ข้อคำนึง “สถาบันกษัตริย์” กับการกล่าว
ความที่ผมไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลกะเขานี่แหละทำให้ “ตกข่าว” สำคัญๆ ในบางเรื่องบางราวไปอย่างน่าเสียดาย อย่างเมื่อคืนวันเสาร์ นั่งพลิกนิยายกำลังภายในเรื่อง “พยากรณ์ประกาศิต” ของอุนสุยอัน ที่ น.นพรัตน์ แปล แล้วส่งมาให้กำลังจะอินอยู่ทีเดียว
พลันถูกฝ่ามือ “ลูกหนังพิฆาต” ฟาดใส่โดยไม่ทันรู้ตัว ทำเอาเส้นสมาธิแตกซ่าน หนังสือหลุดร่วงจากมือ กระอักโลหิตออกมาเป็นกองโต พลอยกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อยืด สู้..สู้..เป็นด่างดวง
อา..มาได้ประเสริฐ ร้ายกาจ ร้ายกาจนัก!
ความจริงอ่านมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน อ่านแล้ว-อ่านอีกเป็นไปไรไป เพราะได้หน้า-ลืมหลังไปแล้ว แต่พลิกได้ไม่ถึงแผ่น ก็ถูกฝ่ามือเซียนบอลฟาดใส่ผ่านทางโทรศัพท์นั่นแหละ
“ดูฟุตบอลทางช่อง ๘ อยู่รึเปล่าครับ?”
ผมก็ตอบว่า “เปล่า..ไม่ได้ดู” พูดพลางมือก็กดรีโมตไปที่ช่อง ๘ แต่โปรแกรมเคเบิลผมไม่มีช่อง ๘ พอดีเขาร้องเชิงตำหนิสำทับมากรายๆ อีกว่า
“อ้าว..ก็ลองหมุนๆ ดูซีครับ ที่ช่องถ่ายสดฟุตบอลคู่แมนฯ ซิตี กับฟูแลมน่ะ มีคนเอาธงชาติไทยเราไปโบกด้วย”
ตานี้เป็นฝ่ายผมร้องบ้างว่า “อ้าว..จะเป็นไรไป แมนฯ ซิตีทีมของทักษิณเขา ก็ดีแล้วนี่นา”
เขาก็ค้านว่า “ดีอะไรล่ะ เอารูปใครก็ไม่รู้ไปสกรีนใส่ในธงชาติที่โบกด้วย เดี๋ยวคุณลองดูซี”
ผมก็ ครับ..ครับ..แล้วก็วาง ตั้งอก-ตั้งใจกดรีโมตไล่ไปทีละช่องจนเจอช่องที่ถ่ายทอดฟุตบอล เห็นนักฟุตบอลใส่ชุดสีฟ้าก็แน่ใจว่าใช่ พอดีนักเตะชุดสีฟ้ายิงประตูโครมได้ ๑-๐ พอดี
เลือดรัก (เจ้าของทีมร่วม) ชาติทำให้ผมต้อง เฮฮฮฮ..ท้ากกกสินนน ชนะว้อยยย คึกคัก-ครืนครั่น อยู่ในใจ!
อืมมมม..ดูฟุตบอลแล้วมัน “มันสสสส์” แถมซู่ซ่าอย่างนี้เองนี่นา หนังสือกีฬาฟุตบอลของลูกพี่ผม “คุณระวิ โหลทอง” ถึงได้ขายดียิ่งกว่าแม่กิมตี่ขายทองเป็นไหนๆ
ผมก็ดูไปเรื่อยๆ แต่ไม่เห็นมีใครเอาธงชาติไทยแล้วเอา “รูปใครไม่รู้” ไปสกรีนใส่ในธงมาโบกอย่างที่เขาโทร.มาบอก ดูไป-ดูมา นักเตะสีฟ้า..เตะอีกตูม
ตาเถรหก..นำไปอีกเป็น ๒-๐ ผมก็ เฮฮฮฮฮ..ท้ากกกสินนน ชนะว้อย ทักษิณเจ๋งจริงๆ อยู่ที่ไหน ชนะที่นั่น พ่อคนนี้ช่างเป็นตัวนำโชคซะจริงๆ ผมร้องในใจ!!
ก็ดูจนหมดครึ่งแรก เห็นทีมทักษิณนำตั้ง ๒-๐ ก็ค่อยตายตาหลับ เลยหมุนไปดูอะไรมิต่ออะไรเรื่อยเปื่อย เรียกว่า “ขี้เกียจดู” แล้ว เขาคงโบกธงกันตั้งแต่ตอนลงสนามโน่นแล้วหละ
ถึงโบกอีกก็คงไม่ถ่ายทอดอีก เพราะคนทั้งโลกเขาตั้งใจดูคนเตะฟุตบอล คงไม่มีใครเสียสตางค์เคเบิลทีวีเพื่อดูการ “โบกธง” แน่ๆ!
