เรื่องของ ‘คนรู’ กับบทจบพระเอก!
ก็เป็น “กรรมของประเทศ” ที่ได้คนเฮงซวยมาเป็นตัวนำ ก็ต้องช่วยกันทนๆ หน่อยนะ แต่ถึงวันอาทิตย์ที ผมสังเกตว่าทั้งชาวบ้านและทั้งนักข่าว ตื่นเต้น-สนุกสนานกันเป็นพิเศษ เหมือนเด็กที่รู้ว่า
วันนี้-จะได้ไปเที่ยวเขาดิน ได้แหย่ลิงอุรังอุตัง-แหย่หมีควายให้มันฮึ่มๆ แฮ่ๆ เล่น..สนุกดี!
เออ..แต่ว่าท่านเคยไปสวนสัตว์ดุสิต หรือที่เรียกกันว่า “เขาดิน” กันบ้างมั้ย ถ้าเคยไป ลองนึกดูซิครับว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้ไป
เมื่อไหร่เอ่ย?
ผมผ่านเขาดินเป็นร้อยครั้ง-พันครั้ง แต่เคยเข้าไปเที่ยวไม่เกิน ๓ ครั้ง เพราะหาคนไปด้วยไม่ได้ (แฮ่มมมม) แล้วนี่ก็เนิ่นนานมากว่า ๓๐ ปีแล้วมั้ง?
ต้องหาโอกาสเข้าไป “เยี่ยมญาติ” อีกซักครั้ง สวนสัตว์ที่อยู่ในเมือง และร่มรื่น สวยงาม มากหน้า-มากตาด้วยญาติต่างสายพันธุ์อย่างที่เขาดินของเรานี่
ในโลกใบนี้ ผมว่าของเราไม่น้อยหน้าใครหรอก ตรงกันข้าม หน้าจะยาวจนล้ำเขาด้วยซ้ำ!
สมัยผมตระเวนข่าว ดูเหมือนจะเป็นงานกาชาดนี่แหละ เขาจัดที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า มีการออกร้านรวงและประเภทปิดวิกโชว์ “สิ่งแปลก-มหัศจรรย์” เยอะแยะ
เช่น เผาคนทั้งเป็น ตัดคอผู้หญิงสาวทั้งเป็น แล้วเอามาตั้งโชว์เลือดไหลติ๋งๆ แต่เธอสามารถส่งยิ้มหวาน เล่นหู-เล่นตากับคนดูได้ บางวิกก็เป็นประเภทของแปลก เช่น กาขาว-ลิงไข่
ก็กาต้มน้ำขาวๆ นี่แหละวางไว้ที่หนึ่ง ห่างไปอีกหน่อยก็เอาลิงมาผูกไว้บนแป้นตัวหนึ่ง และต่อจากลิงก็เป็น ไข่..ไข่เป็ด-ไก่ไข่ นี่แหละวางไว้ เรียกว่าเอากันเห็นๆ เลยเชียว
ร้านโชว์จระเข้ “ไอ้ด่างคลองบางมุด” ก็มี ร้านเมียงูก็มี ใช่ว่าจะเพิ่งมีในยุคนี้ ของเขาเจ๋งกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขามีลูก-มีเต้างู มาอยู่ร่วมกรงให้เห็นกันจะจะไปเลย!
เด็ก ๒ สลึง ผู้ใหญ่ ๑ บาท จ่ายเงินแล้วเดินเข้าไปดูได้เป็นรอบๆ ยิ่งคนที่เข้าไปดูแล้วออกมายืนท้าวสะเอวด่าหน้าวิก “มันต้มกันนี่หว่า” แทนที่คนจะหนี กลับเหมือนยิ่งยั่วให้ต้องรีบ หนึ่งมือควักกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้าไปดู หนักขึ้น
โธ่..ก็มนุษย์เป็นสัตว์สายพันธุ์อยากรู้-อยากเห็นนี่ครับ มึงต้มได้-ต้มไป กูก็จะตามดูของกูไป?”
เข้าไปแล้ว..พักเดียว ก็ “สุก” เดินตัวแดงออกมาเป็นแถวเป็นเทือก แต่ได้หัวเราะกันสนุกจะตายไป แบบนี้!
