เอาน้ำ-เอานา แต่ว่าไม่เอาเขื่อน?
น้ำมันขึ้นราคา ข้าวสารขึ้นราคา ค่าโดยสารขึ้นราคา กับข้าวถุงขึ้นราคา สินค้าทุกชนิดขึ้นราคา น้ำตาลขึ้นราคา ทุกอย่างขึ้นหมด ยกเว้นราคา “รัฐบาลสมัคร”
ตกลงทุกวัน!
เซียนเศรษฐกิจเขาให้ความเห็นต่อ “วิกฤติโลก” ขณะนี้ว่า อะไรมันจะถูก-จะแพง, จะเฟ้อ-จะฟุบ ก็ต้องปล่อยมัน ให้มันสะท้อนราคาต้นทุนที่แท้จริงออกมา
อย่าไปยุ่ง คืออย่าไปเบี่ยงเบน “ต้นทุน-กำไร” ตามกลไกธุรกิจการค้า ก็เพราะว่า “เรารักระบบทุนเสรีนิยมมิใช่หรือ?”
คนทำ-คนผลิต-คนปลูก ต้องเหนื่อยมาก ได้น้อย
พ่อค้า-คนกลาง-คนจำหน่าย และนายทุน ต้องเหนื่อยน้อย ได้มาก
คนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กุมอำนาจรัฐ ต้องไม่เหนื่อย กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว!
อย่างเรื่องข้าวสาร ที่มันวุ่นจนชาวบ้านแตกตื่นไปซื้อตุนนั้น เพราะรัฐบาลเข้าไปจุ้นเกินจำเป็นแท้ๆ มีตัวเลขข้าวสำรองเป็นของเล่นอยู่ ๒ ล้านกว่าตัน ด.ช.หมัก กับ ด.ช.มิ่ง ก็ทำเหมือนเด็กออทิสติกได้ของเล่น อาทิตย์นี้ออกมาบอก จะกรอกถุงขายตรึงราคาละเน้อ
อาทิตย์หน้ามาบอกใหม่ ไม่กรอกแล้ว เดี๋ยวพ่อค้ามากว้านซื้อของถูกไปส่งออกแพงๆ เก็บไว้เป็นหลักประกันว่าคนไทยมีข้าวกินแน่!
อีกอาทิตย์มาอีกแล้ว กลับกรอกว่าจะ “กรอก” ข้าวถุงออกขายอีก เป็นข้าวเชิงจิตวิทยาว่างั้นเถอะ ชาวบ้านรู้ว่ามีข้าวธงสีฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ทุ่มตลาด
จะได้ไม่ตื่นตูมซื้อตุน!
ระวังเถอะ ซักวันหนึ่งจนได้หรอกที่ “ม็อบชาวนา” จะมายืนงัดนกเขาหน้าจอวันอาทิตย์ หรือไม่ก็หน้ากระทรวงพาณิชย์ แล้วถามว่า
“มึงจะให้กูเก็บไว้ก่อน หรือจะให้ปล่อยไปตอนนี้เลยล่ะ?”
มึง-แปลว่า You
กู-แปลว่า I
ราชบัณฑิตควรรวบรวมไปทำพจนานุกรมประกอบการชมรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ไว้ซักเล่มนะครับ
อ้อ..อย่าลืมนำไปให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ “นพดล ปัทมะ” แจกจ่ายไปยังสถานทูตต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้ง แบงก์โลก ยูเอ็น ด้วย เวลาฟังนายกฯ ไทยพูดถึง จะได้ถอดรหัสภาษาเทียบเคียงถูกต้อง
ชาวโลกกินข้าวแพง มีผลลัพธ์ถึงชาวนาไทยขายข้าว “ได้ราคาแพง” อย่างนี้ถูกต้อง
แต่คนไทยด้วยกัน ต้องกินข้าวไทยแพงราคาตลาดโลก อย่างนี้มีรัฐบาล ไว้ทำหอกอะไร?
จะมาเล่นตัวเลข คนไทยกินข้าวมื้อละขีดบ้าบออะไรนั่น เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้แพงพูดเหมือนพวกเล่นกลขายกอเอี๊ยะริอมถนน พิสูจน์ให้เห็นซิว่า ที่ชาวบ้านกินข้าวแพงนั้น ส่วนที่แพงมันตกถึงมือชาวนาจริงๆ
ไปจับชาวนาตัวเป็นๆ มาดูซิว่า ข้าวเกวียนละ ๓ หมื่นที่คุยนั่น
ชาวนาขายได้ ๓ หมื่น? หรือว่า
พ่อค้า-โรงสี เขาขายได้ ๓ หมื่นกันแน่?
