดี-แล้วคนดีไปอยู่ที่ไหน?
พฤษภาคม เป็นอีกเดือนที่มี “วันหยุดราชการ” ติดต่อกันยาวนานนะครับ แต่ดูเหมือนราชการหยุด ผู้คนแต่ละฝ่ายดูจะไม่หยุด “สุมฟืน-ก่อไฟ” เพื่อเผาบ้าน-เผาเมือง
ถึงจุดนี้แล้ว ผมมองไม่เห็นว่าคนไทยจะกลับสู่ความ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ได้เหมือนแต่ก่อนอย่างไร?
เพราะผู้คนในบ้านเมืองตอนนี้ ไม่ต้องการเหตุผล ไม่ต้องการแสวงหา “จุดลงตัวร่วมกัน” เพียงแต่ต้องการ “สิ่งที่กูต้องได้” อย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อไปสู่จุดที่ต้องการ
สุดท้าย..มันก็ต้อง “ฆ่ากัน” สถานเดียว!
๑๔ ตุลามหาวิปโยค ๑๖ ก็ดี ๑๗ พฤษภามหาทมิฬ ๓๕ ก็ดี เราจะเห็นชัดว่า ในหมู่ประชาชน-คนไทยด้วยกัน “ไม่แตกแยก” ในความคิดเห็น กอดเป็นเกลียวพุ่งไปเหมือนกระแสน้ำหลากในทิศทางเดียวกัน คือ
กระแทก-ทำลายระบบ “เผด็จการ” ครองเมือง!
แต่ ๖ ตุลามหาโหด ๑๙ จะมีเงื่อนไข ความเป็นไปที่เป็นบทจบ “แตกต่าง” กว่าการลุกฮือของประชาชนทุกครั้ง นั่นคือ ไม่ใช่ประชาชนฮือ “รบรัฐ” แต่เป็นการฮือของคนไทย “เพื่อฆ่า” คนไทยกันเอง!
ครั้งนั้น ประชาชนคนไทย “แตก-แหกขาด” เป็น ๒ ขั้ว จนเกิดคำว่า “ขวาพิฆาตซ้าย-ซ้ายพิฆาตขวา”
ส่วนระบบรัฐในภาครัฐบาลพยายาม “อยู่ตรงกลาง” ทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัย มีทั้งพวก กลาง-ข้างขวา และกลาง-ข้างซ้าย!
๖ ตุลา ๑๙ นิสิต-นักศึกษาแตกแยก พระสงฆ์องคเจ้าแตกแยก กรรมาชีพแตกแยก พ่อค้า-แม่ขายแตกแยก ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการพลเรือนแตกแยก ครูบาอาจารย์-นักวิชาการ-นักปฏิบัติการแตกแยก นักการเมืองแตกแยก คนหนังสือพิมพ์แตกแยก ผู้มีความคิดเห็นทางชาติ-ศาสนา-สถาบันพระมหากษัตริย์แตกแยก
นั่นคือ ประชาชนบนคำว่า “คนไทย” แตกแยกเป็น “ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา”และแต่ละฝ่าย มีสภาพคล้ายฝูงสัตว์ที่ถูกไล่ต้อนแล้วเตลิด สิ้นสติ ไร้สัมปชัญญะ มีแต่ “ฝ่ายใคร-ฝ่ายมัน เตลิดไป..เตลิดไป
“เป้าหมาย” อาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันคืออะไร นอกจากเหยียบย่ำแล้วเตลิดไปตามเสียงที่ไม่รู้ว่ามาจากทิศทางไหนตะโกนสั่ง
ฆ่ามัน..ฆ่ามัน!!
นั่นคือภาพ ๖ ตุลา ที่ประชาชนแตกเป็น ๒ ขั้ว แล้วตั้งป้อมค่าย แต่ละฝ่ายปลุกระดมให้ฮือโหมประจันหน้า
สุดท้ายก็..ฆ่ากัน เป็นประวัติศาสตร์อดสูที่ยังหาคำตอบเป็นที่ยุติไม่ได้ว่า..คนไทยฆ่าคนไทยกันเองครั้งนั้น
เพื่อใคร เพื่ออะไร และสิ่งไหนกันแน่เป็นสาเหตุ!?