แต่..เอ..รึว่าเป็นการ “ตีธง” ส่งซิกเป็น “ช็อตเด็ดจากคนดัง” มาถึงแฟนคลับก็ไม่รู้ซีนะ ผมไม่ได้เป็น “ศิษย์สายตรง” ท่านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ซะด้วย เลยไม่อยากจะ “คิดลึก”!?
ในสงคราม “แบ่งแยกประชาชน” ที่เกิดขึ้นระยะ ๒-๓ ปีมานี้ ท่านสังเกตเห็นสิ่งปกติอย่างหนึ่งบ้างไหมครับ?
ก็ไม่ใช่ในระยะ ๒-๓ ปีมานี้หรอก ที่ว่า ๒-๓ ปีเป็นระยะ “อาการปรากฏ” มากกว่า ความจริงสิ่งผิดปกติที่ผมว่านี้ “ฟักตัว” มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ โน่นแล้ว
ผมว่า “ไม่เป็นผลดี” กับประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ทุกฝ่ายควรนำมาใคร่ครวญร่วมกันเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าใคร่ครวญร่วมกันไม่ได้ แต่ละฝ่ายก็ควร “ใคร่ครวญ” ด้วยจิตสำนึกตัวเอง
แล้ว “ประพฤติ” ในสิ่งควร “ประพฤติ” ด้วยใคร่ครวญดีแล้ว
“ละเว้น” ในสิ่งควร “ละเว้น” ด้วยใคร่ครวญดีแล้ว
“ไม่แตะต้อง” สิ่งไม่สมควร “แตะต้อง” ด้วยใคร่ครวญดีแล้ว
สิ่งนั้น คือ การนำเอา “สถาบันพระมหากษัตริย์” มาพูดเป็นข้อกล่าวหา-กล่าวโทษซึ่งกันและกันทำนองว่า
“ฉันจงรักภักดี-เธอไม่จงรักภักดี”
“ฉันเทิดทูนเคารพสถาบัน-เธอไม่เคารพเทิดทูน” อะไรทำนองนั้น!
ไปถึงขั้นการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นฐานของการกล่าวหาในประเด็น “หมิ่นสถาบัน” ไปสาดใส่กันชนิดพล่อยๆ และพร่ำเพรื่อ ซึ่งพิศถึงเนื้อแท้แล้ว
นั่น..ทำเพียงหวังอาศัยเป็นที่ “ปักหอก” ใส่กันเท่านั้น!
โดยสัตย์และซื่อแห่งจิตของมันผู้นั้น หาได้กระทำไปโดยสัตย์แห่งจิตภักดิ์และโดยซื่อแห่งเจตนาพิทักษ์ป้องไม่!?
ทุกวันนี้ เราเอา “นามสถาบัน” มาเอ่ยเล่นเป็นอาวุธกล่าวโทษซัดใส่กัน จนดูเหมือนเป็น “นามสามัญ” พล่อยพูดกันได้สนุกปากตามใจชอบ จนทำให้ดูคล้ายไร้ความหมาย ไร้ความศักดิ์สิทธิ์อัน “สถิตใจ” ลงไปทุกวัน
รัฐบาล อำนาจรัฐ ข้าราชการบ้านเมือง ทหาร-ตำรวจ ก็ดูจะหย่อนยานในมาตรฐาน “พิทักษ์-ป้องสถาบัน” ผ่านการตรวจสอบ “เคร่งครัด-เด็ดขาด” ลงไปมาก
ทั้งกับคนกล่าวหา และคนที่ถูกกล่าวหา!
เผลอๆ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและการเมืองนั่นแหละ “ตัวดีนัก” นำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการหักล้าง-โค่นล้มกันเสียเอง*********
ทุกวันนี้ ใครจะนำสถาบันไปอ้างเพื่อกล่าวโทษ หรือนำสถาบันไปอ้างเป็นเครื่องขับเน้นการใด-การหนึ่งตามจิตมุ่งหมายของตัว ดูจะทำกันง่ายๆ ไม่มีกฎ-กรอบเป็นกติกาให้ต้องปฏิบัติอะไรกันเลย
อันตรายครับ..อันตราย!
นานไป ทั้งคนไทย และที่ไม่ใช่ไทย ทั้งในและนอกชาติ ด้วยสังคมยุค “สื่อสารครองโลก” เมื่อได้ยิน-ได้เห็นความขัดแย้ง แล้วมีการนำสถาบันซึ่งเป็น “สมบัติกลาง” ถูกดึงมาเป็นอาวุธซัดสาดใส่กันแบบไร้สำนึกแห่งความรับผิดชอบอย่างนี้บ่อยๆ เข้า
จะต้องคิดในมุมกลับสักวันจนได้ว่า “เอ๊ะ..เกิดอะไรขึ้น คนไทยจึงหมิ่นสถาบันกันมากขึ้น..บ่อยขึ้น ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน?”
เพราะอะไร?
จะเกิดอจลศรัทธา คือศรัทธาที่ไม่คลอนแคลน คลอนคลาย ศรัทธาที่มั่นคง ด้วยจิตพะวง-สงสัย ต้องค้นหาในสิ่งที่ตัวเองศรัทธา กราบไหว้นั่นแหละ!