ผมไม่รู้หรอกว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวส่วนที่ส่งออกราคาแพงนั้น เป็นราคาที่ “ชาวนาได้แพง” ตามอัตราส่วน ในขณะเดียวกัน คนไทยในเมืองไทย ต้องไม่ควรกินข้าวแพง “ราคาตลาดโลก”
เหมือนคนซาอุ คนมาเลย์ คนดูไบ ส่งออกน้ำมันได้แพง แต่คนในประเทศของเขาใช้น้ำมันราคาสมเหตุ-สมผล
ในกลยุทธบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรู้-ต้องทำ เพราะถ้าให้ผมรู้-ผมทำ มึงต้องออก กูจะไปเป็นแทนเอง!
ทุกอย่างมีของคู่กัน เมื่ออยู่คู่กัน จะเกื้อกูลกัน และนั่น..ความสมดุลจะเกิด นับแต่โบราณกาลมา ด้วยความเป็นแผ่นดินเกษตรของเมืองไทย เมื่อเอ่ยถึงคำว่า
“ทำนา”
ของคู่กันก็คือ
“วัว-ควาย”
แล้วทุกวันนี้ เหลือแต่นา เกษตรกรไทยทำนาโดยไม่มีวัว-ควายที่กินหญ้า แล้วถ่ายเป็นปุ๋ยลงดิน ลงนา เท้าเล็กๆ ลากคันไถ ก็ไม่ย่ำให้ดินแน่นลงไป ผิดกับทุกวันนี้
นา-คู่กับเครื่องจักรที่กินน้ำมัน แถมถ่ายมลภาวะพิษ ไถคราดดินไป น้ำหนักเครื่องจักรก็เหยียบดินให้แน่นจมลงไป ทำนาหนึ่งไร่ ต้นทุนหายไปกับ ค่าน้ำมัน ค่าอะไหล่ ค่าจ้าง ค่าปุ๋ยเคมี ค่ายาเคมี
ข้าวยังไม่ทันตั้งท้อง ก็มีไอ้เสี่ยนายทุนมาจอง “จ่ายเงิน” ไปเรียบร้อยแล้ว ที่ว่าขายเกวียนละเป็นหมื่น...
เกวียนเป็นของชาวนา แต่ข้าวน่ะ..เป็นของเสี่ยเค้าหรอก!
ถ้าภาพใหญ่ของเกษตรกรไทยในทัศนคติภาครัฐ ไม่กู้ระบบ ไม่กู้วิถี ชาวนาที่เป็นของคู่กันกลับมา มันก็ยากที่จะให้ “ราคาข้าว” เป็นตัวเงินจริงๆ ตกอยู่ในกระเป๋าชาวบ้าน
นา-น้ำ-วัว-ควาย-คน วงจรคู่กันที่สมบูรณ์ของคำว่า “นาไทย” มันต้องมีอย่างนี้ปรากฏ ถ้าทำนาแล้วไม่มีน้ำ ไม่มีวัว-ควาย มีแต่รถเหล็กคันละ ๒ ล้าน ๗ อย่างที่นายสมัครเขาพูด คู่กับการทำนาไทย
ทำนาอีกร้อยชาติ ก็จะผูกขาดอยู่กับคำว่า “ขาดทุน”
ใช้เครื่องจักรแล้วทำนาได้มาก แต่หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรน้อย หรือไม่กำไร
กับใช้เครื่องจักรเท่าที่จำเป็น แล้วใช้วัว-ควายทำนา ถึงได้น้อย แต่หักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือกำไรมาก ประกันไม่ขาดทุน
อย่างไหนดีกว่ากันล่ะ?
ทุกวันนี้ ระบบทุน เหมือนเอาชาวนามาไถนาแทนวัว-ควาย เร่งผลผลิตสู่ตลาดให้มากๆ ชาวนาไม่ได้อะไรนอกจากฟางแห้ง แต่พ่อค้าระบบทุนจะได้ข้าวมากนำไปส่งออกมากๆ
กลุ่มทุน “รวยมากๆ” แล้วรัฐบาลก็ได้แค่ตัวเลขส่งออกมาโม้เป็นผลงาน แต่ประชาชนโดยผลรวม ได้อานิสงส์ซักไรกัน และมีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม ก็ยังยากที่จะเห็น
มีแต่ขาดทุนประเทศเป็นหนี้ แล้วก็มาไล่บี้เอาจากประชาชนรายหัวในรูปภาษีต่างๆ ไปใช้หนี้ที่ประชาชน และชาวนาไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่ต้องเอากระดูกมาแขวนคอตลอดกาล!!