เป็นประวัติศาสตร์แห่งความงมงาย ที่อาจสรุปให้เห็นภาพได้ตรงนี้ว่า คนไทยก็แค่ “จิ้งหรีด” ที่ถูก “เขา” จับปั่นหนวดให้กัดกัน เหมือนไก่ร่วมเล้าที่ถูก “เขา” มอมหน้าให้ตีกัน
“เขา” คือใคร?
และด้วยเหตุใด เราๆ ท่านๆ จึงต้องจิกตีกัน
...เพื่อ “เขา”?!
ทั้งหมดนี้ ผ่านมา ๓๒ ปีแล้วก็ยังไม่มีใครหาคำตอบที่ “ถูกต้องแล้วคร้าบบบ” ให้กับตัวเองได้!?
โง่ หรือ ฉลาด หรือจะบอกว่า มันคือธรรมชาติของคนโง่ที่ต้องถูกคนฉลาดด้วยเล่ห์ “หลอกใช้” ตลอดกาล?
สังคมตอนนี้ พอแยกเป็นสายพันธุ์ “บัวไทย ๔ เหล่า” ได้ดังนี้
๑.ประเภทบัวพันธมิตร
๒.ประเภทบัวพันธมาร
๓.บัวไข่ลม กกความดีรอราชรถมาเกย และ
๔.บัวสัปเหร่อ คอยเก็บศพ เลาะฟันทอง!
ครับ..ก็ลองหันมาพินิจรูปแบบของปัญหาขณะนี้ดูบ้าง ในทัศนะของผมบนภาพมิติกว้าง จากรัฐบาลทักษิณ ๕ ปี มาถึงปฏิรูป ๑๙ กันยา. ๑๗ เดือน จนมาถึงวันนี้ รัฐบาล “สมัคร-นอมินีทักษิณ” ๓ เดือน
บนความเป็นไป “ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง” อยากจะใช้คำเพื่อให้เห็นภาพในมิติ กว้าง-ยาว-ลึก จากปี ๒๕๔๔ จนมาถึงปี ๒๕๕๑
ใครก็อย่าไปโทษใคร และอะไร เป็นการเฉพาะเจาะจงเลยครับ นึกถึงคำว่า “ตถตา-มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง” ตามที่หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ ท่านบอกไว้เถอะ
“ประเทศชาติ” ก็เหมือน “คน” แหละครับ มีเส้นทางเป็นอนาคตที่ต้องไปข้างหน้าด้วยกันทุกคน และไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตเป็นอย่างไร เพื่อตัดความฟุ้งซ่านที่ปิดบังปัญญา “พระพุทธองค์” จึงตรัสบอกให้
ทุกคนจงอยู่กับ วัน-เวลา-นาที-วินาที “ปัจจุบัน” ด้วยสติที่รู้เท่าทัน และตามทัน!
ก็ลองไล่เรียงดูเอาได้นะครับว่า ที่ผ่านมา ๕-๖ ปี เราอยู่กับแต่ละช่วงปัจจุบันด้วยสติ-สัมปชัญญะกันหรือเปล่า?
คนมี ช่วงสุข ช่วงทุกข์ ช่วงเจ็บ ช่วงป่วย ช่วงรุ่งเรือง ช่วงโรยรา ประเทศชาติบ้านเมืองก็เหมือนกันแหละครับ
ขณะนี้ ดูเผินๆ จะสรุปว่า “ประเทศไทยป่วย” แต่ความจริงแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ป่วย ที่เห็นว่าป่วย นั้น เป็นเพียงอาการเปลี่ยนถ่ายมิติสังคมจาก “สิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง” ที่มีศัพท์เรียกว่า “ลอกคราบ”
“ประเทศไทย” เป็นส่วนหนึ่งของโลก โลกที่เข้าสู่ “ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนถ่าย” พาหนะที่นำไปสู่การเปลี่ยนถ่ายเรียกว่า “เชื้อไวรัส”
ขณะนี้ สังคม “ประเทศไทย” รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่มา ๕-๖ ปีแล้วครับ!!
และทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ที่เกิด ใครก็ไม่ต้องไปโทษใคร เพราะล้วนถูกกำหนดให้เป็น “ตัวร่วม” ที่ถูกเชื้อไวรัสโจมตีด้วยกันทั้งนั้น ถามว่า “ตัวร่วม” อะไร?
