๑๐ ตุลาคม-วันที่ฝันทักษิณเป็นจริง?
นับวัน..เสียง “ไม่เห็นด้วย-ไม่เอาด้วย” กับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปูทางให้ระบอบทักษิณ “สถาปนาอำนาจ” กลืนเมืองก็ดังมากขึ้นเรื่อยๆ จากระดับบุคคลไปถึงระดับองค์กรและสถาบันต่างๆ
แม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลเองก็เถอะ ตอนนี้มี “บางพรรค” แล้วที่ส่อท่าที..แก้แบบนี้ไม่เอาด้วย!
เห็นทีงานสัมมนา “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ภาคพิเศษ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ เย็นวันพรุ่งนี้ (๒๕ เม.ย.)
น่าจะเป็น “มหานที” ร่วมสาย!
ก็ชื่นชมบรรดาแกนนำของพันธมิตรฯ เขานะครับ ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คุณพิภพ ธงไชย คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข พลตรีจำลอง ศรีเมือง และคุณสุริยะใส กตะศิลา
เขาทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก เขาทนในสิ่งที่คนอื่นทนได้ยาก เขาสละในสิ่งที่คนอื่นสละได้ยาก เพื่อ “สิ่งเดียว” คือ
“ป้องโจรปล้นเมือง”
คนทั้งประเทศ ๕๐-๖๐ ล้าน แต่มีคน ๕-๖ คน ก้าวออกมายืนข้างหน้าพร้อม “ตายก่อน” กับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเขา เพียง “เลือดเพื่อแผ่นดิน” มันเรียกร้องเท่านั้น
ผมก็ต้องคารวะ “ใจ” ของเขาในยาม..แผ่นดินแล้งใจ!
นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ท่านกลับจากเยือนมาเลเซียวันนี้กระมัง ก่อนจะคุยถึงเรื่องท่าน ขอแวะนิดเถอะครับ คือดูภาพข่าวจากมาเลย์เห็นหน้า “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.ที่เดินทางไปกับคณะด้วยในงานเลี้ยง
ดูหน้าผาก ดูขมับ ดูประกายตา ดูรูปคาง รูปปาก ทั้งหลาย-ทั้งปวง รวมเรียกว่าใบหน้าท่านชัดๆ อีกทีแล้ว
คนคนนี้..ไม่ธรรมดา!
คำว่า “ไม่ธรรมดา” ในที่นี้หมายถึงว่า ชื่อท่านจะปรากฏในบรรทัดประวัติศาสตร์ให้ศึกษาถึงเหตุการณ์-เรื่องราวช่วงหนึ่งของบ้านเมืองในวันข้างหน้า
น้ำขุ่น-น้ำใส บ่งบอกอะไรท่านทราบไหมครับ?
“ความตื้น-ความลึก” ไงล่ะ
ฉะนั้น ใครก็อย่าไปด่วนสรุปตัวตนพลเอกอนุพงษ์แค่ตาเห็น “บทบาทเฉพาะหน้า” เป็นอันขาด!!
ที่โหรเขาเตือนเรื่อง “ปาก” กับนายกฯ สมัครนั้น อันที่จริงแล้ว ไม่ต้องรอให้โหรที่ไหนมาเตือนหรอก ตัวท่านเองก็น่าจะเตือนตัวได้ ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่เหตุผลแก้รัฐธรรมนูญเรื่องเดียวก็พอ
ท่านพูด ๑๐ ครั้ง ก็เปลี่ยนไป ๑๐ เหตุผล ไม่ตรงกันซักที!
แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้ “ลูกพรรค” ออกมาพูดเป็นการ “ตบปากหัวหน้า” ได้ยังไง?
เดี๋ยวแก้เพื่อหนีคดียุบพรรค
เดี๋ยวแก้เพื่อ “กฎหมายเป็นคุณ” หวังใช้สู้ในศาล
เดี๋ยวแก้เพราะเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ คมช.
เดี๋ยวแก้เพื่อการเมืองวันข้างหน้า
เดี๋ยวแก้เพราะไปหาเสียงไว้ว่าจะแก้
เดี๋ยวแก้เพราะฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย
แล้ววานซืนนี้..เอาอีกแล้ว ปากพาจนอีกจนได้ ขนาดไปราชการงานเมืองอยู่มาเลย์โน่น ก็ยังไม่วายพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอีก แถมอ้างไปอีกเหตุหนึ่ง “ไม่ซ้ำเดิม” จนได้ว่า
“แก้เพื่อยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่”!?