โรงเรียนควายก็ไม่มี โรงเรียนทำไร่-ไถนาก็ไม่มี โรงเรียนวิจัยข้าวก็ไม่มี พื้นที่หรือโซนประเทศสำหรับทำนาเกษตรธรรมชาติให้วิจัย-ศึกษาเป็นแบบอย่างเปรียบเทียบกับนาเครื่องจักร ที่ใช้ปุ๋ย-ยาเคมี ก็ยังไม่มีชัดเจน
เพื่อเทียบให้เห็นผลผลิตไร่ต่อไร่ ต้นทุนไร่ต่อไร ให้เห็นกำไร/ขาดทุนไร่ต่อไร่ ชาวนาจะได้รู้ด้วยตา ด้วยของจริง ด้วยความเข้าใจของเขาเองไปเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนวิถี
จาก “นาเคมี” คืนสู่ “นาวัว-ควาย”
ความรู้ ความทันสมัย ในอาชีพเกษตรกรรม ไม่ใช่การขี่เครื่องจักรทำนา และการใช้ยาเคมีแทนการเข้าถึงสมดุลทางชีวภาพ
ความรู้ ความทันสมัย ที่แท้จริงในอาชีพเกษตรกรรม คือ การนำงานวิจัยด้วยวิทยาการมาพัฒนาจากพื้นฐานธรรมชาติจัดสรรไปสู่ผลผลิตเพิ่มพูนที่ไม่ทำลายวัฒนธรรมการผลิตดั้งเดิม
ศาสตร์กับศิลป์ ก็เป็นของคู่กัน ถ้าทำนาให้ถึงพร้อมด้วยศาสตร์และศิลป์ครบวงจรจากทุ่งนาถึงลอมฟาง การทำนาของไทยก็จะก้าวไปเป็น “เอกลักษณ์ชาติ” เพื่อการท่องเที่ยวเป็น “มูลค่าเพิ่ม” เสริมขึ้นมาอีก
ข้าวแพงแล้ว วันนี้-น้ำตาลแพงขึ้นมาอีกไม่น้อยหน้ากัน ก็นายสมัครเขาเจ้ากี้-เจ้าการให้ขึ้นไปอีก ๕ บาท จาก ๑๗ บาทกว่า ขึ้นพรวดไปกิโลละ ๕ บาท บอกว่าจะเอาส่วนนี้ไปใช้หนี้สะสมกองทุน
เห็นมั้ย..เงินจากหนี้น่ะ ใครได้ไป ชาวไร่อ้อยน่ะได้ซักกี่สลึง ขายได้แต่อ้อย แต่พวกพ่อค้าโรงน้ำตาล เขาขายได้ทั้งน้ำตาล ทั้งขี้น้ำตาล กากน้ำตาล กระทั่งชานอ้อย ทุกอย่างเป็นเงินสำหรับพ่อค้าโรงงานหมด
แล้วชาวไร่ได้อะไรจากส่วนนี้กะเขาบ้างล่ะ?
หนี้แบงก์เป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน ยกมาเป็นหนี้ชาวบ้าน “กินน้ำตาลแพง” เพื่อไปใช้หนี้แทนเศรษฐีพ่อค้าโรงน้ำตาล
อ้างว่าประเทศอื่นๆ น้ำตาลแพงกว่าเรา ปัดโธ่เอ๊ย..ไอ้พูดเอาแต่ได้ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ที่อ้างว่าน้ำตาลแพงกว่าเราน่ะ ตอบซิว่า “ค่าแรงขั้นต่ำ” คนสิงคโปร์-มาเลย์เขาได้ “ชั่วโมงละ” เท่าไหร่?
แล้วคนไทยได้ “วันละ” เท่าไหร่? ทีรายได้อันเป็นมาตรฐานชีวิตไม่เทียบกับของเขาให้เห็น เทียบในส่วนที่ตัวเองจะเอาประโยชน์ด้านเดียว
ค่าแรงคนไทย “วันละ” ๑๙๘ บาท ตกเดือนละไม่ถึง ๖,๐๐๐ บาท ของเขา “เลวที่สุด” ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท/เดือน ถ้าจะให้คนไทยกินน้ำตาลแพงเท่าเขา ก็ปรับฐานรายได้ให้เท่าเขาด้วยซี?
คนไทยนี่พูดไปแล้ว ค่าหยิ่งสูง แต่ค่าคนต่ำ รัฐบาลปล่อยอย่างนี้ได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ เงิน ๖,๐๐๐ บาท/เดือน อยู่กันได้อย่างไรต่อ “ค่าชีวิตจริง” ที่ข้าวแกงจานละ ๒๕-๓๐ บาท
ค่าข้าว ๓ มื้อ ค่ารถไป/กลับ ไม่รวมค่าส่ง SMS เชียร์บอล เชียร์แม้ว วันหนึ่งก็เกิน ๒๐๐ บาท หญิงบางคนไม่หาผัวฝรั่ง ชายบางคนไม่ขายตูดให้ฝรั่ง
ในเครือ “จักรภพ” นี้ มีใครจะดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องไปเป็นม็อบสู้..สู้..หรือไม่ต้องไปขายยาบ้าเป็นอาชีพเสริม?
แต่มีบางพวกที่อยู่ได้ เพราะมีอาชีพเสริมที่รายได้ดี ไม่ผิดกฎหมาย อย่างเก่งก็แค่ละอายในความเป็นคนของตัวเองนิดหน่อย อาชีพ “รับจ้างแก้รัฐธรรมนูญ” นี่ไง บางคนแก่จะตายแล้วยังไม่รู้ว่าอะไรควร-อะไรไม่ควรด้วยซ้ำ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2551



