Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
กลับหลังหัน
ปกป้อง จันวิทย์


The West Wing 2008: ป้ายนี้รัฐเพน ป้ายหน้าถนนเพน?

หยุดให้ผู้ชมข้างสนามพักผ่อนกัน 6 สัปดาห์ ศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค Democrat ของ Hillary Clinton และ Barack Obama ก็กลับมาให้ลุ้นเหนื่อยกันอีกครั้ง แถมครั้งนี้ถึงคิวของสนามเลือกตั้งซึ่งสำคัญที่สุดใน 8 สนามสุดท้ายที่เหลืออยู่ นั่นคือ มลรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมี Delegates สูงถึง 158 เสียง

ว่ากันว่า ถ้าเมื่อไหร่อเมริกาป่วยไข้ ที่นี่จะไอจามก่อนเพื่อน มลรัฐอุตสาหกรรมแห่งนี้เป็นภาพสะท้อนสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกาที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับมลรัฐเพื่อนบ้านอย่างโอไฮโอ เพราะทั้งสองมลรัฐเป็นฐานการผลิตภาคหัตถอุตสาหกรรมที่สำคัญเป็นลำดับต้น โดยที่ภาคเกษตรกรรมก็ยังคงความสำคัญทางเศรษฐกิจอยู่

ทั้งสองแห่งมีคนผิวขาวอาศัยอยู่เกิน 80% ประชากรให้ความสำคัญกับศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่นับถือโรมันคาทอลิก เนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจึงมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานผิวขาวรายได้ต่ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมากที่สุด บ้างถูกให้ออกจากงาน ถูกลดค่าจ้าง แรงงานจำนวนมากมีรายได้ไม่พอซื้อบริการประกันสุขภาพ ไม่มีเงินจ่ายค่าที่อยู่อาศัย

เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีอยู่ท่ามกลางยุคสมัยแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ กลุ่มผู้ใช้แรงงานผิวขาวรายได้ต่ำจึงมีบทบาทสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะบนถนนสู่ทำเนียบขาว เพราะมีพฤติกรรมการเลือกตั้งตามสภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเฉพาะกับพรรคใด พรรคที่ยึดกุมคะแนนเสียงกลุ่มนี้ได้ ย่อมมีโอกาสชนะสูง ในสมัยก่อน ฐานเสียงกลุ่มนี้เคยเป็นหลักของพรรค Democrat แต่ถูกพรรค Republican ช่วงชิงไปในสมัยประธานาธิบดี Ronald Reagan จนถึงยุค Bill Clinton จึงได้คืนมา และไหวเอนไปอีกครั้งในสมัย George W. Bush

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มองกันว่า พรรค Democrat มีความได้เปรียบที่จะชนะใจกลุ่มนี้ เพราะนอกจากจะมีนโยบายเอื้ออาทรคนกลุ่มนี้มากกว่า ผู้คนทั่วไปยังโทษ Bush และพรรค Republican ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นตัวต้นเหตุผู้สร้างปัญหาเศรษฐกิจ

ตระกูล Clinton นับเป็นที่รักใคร่ของกลุ่มแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำ นาง Hillary จึงมีคะแนนนิยมนำโด่งในมลรัฐเพนซิลเวเนียและโอไฮโอมาโดยตลอด เธอเอาชนะ Obama ขาดลอย 54% ต่อ 44% ที่โอไฮโอ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม และมีคะแนนนิยมนำโด่งในเพนซิลเวเนียตลอดมา บางช่วงเคยมีคะแนนนำขาดลอยถึง 20% ทีเดียว แต่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง Obama ตีตื้นจนตามหลังประมาณ 8%

เป้าหมายของ Clinton ในมลรัฐนี้มีเพียงหนึ่งคือ ‘ต้องชนะ’ เพื่อให้ตนยังอยู่ในการแข่งขันต่อ แต่ชัยชนะอย่างเดียวไม่ดีพอที่จะเป็นตัวแทนพรรค เธอต้อง ‘ชนะขาด’ เพื่อลดช่องว่างของ Delegates ที่ตามหลัง Obama อยู่ประมาณ 150 เสียง นักวิเคราะห์มองว่า เธอต้องชนะเกินเลขหลักเดียวให้ได้ หาก Obama ชนะที่เพนซิลเวเนีย เธอคงจำต้องเปิดหมวกอำลา ถ้า Obama แพ้เฉียดฉิว โอกาสสุดท้ายของเธอก็คงเบาบางมากจนแทบไม่มีหวัง

