ใครจะตามจับ “มือสกปรก”
prasong_lert@yahoo.com
ไม่ใช่ “มือที่มองไม่เห็น” ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ชอบอ้างเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรือปัญหาที่ตนเองหรือพรรคพวกตนเองก่อขึ้น
แต่เป็น “มือสกปรก” เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติโดยใช้ข้อมูลภายในเกี่ยวกับการลอย (ลด) ค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองและพวกพ้อง
แม้เป็นเวลาที่ผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่สำหรับประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจแล้วไม่ใช่เวลานานเลย แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยขาดกลไกในการตรวจสอบหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
และถึงมีกลไกดังกล่าว แต่ด้วยคติที่ว่า “อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ” ที่ชอบพูดกันโก้ๆ ในสมัยนี้ว่า ต้องมองไปข้างหน้า ทำให้เป็นการยากที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจขึ้นมาดำเนินการ
ดังนั้น เชื่อขนมกินได้เลยว่า นายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องรับโทษด้วยการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นความบัดซบของระบบที่ชี้นิ้วว่า คนเพียงคนเดียวสามารถทำความหายนะให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้?
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้ เอกสาร 2 ชิ้น คือ คำพิพากษาศาลฎีกา (ที่ 5730/2550) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 ว่า สงสัยนายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าว
กับบันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 (สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ.2540) หน้า 179-181-เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 ได้บ่งบอกข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
บันทึกดังกล่าวเป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพ โดยยอมรับว่ารู้ความเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งในการประชุมดังกล่าว นอกจาก พล.อ.ชวลิต นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัยแล้ว ยังมีนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ ธปท.และผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ด้วย (อ่านรายละเอียดใน มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th)
จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้
1.นายสุเทพอภิปรายว่า มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ระหว่าง พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย มีนายโภคิน ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุมด้วย
2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคินได้นำความลับเรื่องการประชุมบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ หรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไรหลายพันล้านบาท
3.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลฎีกาว่า ในการประชุมมีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จากคำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนงซึ่งเป็นพยานโจทก์ โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่
4.ศาลเห็นว่า การที่นายสุเทพอภิปรายว่านายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น “ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง”
5.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมากก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วัน ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัว พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย “เป็นข้อพิรุธสำคัญ”
“ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้”
แม้คำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงของ พ.ต.ท.ทักษิณอาจมีความแตกต่างกันบ้างโดยเฉพาะบุคคลที่ 4 คือที่เข้าร่วมการประชุม คำพิพากษาระบุว่า คือ นายโภคิน พลกุล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์ แต่สาระสำคัญที่สอดคล้องค่อนข้างน่าสนใจ
ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณมิได้บอกว่า ผู้ที่แจ้งข่าวให้ทราบทางโทรศัพท์คือใคร
มีประเด็นที่น่าตั้งข้อสงสัยจากเอกสารทั้งสองชิ้นมากมาย ถ้ามีการสืบสวนสอบสวนต่ออาจได้ความจริงที่ชัดแจ้งขึ้น
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ การรู้ข่าวการลดค่าเงินกลางดึก แต่เวลาเพียง 6-7 ชั่วโมง ก็สามารถโกยกำไรอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างมหาศาล
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 เมษายน 2551