ก็ดูกันไป-หลอกกันไปชนิด “อยู่ยั้งยืนยง” เห็นได้ ดูได้ทุกงาน ตั้งแต่งานพระรูป งานลอยกระทง งานภูเขาทอง งานพระเจดีย์กลางน้ำ งานพระปฐมเจดีย์ งานกาชาด
ต่อกันเป็นหางว่าวจากปลายปีหน้าหนาว ยันงานปีใหม่โน่นเลย แต่ประหลาด งานวชิราวุธ ที่บริเวณวังสราญรมย์ มีการประกวดนางสาวไทย แต่ไม่ยักมีของแปลกประเภทอย่างว่ามาปิดวิกแฮะ!
ที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ เพราะมันเกิดเป็นข่าว-เป็นคราวขึ้นในครั้งนั้น มาเห็นอะไรๆ ในยุคนี้ก็นึกขึ้นได้ นั่นคือ “คนรู” ที่เขาเอามาปิดวิกครับ
เขาอ้างว่าจับได้จากป่าดงดิบในภาคเหนือ ตัวดำใหญ่เหมือนหมีควาย กินจุ แถมกินไป-บ่นไปอยู่ในกรง ผมหยิกหยอยคล้ายผสมพันธุ์กับพวกเงาะป่า ปากแบะๆ ส่วนจมูกกระเดียดไปทางลิงอุรังอุตัง แต่เหมือนหมูมากกว่า
เขาทำรูให้อยู่ลักษณะเป็นถ้ำ แล้วมีลานหน้ารูเกลี่ยด้วยฟาง ทั้งหมดนี้มีกรงใหญ่ล้อมรอบอีกทีหนึ่ง แล้วติดป้ายว่า “คนรู”
เด็กๆ เงียะ..ตรึมเลย ชอบกันมาก ดูไม่ดูเปล่า เอาไม้ไปแหย่ เอาสิ่งของปาเข้าไป หวังให้คนรูมันทำอะไรแปลกๆ อย่างที่มนุษย์มนาเขาไม่ทำกัน จะได้เฮฮา สนุกสนานตื่นเต้นกัน
ซึ่งก็ได้ผล พอเห็นคนดูมากๆ คนรูซึ่งคนพากย์ที่หน้าวิกประกาศว่า “ไม่รู้ภาษาคน” ก็แสดงความดุร้าย ผลุบเข้า-ผลุบออกจากรู สำรากด้วยภาษาคนรูไปเรื่อยเปื่อย
เด็กก็สนุก ยิ่งสนุก ก็ยิ่งแหย่กันยกใหญ่!
เพราะยิ่งแหย่ มันยิ่งแสดงสันดานดิบตามประสาคนรูที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ นอกจากสำรากฮึ่มๆ ฮั่มๆ แล้ว หนักเข้าแสดงอาการโกรธ..วิ่งเขย่ากรง ก็ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้น เร้าใจเป็นทวีคูณ!
โฆษกที่ตะโกนเรียกคนดูหน้าวิกก็ฉวยจังหวะเชียร์เรียกคนดู “รีบควักกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา คนรูกำลังอาละวาดใหญ่แล้ว เร็ว..เร็ว..สลับกับประกาศเตือนให้เห็นสมจริงสมจังว่า
“อย่าไปแหย่มัน..มันดุ..อย่าไปแหย่มัน..มันดุ”
คนรู แต่จมูกเหมือนหมูคงได้ยินเสียงพากย์ ยิ่งแสดงอาการที่เรียกว่าดุให้ดูสมจริงสมจังหนักขึ้น โฮกฮาก..โฮกฮาก..กระชากไม้ที่เด็กแหย่แล้วพุ่งสวนกลับออกไปบ้าง คว้าเอาก้อนหิน-ก้อนดินในกรงปาออกมาบ้าง พลางเขย่ากรงยกใหญ่
ได้เรื่องซีครับ ก้อนหินไปถูกลูกตาเด็กเลือดไหลโกรก ร้องไห้จ้า สุดท้ายคนรูที่ว่าไม่รู้ภาษามนุษย์ต้อง “ย้ายกรง” จากลานพระรูป ไปเป็นคนรูอยู่ในกรงที่โรงพักดุสิตข้อหาหลอกลวงประชาชน และทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
ก็ไม่ใช่คนรูที่ไหนหรอกครับ “คนรูนอมินี” น่ะ แค่ทาตัวดำมอมแมม ดัดผมหยิกหยอย แล้วให้เข้าไปนั่งในกรงผลุบเข้า-ผลุบออกในถ้ำที่สมมุติว่าเป็นรูเท่านั้นเอง!