ก็เจี๊ยวซีครับแบบนี้ เจี๊ยวใครก็ไม่ว่า เป็นเจี๊ยวจากพวกพลังประชาชน “ลูกน้องเทียม” ของท่านเองนั่นแหละ
เจี๊ยวกันยังไง เดี๋ยวค่อยพูด ขอเอาคำพูดของท่านเองมามัดตัวท่านเองไว้ให้แน่นๆ ก่อน ไม่งั้น..เดี๋ยวแผล็บไปเป็นว่า “ไอ้พวกสื่อมันขุดบ่อล่อ แล้วเขียนกันไปเอง” เหมือนอย่างที่ผ่านๆ มาอีก วันที่ ๒๓ เม.ย.ท่านไปพบปะกับ “ทีมไทยแลนด์” และพ่อค้า-นักธุรกิจไทยในมาเลย์ พอน้ำลายแตกฟองดีแล้ว ก็กระจายออกมาเป็นประโยคหนึ่งว่า
“...ขอยืนยัน การแก้รัฐธรรมนูญเป็นการทำเพื่ออนาคต เพราะรัฐบาลนี้อาจไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะมีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลต่อไปจึงจะเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญ...”
“เมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะมีการเลือกตั้งใหม่” จะแปลความเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก
ผลจากรัฐธรรมนูญที่แก้แล้ว ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นจากคดีทุจริตคอรัปชั่น แล้วยังทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นจากคดียุบพรรค พ้นเว้นวรรคการเมือง ๕ ปีด้วย
ความหมายจากคำพูด “แก้แล้วเลือกตั้งใหม่” ของนายสมัครตรงๆ ก็คือ แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก็ “ยุบสภาฯ” เปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณใช้พรรคไทยรักไทยลงสมัครรับเลือกตั้ง กลับเข้ามาเป็นนายกฯ ครองบ้าน-ครองเมืองเหมือนเดิม!
เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละ ลูกน้องในพรรคพลังประชาชนเมื่อทราบว่า “ลูกพี่เทียม” พูดอย่างนี้ก็เจี๊ยวกันใหญ่ ไม่ใช่ไม่ชอบที่แก้รัฐธรรมนูญช่วยลูกพี่ทักษิณ
แต่ไม่ชอบตรงที่ “ยุบสภาฯ” ตะหาก เพราะมันสะเทือนถึงตำแหน่ง-ฐานะ อันเป็น “หม้อข้าว” ของบรรดา ส.ส.เขาเองโดยตรง!
ร.ต.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เคยออกมาแถลง “ตบปาก” นายกฯ สมัครไปครั้งหนึ่งแล้ว และในเรื่องนี้ “นายสุทิน คลังแสง” ดาวบริวารทักษิณ ส.ส.ลูกพรรคพลังประชาชน ออกมาพูดถึงนายกฯ สมัครจากเรื่องนี้ว่า
“สำหรับบทบาทของนายสมัคร ยอมรับว่ามีการออกไปพูดหลายๆ เรื่องที่อาจจะขัดแย้งกับพรรค อย่างเรื่องล่าสุดที่ไปพูดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ส.ส.ในพรรคก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่านายสมัครรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แม้นายสมัครจะพูดว่า ในสมัยหน้าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่ก็เชื่อว่านายสมัครคงจะไม่ทำอะไร ที่เมื่อเลิกเล่นการเมืองแล้วถูกด่าไล่หลัง”
เป็นไงล่ะ แสบไปเลยมั้ย ขนาดลูกพรรคออกมาพูดได้เต็มปาก-เต็มคำว่า “หัวหน้าพรรคพูดขัดแย้งกับพรรค” ก็คิดเอาเองแล้วกันว่า ตัวท่านถึงมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรค
แต่ในทัศนคติของลูกพรรค เขาวางตำแหน่งท่านไว้ในฐานะลูกกะโล่ “ผู้มาอาศัยพรรค” หรือยอมรับนับถือว่า “นายสมัคร สุนทรเวช” ผู้เป็นหัวพรรคจริงๆ?
“อะไรควร-อะไรไม่ควร” ต่อไปนี้ ตรองก่อนพูดหน่อยนะครับ เดี๋ยวลูกน้องเทียม “ถอนหงอก” เอาอีก!