ช่วงพักผ่อนของผู้ชมข้างสนาม จึงเป็นช่วงที่สองผู้สมัครเหนื่อยยากที่สุด เพราะต่างทุ่มเต็มที่ให้กับศึกที่ ‘ต้องชนะ’ ฝ่ายเป็นต่อต้องการปิดเกม ฝ่ายไล่ล่าต้องการอยู่รอด เราจึงเห็นการออกมาโจมตีซัดกันนัวทั่วทั้งสองฝ่ายอย่างดุเดือดที่สุดนับตั้งแต่เริ่มแข่งขัน

เลือดพล่านกันจนผลสำรวจคะแนนนิยมทั่วประเทศชี้ว่า John McCain แห่งพรรค Republican มีคะแนนนิยมเหนือกว่าทั้ง Obama และ Clinton เป็นครั้งแรกเสียแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไรมากนอกเสียจากเรียนรู้ศิลปะแห่งการนั่งเฉยอยู่บนภูดูเสือกัดกัน

และแล้วผลการเลือกตั้งที่เพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 22 เมษายนก็ออกมาว่า Clinton เอาชนะ Obama ด้วยคะแนนเสียง 55% ต่อ 45% ห่างกัน 10% เป็นเลขสองหลักที่เธอต้องการ แม้จะเป็นเลขสองหลักที่ต่ำที่สุดที่เป็นไปได้ก็ตาม

เมื่อแบ่ง Delegates กันแล้วคาดว่า Clinton จะได้มากกว่า Obama ประมาณ 12 เสียงเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ลดภาวะผู้นำทางคณิตศาสตร์ของ Obama ลง แต่ก็ส่งผลทางจิตวิทยาได้ไม่น้อย จนนักวิเคราะห์เริ่มหันมาตั้งคำถามเรื่องความสามารถเป็นผู้ชนะของ Obama กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ แม้ว่า Obama จะเอาชนะได้มากมลรัฐกว่า ได้คะแนนเสียงรวมทั้งประเทศสูงกว่า แต่ Clinton กลับเป็นผู้ชนะในมลรัฐขนาดใหญ่และ Swing state ซึ่งมี ‘ราคา’ สูงกว่าในศึกเลือกตั้งใหญ่ ที่สำคัญ ในศึกครั้งนี้ Obama ใช้เงินหาเสียงมากกว่า Clinton ถึง 3 เท่า แต่ก็ไม่สามารถปิดเกมได้

Obama จึงเหมือนเป็นนักมวยต่อยเก็บคะแนนเก่ง แต่ชนะน็อคไม่เป็น ในขณะที่ Clinton อาจจะต่อยระหว่างยกไม่ดีเท่า แต่ชนะน็อคในการแข่งขันครั้งสำคัญเรื่อยมา

สรุปแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและช่องว่างของคะแนนเสียงของทั้งสองคนอย่างสำคัญแต่อย่างใด พรรค Democrat ก็ยังหาทางลงให้กับศึกสองเสือไม่ได้ การแข่งขันก็ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นของผู้นำพรรคว่าศึกภายในจะยิ่งสร้างความอ่อนแอให้พรรค

นับวัน ฐานเสียงหลักของ Clinton และ Obama จะยิ่งแบ่งแยกกันชัดเจนตายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ Clinton ได้คะแนนเสียงจากผู้หญิง กลุ่มแรงงานรายได้ต่ำ กลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มคนสูงอายุ (เกิน 60 ปี) และกลุ่มคาทอลิก ส่วน Obama มีฐานเสียงคือกลุ่มคนผิวดำ กลุ่มแรงงานรายได้สูง กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป กลุ่มวัยรุ่น (ต่ำกว่า 30 ปี) และกลุ่มอิสระ

ประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งก็คือ ในกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ (54% ของผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด) ซึ่งเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือก Clinton มากกว่า Obama 56% ต่อ 44%

หากมองไกลถึงการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี เพนซิลเวเนียจะเป็น Swing State ที่สำคัญมากเป็นลำดับต้น โดยมีปัญหาเศรษฐกิจเป็นประเด็นชี้ขาด และมีกลุ่มแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำเป็นกลุ่มชี้ขาดศึกชิงทำเนียบขาว ซึ่งพวกเขาส่งเสียงว่าต้องการ Clinton มากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดบนเวทีประกาศชัยชนะ Clinton จึงประกาศเสียงดังฟังชัดว่า กระแสน้ำได้เปลี่ยนทางไหลแล้ว

ชัยชนะที่มลรัฐเพนซิลเวเนียอาจสร้างแรงส่งพาเธอแซงโค้งสุดท้ายไปจอดป้าย ณ บ้านเลขที่ 1600 ถนนเพนซิลเวเนีย กรุงวอชิงตันดีซี ก็เป็นได้


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter