สังคมไทยกับ ‘สถาบัน’ ที่มีคนบั่นบาก
หมู่นี้ป่วยเป็น “โรควูบ” กันเยอะนะครับ แต่นายกฯ สมัครของผม ขนาด ๗๐ กว่า แต่ท่านยังฟิตเปรี๊ยะ โรคประจำตัวที่เห็นก็มีอยู่อย่างเดียวคือ โรคความดันทุรังสูง แต่ภูมิคุ้นกันจากพรรคต่ำ
และดูเหมือนท่านจะรู้ตัว จึงบำบัดอาการขั้นต้นด้วยวิธี “งดจ้อ” วันอังคารกับวันศุกร์ไปแล้ว
ครับ..ก็น่าเสียดาย วันไหนขาดท่าน แล้ววันนั้นทุกคนจะรู้สึก คือรู้สึกว่าเกิดอาการ..หูกระหายน่ะ
แต่ก็ยังดีที่เหลือรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ในวันอาทิตย์ พูดเถอะครับ ด่าเถอะครับ ท่านจะพูดแบบไหน ด่าแบบไหนก็ได้ ขอให้มีด่าเป็น “ชูรัก-ชูรส” ไว้ทุกอาทิตย์ก็แล้วกัน
ช่วยสรรค์คำด่าใหม่ๆ มามั่งก็จะดีนะท่าน ประเภทเฮงซวยบ้าง ทำไปหาหอกอะไรบ้าง ช่างกระเหี้ยนกระหือรือกันเสียจริงๆ บ้าง มีใครจะเป็นจะตายขึ้นมาบ้าง ไอ้ฟันดำบ้าง ไอ้หัวเถิกบ้าง แรกๆ ก็จ๊าบดีหรอก
แต่บ่อยๆ เข้า “เซ็ง” แล้วครับ สู้มุกขุนศึกฝั่งธนฯ ไม่ได้ ของเค้า ดุ-เด็ด-เผ็ด-มัน ยิ่งกว่า “น้ำพริกตาโย่ง” ซะอีก!
ไม่มีการชนะอะไรยิ่งใหญ่กว่า “ยาหอมชนะลม” ในเมื่อท่านรู้ตัวว่า น้ำลายแตกฟองแล้วเบรกไม่อยู่ ก็เซ็นเซอร์ตัวเองเสียก่อนอย่างนี้ ตามตำรา “โหรฟันธง” ท่านว่า
เท่ากับ “ต่อชะตา” ตัวเองครับ!
แต่อย่างว่าแหละ “สันดอนขุดได้-สันดานขุดยาก” การพูดปนสำรากถึงรู้ว่ามันไม่ดี แต่เมื่อเป็นสันดานเสียแล้ว มันก็ยากที่จะไม่สืบสันดานไปเรื่อยๆ
เฮ้อ..พูดแล้วก็ห่วง อยากจะบอกซักคำว่า
“เค้ารักตัวนะ”!
ในความ “ดีแต่พูด” ของรัฐบาลนี้ มีอย่างหนึ่งที่ “ทำได้ดี” ด้วยในสายตาผม ก็คือการเดินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายกับประเทศที่ “หัวกระไดบ้านชนกัน” อย่าง พม่า-ลาว-เขมร-เวียดนาม-มาเลเซีย
นายกฯ สมัครท่านทำได้ดีมาก ต้องขอชม เมื่อวานนี้เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับคณะ “พลเอกเต็ง เส่ง” นายกรัฐมนตรีสหภาพพม่าที่มาเยือนตอบแทน หลังจากที่ท่านยกคณะไปเยือนวันก่อน
และคิดว่า ถ้านายสมัครยังอยู่ ประเทศไทยเราก็อาจได้ต้อนรับนายกฯ เวียดนาม นายกฯ ลาว นายกฯ มาเลย์ และนายกฯ กัมพูชา ต่อเนื่องกันไป
เป็นความอบอุ่น สนิทสนม-จริงใจ บนความเป็น “เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง” แท้จริง!
ในอนาคต ไม่มีใครยืนอยู่ได้คนเดียวบนเวทีโลกหรอกครับ ต้องอยู่แบบหุ้นส่วนแห่งความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมภูมิภาค “มีสุขร่วมเสพ-มีภัยร่วมต้าน” อะไรประมาณนั้น
ชายแดนของแต่ละประเทศต้องไม่มีไม้กั้นระหว่าง ไทย-ลาว-เขมร-พม่า และอาจผนึกรวมไปถึง จีน-เวียดนาม-มาเลย์ ตามเส้นทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ
ท่านสังเกตมั้ยครับว่า นับตั้งแต่นายกฯ สมัครไปเยือนพม่า กลับมาคุยโขมง อาสาจะเป็น “ทนายแก้ต่าง” ให้กับความเป็นเผด็จการทหารของพม่าต่อชาวโลก จนถึงวันที่นายกฯ พม่าเดินทางมาเยือน มีอะไรเกิดขึ้นกับไทย?
สหรัฐอเมริกา “เหล่” ด้วยความไม่พอใจน่ะซีครับ!
นายสมัครเคยออกมาระบายเป็นนัยๆ ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่าด้วยเรื่อง “ทุกข์ของคนเป็นนายกฯ” ครั้งหนึ่งแล้ว จำได้มั้ยล่ะ?
และเมื่อ ๓-๔ วันที่แล้ว พอข่าวว่านายกฯ พม่ามาเยือนไทย ตอกย้ำถึงมิตรภาพ “บาดหู-บาดตา” ไปอีกขั้น ก็มีข่าวออกมาจากสหรัฐทันที
“ขึ้นบัญชีประเทศไทย” จัดไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ โดยหมาป่าอ้างกับลูกแกะว่า ประเทศไทยไม่จริงใจปราบปรามการละเมิดสิทธิบัตร-ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าต่างๆ ของเขา
พูดง่ายๆ ยกข้อหานี้มาขู่ เพื่อจะตัดสิทธิพิเศษทางพิกัดอัตราภาษีศุลกากร อย่างที่เรียกกันว่า GSP นั่นแหละ!
สหรัฐน่ะ อยากเข้าไปยึดครองพม่าเหมือนอย่างที่ทำกับอิรักใจจะขาด แต่ติดอยู่ที่สังคมโลกไม่เล่นด้วย และการจะเข้าไปในพม่า จะให้สะดวกที่สุดก็ต้องอาศัยไทย เหมือนจะบุกอัฟกานิสถาน ก็ต้องไปปะเหลาะใช้ปากีสถานทำนองนั้น
พม่ากับไทย มีเส้นแดนติดกันมากที่สุดจากเหนือจรดใต้ การที่ไทยแยกวงมาเล่นบท “ศิลปินเดี่ยว” โดยใช้วงดนตรีจีนเป็นแบ็กอัพ มีหรือที่สหรัฐซึ่งเจ้ากี้-เจ้าการอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยมาตลอดจะไม่โกรธ?
สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ต้องติดกล้องถ่ายรูปผู้โดยสารทีละคนอีกครั้งตอน ตม.เช็กพาสปอร์ตไปขึ้นเครื่องจนแถวยาวยืด นั่นก็มาจาก “คำขอร้องแกมสั่งจากคุณพ่อสหรัฐ” ตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์โน่น
หัวใจประเทศไทยอยู่ตรงไหน ท่านนายกฯ เล่นเขกเปกทายกะผมไหมครับ
“อยู่ที่ความมั่นคง”
ความมั่นคงอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่องค์รวม “เอกภาวะ” ของคนไทย
แล้ว “เอกภาวะ” คนไทยอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
แผ่นดินไทยน่ะ ต้องอยู่แน่นอน ไม่หนีหายไปตรงไหน แต่อยู่แบบไหน อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญด้วยความรับผิดชอบ
คนไทยอยู่กับ “องค์รวม” ตั้งแต่เกิดมา “สุขจนชิน” และเมื่อชินจึงไม่มองเพื่อทำความรู้จักกับ “แก่น-แกน” ตัวเอง แต่คนนอกชาติ-นอกบ้านนอกเมืองเขามอง และเขาเห็นว่า
ถ้าจะ “ยึดครอง” ประเทศไทยก็ต้อง “โยกคลอน”!
โยกคลอนองค์รวม “เอกภาวะ” ให้แคลนคลาย ค่อยๆ กระจายออกจากกัน เหมือนเราจะถอนเสาหินที่ปักลึกอยู่ถึงชั้นดินดาน ก็ต้องค่อยๆ หมั่นโยกคลอนไปทีละเล็กละน้อยให้ขยับเขยื้อนก่อนที่จะถอนทั้งยวง
หรือผลักให้ล้ม!
นายกฯ สมัครท่านประกาศตัวว่า “เลือดสีน้ำเงิน” แต่ท่านสังเกตเห็นความเป็นไปในสังคมไทยระยะหลังๆ นี้ไหมครับ?
ผมว่า มีคน “หมั่นโยกคลอน” อยู่นะครับ!?
ก่อนๆ ใครจะเอ่ยถึงสถาบัน ก็จะเอ่ยเฉพาะกาลอันควร ด้วยใจนอบน้อมคารวะเคารพเท่านั้น
ทุกวันนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ และองค์พระมหากษัตริย์ มีคนกลุ่มหนึ่งอาจหาญยกมาพูดกันในด้านเป็นประโยชน์ตน-เป็นโทษผู้อื่น โดยขาดจิตใคร่ครวญที่ถึงพร้อมความรับผิดชอบต่อ “องค์รวม”
บางครั้งก็จะทำกันเหมือน หญิง ๒ คน แย่งกันเป็นมารดาทารก ๑ คน ต่างอ้างว่ารัก ต่างอ้างว่าถนอมรักษา แต่ต่างคนต่างแย่งชิง ใครจับทางศีรษะก็ดึงศีรษะ ใครจับทางแขน-ขา ก็ดึงทางแขน-ขา
โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ความมีชีวิตอยู่ต่อเนื่องของทารกนั้น ต่างคนต่างออกแรงดึงจะเอาไปทางฝ่ายตน สุดท้าย ทารกนั้นก็ศีรษะหลุด แขน-ขาขาด
แล้วหญิงทั้ง ๒ ที่อ้างความเป็นแม่ และบอกว่ารัก จะทำอย่างไร เมื่อผลแห่งความรักจอมปลอมออกมาในทาง “แตกสลาย” เช่นนี้!?
ขณะนี้ มีการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายตัวเองด้วยรูปแบบ และลีลาหยาบกระด้าง ไร้จิตสำนึก ไร้จิตรับผิดชอบกันหลากหลาย น่าเป็นห่วงเหลือเกิน
ต่างชาติ ต่างภาษา ด้วยเอกสาร ด้วยหนังสือ ด้วยอินเทอร์เนต นั่นก็เป็นไปตาม “วัตถุศิวิไลซ์-ใจเถื่อน” แห่งยุค “สื่อสารสนเทศ” ครองโลก
ซึ่งก็มีน้อย ตามธรรมดาของสังคมต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม และต่างที่มาแห่งสายชีวิต ย่อมมีความคิดที่ขาดการสังเคราะห์ ใช้แต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง แห่งการมองสิ่งนอกชีวิตตน
แต่ทุกวันนี้ มันไม่อย่างนั้นซีครับ “คนใน” คือคนไทย-ด้วยกันเองนี่แหละ มันชั่วชาติ สามานย์ และไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ต้องระดับคนมีการศึกษา มีชนชั้นทางอาชีพในสังคมชาติ
นำเอาสถาบันมายำเล่นจนเละ เล่นกันข้างในไม่พอ ใช้ความรู้จากการศึกษา-อาชีพสูงนั้น สร้างเรื่องนำเอาสถาบันไปกล่าวหา ไปเสแสร้งแต่งสรรค์ ในลักษณะว่า “นำความในออกไปขายภายนอก”
กระจายทั่วโลก ด้วยช่องทางสื่อสารหลากหลายรูปแบบในระบบ “สื่อสารครองโลก”
เพียง “อำนาจ” ทำให้คน “หน้ามืด” แสวงหา และช่วงชิงอำนาจ ด้วยการใช้ “ชาติ-สถาบันกษัตริย์” มาบิดเบือน พล่าผลาญทำลาย ในลักษณะต้องการประจานต่อชาวโลก หวังโค่นล้มกันขนาดนี้เชียวหรือ?
ทำอย่างนี้ ไม่ใช่โค่นล้มกันเอง แต่ “สถาบัน” ตะหากจะเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบกระเทือน และเสี่ยงต่อการสั่นสะเทือน!
นายกฯ สมัคร บนความเป็นนายกฯ คุมหน่วยงานทั้งลับ ทั้งเปิดเผย ทั้งหมดของประเทศ หน้าที่ท่าน “ต้องรู้” ถึงไม่รู้ ก็ต้องขวนขวายให้รู้ เพื่อกำราบปราบปราม “คนไทยที่สมคบกันขายชาติ-ขายแผ่นดิน” อยู่ในขณะนี้
แค่เขียนชื่อใส่ธงชาติน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก และแค่หนังสือ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” ที่นายกฯ สมัครเล่นลีลาว่าเห็นวางขายเกลื่อนในอีสาน นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่
แต่ที่นายกฯ รู้ และไม่ได้นำมาพูด มันยังมีอีกมากมาย น่าสะพรึงกลัวยิ่งนักว่า..มันทำกันไปได้อย่างไรถึงขนาดนั้น!?
ไม่พูดได้ แต่ “ละเว้น” คือไม่สืบจับ ไม่นำตัวมาลงโทษ..ไม่ได้ครับ!
กระทรวง ICT ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเผยแพร่ “ข่าวสารครองโลก” ทำนองนี้อย่างเดียวละก็ ผมขอแสดงความยินดีว่า
“ใครที่ตั้งกระทรวงนี้ขึ้นมา เป้าหมายบรรลุแล้วครับ!?
ผมไม่ต้องการเห็นการท่องคำว่า “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” ไว้แค่ตอบข้อสอบ แต่ผมต้องการเห็นระบบรัฐ “ข้า-ราชะ-การ” ไม่ว่าพลเรือน หรือตำรวจ-ทหาร รู้จักคำว่า “รู้ร้อน-รู้หนาว” กันบ้าง สังคมไทยขณะนี้ กำลังเป็นสังคมซุบซิบ..ซุบซิบ..มองซ้าย มองขวา แล้วก็กระซิบกันว่า “อย่าลืมก๊อบมาให้แผ่นด้วยนะ”.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2551