ว่าแต่ว่า ท่านเอาอะไรมามั่นใจว่าจะสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จ? ที่คุยกับ “ทีมไทยแลนด์” ท่านอ้างอิงฐาน “เสียงข้างมาก” ในสภาฯ ผสมกับ “เสียงสนับสนุน” จากวุฒิสมาชิก
เอ้า..ก็ลองสำรวจกันดูคร่าวๆ ซิว่ามีซักเท่าไหร่ พอมั้ย?
ส.ส.ทั้งหมด ๔๘๐ ส.ว.๑๕๐ รวมทั้งสองสภา ๖๓๐ เสียง
การโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในรัฐสภา จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน หมายถึงว่ารัฐบาลจะต้องได้ ๓๑๖ เสียงขึ้นไปจึงจะชนะ
ชนะ คือแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จ!
ขณะนี้ ส.ส.๖ พรรครัฐบาลรวมทั้งหมดมี ๓๑๖ เสียงพอดิบ-พอดี ฉะนั้น ไม่ต้องรอถึงวันโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในวาระ ๓ หรอก เอาแค่วาระที่ ๑ ในขั้น “รับหลักการ” ก็เสียวแล้วว่าจะคว่ำหรือจะหงาย เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๓) บอกว่า
“การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งในขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา”
ครับ..ส.ส.รัฐบาลมี ๓๑๖ เสียง “เกินกึ่งหนึ่ง” พอดี ที่นายสมัครบอกว่า “หวังเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา” ก็เพราะรู้อยู่กับใจแล้วว่า ที่แน่ๆ ตอนนี้ “ขาดกึ่งหนึ่ง” ไปแล้ว ๑ เสียง
๑ เสียงนั้นคือ “นายยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่ติดไฟแดง!
แล้วจะขาดอีกหลายเสียง เช่น เสียงไชยา สะสมทรัพย์ เสียงวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เสียงสุธา ชันแสง เป็นต้น
หวังจากวุฒิสภาซัก ๑-๒ เสียง ก็คงพออาศัย “อู่เนวินเซอร์วิส” ให้หาอะไหล่มาซ่อมได้อยู่ แต่เท่าที่ดูท่าทีขณะนี้ หลังจากมีการเบิกความพยานคดีคลองด่าน รัฐมนตรี ICT ให้การว่า “นายวัฒนาถูกบีบให้เข้าพรรคไทยรักไทย”
ฉะนั้น พรรค “เพื่อแผ่นดิน” ซึ่งมี ส.ส.๒๔ เสียง ก็ยากที่จะวางใจได้ว่า จะยอมเป็นเสียง “เติมเต็ม” กึ่งหนึ่งให้พลังประชาชน!?
๑ หรือ ๒ เสียง เนวินเซอร์วิสคงพอบริการซ่อมได้ แต่ถึงขั้น ๒๔ เสียง ก็คงต้องถามนายใหญ่แล้วแหละว่า How much ในภาษาอังกฤษเขาแปลว่าอะไร?
ดูตารางเวลาการแก้รัฐธรรมนูญที่เขาวางไว้หน่อยปะไร เขาวางไว้อย่างนี้ครับ
ไม่เกิน ๑๐ พ.ค.เสนอเรื่องต่อสภาฯ ประมาณ ๑๔-๑๕ พ.ค.บรรจุพิจารณาวาระแรก แล้วปิดสภาฯ พอเปิดสภาสมัยวิสามัญ พิจารณางบประมาณ กลางเดือน มิ.ย.จะพิจารณาวาระ ๒ ใช้เวลาประมาณ ๒ เดือน พิจารณาวาระที่ ๓ ในเดือน ก.ค.กำหนดไว้ ๑๕ วัน ในการลงมติรับร่างฯ สุดท้ายประมาณ ๓๐ ก.ย.เผื่อเวลาที่สงวนคำแปรญัตติเบ็ดเสร็จ
ประมาณ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ จะนำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ครับ..หมายถึงว่าในอีก ๖ เดือนข้างหน้า ถ้า “ฝันพลังประชาชนเป็นจริง” คนไทยทั้งประเทศยอมให้เขาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ “เอาบ้าน-เอาเมือง” แถมยุบ กกต. ยุบ ป.ป.ช. โอนอัยการสูงสุดกลับไปอยู่ใต้อาณัตินักการเมืองเหมือนเดิม นั่นก็คือ
“ฝันทักษิณที่เป็นจริง”.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 25 เมษายน 2551