การไม่นิ่งดูดาย การไม่ยอมให้ใครมาล่วงล้ำก้ำเกินสถาบัน อย่างที่กล่าวเป็นสัตย์กันว่า “สละชีพเพื่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์” นั่นน่ะ
ทำด้วยซื่อถือสัจจะ นั้นประเสริฐนัก แต่เท่าที่เห็นขณะนี้ ใช้กันแบบ “ยืมเป็นอาวุธ” เพื่อฆ่าแกงกันทางกฎหมายมากกว่า!?
ทำกันจนชิน เห็นเป็นเรื่องปกติไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เฉยๆ ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกหมู่เหล่า ได้ยิน-ได้ฟัง-ได้เห็น แล้วก็เฉยๆ เบี่ยงตัวหลบไปด้วยซ้ำว่า
“ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเขาดำเนินการ”
แล้วใครเล่าครับเป็น “เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง” ถ้าไม่ใช่คนที่มีกิน มีใช้ มียศ มีตำแหน่ง มีฐานะ กรอกในช่องอาชีพว่า
ข้า-ราชะ-การ?
ต่อไปนี้ น่าจะมีระเบียบปฏิบัติ ใครจะพูด จะกล่าวหาใครด้วยข้อหา “หมิ่นสถาบัน” ต้องไปแสดงเหตุผล แสดงหลักฐาน และแจ้งเป็นเจตจำนงให้ผ่านหน่วยงานใด-หน่วยงานหนึ่งเป็นการตรวจสอบ “มูลเบื้องต้น” ก่อนนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะดีไหม?
ถ้าใครไม่ผ่านกระบวนการนี้ นำไปพูดกล่าวหาต่อกันให้ปรากฏต่อสาธารณะ ขั้นแรกน่าจะสันนิษฐานไว้ก่อนในด้านมีพฤติกรรมไม่บังควรปฏิบัติต่อสถาบันเบื้องสูง
แต่ถ้าผ่านการตรวจสอบ “มูลเบื้องต้น” ไปแล้ว ถ้ามีผู้ไปแจ้งความบอกกล่าวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานใดไม่ดำเนินงาน หรือไม่ประสานงานให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการกฎหมายทันที
เจ้าหน้าที่รัฐนั้นๆ ต้องมีโทษสถานหนักในฐานะ “ข้า-ราชะ-การ” เป็นเสียเอง!
เรื่องการยกสถาบันขึ้นมาพูดสาดใส่กันทุกวันในเชิงว่า “ฉันเทิดทูน แกหมิ่น” นั้น ผมอยากให้คิดในด้านนี้เป็นเชิงเปรียบเทียบถึงความเทิดทูน หรือไม่เทิดทูน
คือด้านที่ เราทุกคนมีพ่อ มีแม่ ทุกคนรัก-เทิดทูน พ่อ-แม่ และเราจะเอ่ยนามพ่อ-แม่เฉพาะต่อเมื่อจำเป็นต้องเอ่ยถึงเท่านั้น
บางที เป็นปีๆ ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อพ่อ-แม่เราเลย ที่ไม่เอ่ยนั้น ไม่ใช่เพราะไม่สนใจไยดี หรือเพราะลืม หรือไม่เพราะเคารพ-นับถือ แต่เพราะเราเคารพเทิดทูนเป็นสิ่งสูงสุดตะหากล่ะ
เคารพ-บูชาสูงสุด สถิตมั่นไว้ในใจ จนมิกล้า และมิให้ใครนำชื่อมาเอ่ยโดยได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็น และไม่เคารพ
และถ้าจำเป็นต้องเอ่ย ก็จะเอ่ยด้วย “ความเคารพ” ต่อกาล-สถานที่-บุคคล อันสมควรเท่านั้น ไม่พร่ำเพรื่อ
ฉะนั้น เด็กต่อยปากกัน ผู้ใหญ่ฆ่ากันตายมาเยอะแล้ว ในทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยล้อชื่อพ่อ-ชื่อแม่ของอีกฝ่าย ซึ่งที่ทำไปนั่นก็เพราะ..พิทักษ์เกียรติของพ่อ-แม่!
สถาบันเบื้องสูง และองค์พระมหากษัตริย์ ประดุจพ่อ-แม่ของคนไทยทุกคน ฉะนั้น สมควรไหมที่จะปล่อยให้ใครต่อใครนำมาใช้เอ่ยกล่าวโทษกันไป-กล่าวโทษกันมา “เป็นรายวัน” แล้วไม่มีกฎหมายเป็นที่ยุติ ผมฟังนายกฯ แก้ต่างให้ช่อง ๑๑ กับนายจักรภพก็ไม่สบายใจ เพราะยิ่งนำมาพูดก็เหมือนยิ่งขยายจุดเล็กให้เป็นจุดใหญ่ ก็ฝากให้ “ทุกคน” ใคร่ครวญ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2551