ครับ..เรียกว่าเป็นข่าวอ่านกันขำขี้แตก-ขี้แตน “คนรูโผล่กลางลานพระรูป”
คิดแล้วยังอยากไปค้นหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” เมื่อสมัยต้นยุค ๒๕๑๐ กว่าๆ โน่นดูที่หอสมุดแห่งชาติ เพราะจากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็คล้ายจะมี “คนรู” สืบเผ่าพันธุ์ปรากฏให้เห็นอีก จะมีคนแหย่ หรือไม่แหย่ มันก็ชอบทำโกรธ แล้วทำจมูกบานพะเยิบพะยาบ ถึงจะเขย่ากรง น่าเกลียด น่าชัง แต่ก็สร้างความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งให้ผู้คนได้ดูฟรีทุกอาทิตย์
ขอความกรุณานักข่าวเถอะครับ “อย่าไปแหย่มัน เพราะมันดุ”
ที่น่าขยะแขยงอยู่อย่างคือ คนรูนี้ เวลามันโกรธคำรามแผล็บๆ น้ำลายจะฟูมย้อยมุมปาก แล้วมันก็ใช้นิ้วมือป้ายเช็ดแผล็บๆ เห็นแล้ว..โสโครกจนอยากจะ..อ้วก!
เอ้อ..มีอีก ๒ เรื่องเล็กๆ ที่ต้องแจกแจงแถลงไขครับ คือเรื่อง “ชื่อเรื่อง” ของผมเมื่อวานนี้แหละ ผมตั้งชื่อไปว่า “ข้อคำนึง ‘สถาบันกษัตริย์’ กับการกล่าวหา”
แต่ออกมาเป็นว่า “ข้อคำนึง ‘สถาบันกษัตริย์’ กับการกล่าว” ซึ่งอ่านแล้ว “ขาดห้วน-ด้วนความ” จำที่ผมต้องขออนุญาตนำคำว่า “หา” มาเติมท้าย “กล่าว” ให้เป็น ดังนี้
“ข้อคำนึง ‘สถาบันกษัตริย์’ กับการกล่าวหา”
ถามว่า “ใครทำผิด?”
“ผมเองครับ” เปิดดูต้นฉบับในคอมพิวเตอร์แล้ว พิมพ์ตกไปเอง ฝ่ายตรวจทานท่านก็เถรตรงไปตามนั้น!
อีกเรื่อง เรื่องที่มีคนโทร.มาบอกให้ผมเปิดโทรทัศน์ดูฟุตบอล “แมนฯ ซิตี” เตะกับทีม “ฟูแลม” ที่ UBC เขาถ่ายทอดว่า มีคนเอาธงชาติไทยไปโบกในสนาม และในธงเอารูปใครไม่รู้ไปสกรีนใส่ไว้ นั้น
วานนี้ ท่านโทร.มาฝากข้อความเป็นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องไว้ครับว่า ไม่ได้มีการโบกธงในสนาม เพียงแต่กล้องจับไปที่หน้าบุคคลผู้หนึ่ง แล้วแพนกล้องไปที่ธงชาติไทยซึ่งติดไว้ที่ใด-ที่หนึ่งในสนาม
และบังเอิญในแถบสีขาวของธงชาติไทยนั้น ใครไม่รู้เขียนชื่อ “คนบางคน” ติดไว้หรา เห็นทางจอโทรทัศน์แล้ว “ขัดลูกตา” ก็เลยบอกมาให้ทราบ ดังนี้แล
ก็..ขอบคุณครับ บอกมาก็บอกไป ผมเปิดดูตามที่บอกให้ดูแล้ว แต่ไม่ทันเห็น เมื่อท่านเห็นก็ทำใจเสียว่า พวกฝรั่งมังค่าบางเรื่องมันก็ป่าเถื่อน ทำไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่บางเรื่องมันก็จงใจทำหยามหมิ่น
แต่เมื่อสุดเอื้อมอธิบายถึงให้เขาเข้าใจ เราก็ต้องทำใจครับ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายรู้สัมผัส ใจรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ปล่อย..แล้วก็..วาง วางแล้วก็..ปล่อย อย่างที่อดีต นายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณท่านกำลังเข้าถึง และรำพึงให้ได้ยินขณะกลับมาเมืองไทยนั่นแหละครับ
แต่อ้อ..แมนฯ ซิตี นัดที่เตะกับฟูแลมนี้ ครึ่งแรกแมนฯ ซิตี นำโด่ง ๒-๐ ครับ แต่วันรุ่งขึ้น ผมอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ บทจบลงท้าย แมนฯ ซิตี แพ้ฟูแลมไป ๓-๒ ก็เลยต้องปลง โอ้..อย่างนี้แหละหนอ..พระเอกมักตายตอนจบ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 เมษายน 2551