คำตอบคือ “ตัวร่วม” ของการเดินทางไปสู่เส้นทางข้างหน้าที่ใครก็ไม่สามารถมองเห็น จนกว่ากาลเวลาจะชักเวียนเปลี่ยนผ่านไปเองตามวิถี และเราเรียกรวมๆ ตรงนั้นว่า “อนาคตใหม่”
อนาคตใหม่ของโลก ของประเทศไทย ที่ต้องเป็นไปตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาทอิทัปปัจจยตา” เพราะมีสิ่งนี้-สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้-สิ่งนี้จึงไม่เกิด อย่างนี้เป็นต้น
สรุปลงในหลักไตรลักษณ์นั่นแหละครับ ทุกอย่างไม่เที่ยง วันนี้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าใครไปยึดก็เป็นทุกข์ เพราะทุกอย่างแค่สิ่งสมมุติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็แปรเปลี่ยนไป แท้จริงแล้ว ไม่มีตัวตนอะไรให้จับต้องคงอยู่เป็นนิรันดร์
มีแต่คนโง่เขลาเท่านั้น “ทึกทัก” หลงเข้าไปยึดด้วยอุปาทาน!
ทั้งมนุษย์ ทั้งสัตว์ ทั้งวัตถุ ทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม ฟ้า อากาศ อย่าว่าแต่ “ประเทศไทย” อันเป็นแค่เปลือกสะเก็ดเล็กๆ เกาะผิวโลกนี้เลยครับ ทั้งหมดนี้ “ต้องไปทั้งนั้น”
ต้องแปรไป ต้องเปลี่ยนไปทั้งสิ้น!
เราเปลี่ยน อดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่ได้ แต่หากเราเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย สติ-รู้ตัวทั้วพร้อมทุกขณะ ด้วยสัมปชัญญะ รู้ดี-รู้ชอบ-รู้ผิด-รู้ถูก ในทุกขณะแห่งสติ รู้พูด รู้ทำ รู้คิด
อย่างนี้ เราสามารถเปลี่ยนอนาคต เปลี่ยนอดีต เปลี่ยนปัจจุบันได้!
มีสัจธรรมอันเป็น “ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์พระพุทธองค์” ไว้ว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา”
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้นย่อมดับได้”
“สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด”
ครับ..ดูเหมือนว่าคนในสังคมไทยวันนี้ “ยึดแน่น” ในสิ่งที่ตัวเองคิด-เห็น-ต้องการ ขาดทั้งสติ ขาดทั้งสัมปชัญญะ
คนไทยแยกเป็น “๒ ทัพ” ใน ๑ ประเทศ จนเกิดทิศทางขึ้นว่า:-
คนไทยกำลังจะฆ่ากับคนไทยด้วยกันเหมือนยุค ๖ ตุลา แบ่งเป็น “ขั้วเอาทักษิณ” กับขั้ว “ไม่เอาทักษิณ” โดยรัฐบาล “หลิ่วตา-เป็นกลาง”
ต่างไปจากยุค ๑๔ ตุลา และยุคพฤษภาทมิฬ ที่ประชาชนผนึกมือเป็น “กำแพงมนุษย์” ดาหน้ารบรัฐบาล แต่วันนี้ ระบบรัฐโดยรัฐบาล หนุนเทพ-หนุนมาร เป็นภาพ “ประชาชนฆ่าประชาชน”!
ครับ..ก็พิจารณากันเอาเองในฐานะส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิก “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม” หรือจะต้องรอให้ทุกข์เกิดขึ้นในแผ่นดินเสียก่อน แล้วค่อยเห็นธรรม ขณะนั่งฟังพระสวดอภิธรรม?
นักการเมืองเปรื่องปราชญ์มีเป็นพัน-เป็นหมื่น คนดีในแผ่นดินมีเป็นแสน-เป็นล้าน คนหวังตั้งรักในบ้านในเมืองมีเป็นล้านล้าน แต่ผมก็แปลกใจ ไปมุดอยู่ที่ไหนกันหมดล่ะครับ เขม้นมองมาตั้ง ๕-๖ ปี เห็นแต่หัว “ทักษิณ” คนเดียว ถ้าหวังดีต่อบ้านเมืองกันแบบมุดหัว ผมก็ว่า น่ายกบ้านเมืองให้คน “หวังร้าย” อย่างทักษิณเขาไปบริหาร..มันจะได้จบ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 2551



