เศรษฐศาสตร์ฉบับเศรษฐกิจพิชิตเงา
เรื่องน้ำมัน..เมื่อก่อนพูดกันเล่นๆ ว่า “๓ ลิตรร้อย” ถึงวันนี้ ไม่ใช่ ๓ ลิตรร้อยแล้วหละครับ มันริมๆ จะ “๒ ลิตรร้อย” อยู่รำมะร่อ ข้าวสารเหมือนกัน สมัยผมเป็นวัยรุ่น อย่างดีที่ ๑ ผมซื้อถังละ ๒๑ บาท เจ๊เจ้าของร้านตวงใส่ถุงแป้งกระเตงใส่เอวมาเทใส่ปี๊บให้ถึงที่ แต่วันนี้แค่กิโลฯ เดียวก็ตั้ง ๓๕ บาทแน่ะ!
กิโลละ ๓๕ บาท แล้วข้าวสารถังหนึ่งมีกี่โลผมก็ไม่รู้ ช่วยคูณดูซิครับว่า ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้จะตกถังละเท่าไหร่?
ที่พูดนี่ ไม่ได้พูดในความหมายเปรียบเทียบให้เห็นว่ายุคนี้ของแพง-ยุคก่อนของถูก เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มียุคไหนถูก ยุคไหนแพงกว่ากันหรอกครับ มัน “พอดีตัว” ของมันแต่ละยุคมาโดยตลอด
เรา “รู้สึก” มันไปเองมากกว่า เพราะโดยพื้นฐานทั่วไปเราอยู่กันด้วย “ความรู้สึกติดยึด” ในสิ่งใด-สิ่งหนึ่งเฉพาะด้านที่ตัวเองชอบใจ-พอใจ แล้วปกติ มนุษย์พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่-มีอยู่กันซะที่ไหนล่ะ จึงเกิดภาวะ “เปรียบเทียบ” ไอ้โน่นแพงกว่า ไอ้นี่ถูกกว่ามาตลอด
ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันก็เป็นของมันอย่างนั้น แต่เรา “รู้สึกเอง-เออเอง” ไปตะหาก!
เรื่องเศรษฐกิจ อย่าไปยกว่ามันเป็นศาสตร์เทวดาที่มีแต่มนุษย์ระดับ นายกรัฐมนตรี ระดับรัฐมนตรีพาณิชย์ ระดับคนสวมเสื้อนอกหลอกตัวเองเท่านั้นที่รู้เรื่อง
พวกเราคนเดินดิน-กินข้าวแกง ขี้ทูต กุฏฐัง เศรษฐี ยาจก วณิพก ขอทาน คือเราทุกคนแหละคือ “ตัวเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง ตัวเศรษฐกิจขนานแท้และดั้งเดิม
เนื้อแท้ของคำว่าเศรษฐกิจไม่มีอะไรหรอก เศรษฐกิจก็คือเรื่องสนองราคะ โทสะ และโมหะ โลภมาก เล่ห์มาก และโง่มาก ก็แค่นี้แหละ
สรุปลงให้เห็นชัด เศรษฐกิจก็คือ “เงา” ตามตัวเรานั่นเอง!
ถ้าเราดำรงวิถีชีวิตถูก เงาก็สะท้อนถูก ถ้าดำรงวิถีชีวิตแพง เงามันก็สะท้อนออกมาแพง
เพราะโง่มากนั่นแหละ มนุษย์จึงโทษทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเอง และทุกวันนี้ก็โทษกันว่า “เศรษฐกิจโลก” มันไม่ดี
โทษน้ำมันแพง ข้าวแพง ของกิน ของใช้ทุกอย่างแพง โทษดอลลาร์อ่อน-บาทแข็ง ทำให้ทุกอย่างฝืดๆ แพงๆ ตามไปหมด ซึ่งมันก็แปลก ตอนนี้ว่าบาทแข็ง ๑ ดอลลาร์ แลกได้แค่ ๓๑ บาท
สมัยก่อน ๑ ดอลลาร์แลกได้ ๒๐ บาทตายตัว ก็ไม่เห็นมีใครบ่นว่าบาทแข็ง-ดอลลาร์อ่อนเลยนี่ครับ!?
ฮื่อ..สรุปแล้วอะไรๆ ก็แพงไปทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวคือ “คุณค่า” ความเป็นมนุษย์เท่านั้นที่
ถูกลงทุกวัน!
ผมว่า..เรื่องเศรษฐกิจนั้น เราอย่าไปยกให้เป็นเรื่องของโลก เรื่องของรัฐบาลที่ต้องแก้ฝ่ายเดียวเลย แบบนั้น ต่อให้ชาติหน้าบ่ายๆ ก็ไม่สำเร็จ
ตัวเราทุกคนนี่แหละต้องเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เพื่อบริหารปัญหาเศรษฐกิจของตัวเราเอง
ก็ลองคิดซีครับ น้ำมันขึ้นราคามาตลอด สมัยก่อนบาร์เรลละ ๑๐ เหรียญฯ ขึ้นมาเรื่อยๆ จนวันนี้เกือบ ๑๒๐ เหรียญฯ อนาคตอาจไปถึงบาร์เรลละ ๒๐๐ เหรียญฯ
เราจะทำยังไง ถ้ายังเอาน้ำมันเป็นตัวกำหนดมาตรฐานชีวิต ถึงมันจะถูกลงบ้าง มันก็ถูกในราคาที่ต้องแพงขึ้นตามดีมานด์-ซัพพลาย
แล้วเราไปแก้ให้มันถูกลงได้มั้ย?
คำตอบคือ..ไม่ได้!
นั่นคือ เราแก้ราคาสินค้าทุกชนิดให้ “ถูก” เราแก้ไม่ได้
แต่เราแก้การดำรงวิถีชีวิตให้ “ถูก” เพื่อปลดพันธนาการจากคำว่าของแพงให้พ้นไปจากชีวิต
เราแก้ได้!
ความจริง ในยามที่โลกพบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะอดตายเพราะขาดแคลนข้าวปลาอาหาร คนไทยน่าจะเป็นคนชาติเดียวในโลกที่รอดจากวิกฤตินี้ และหัวเราะได้ในขณะที่ทั้งโลกร้องไห้
เพราะเรามี “สูตรเด็ด-เคล็ดลับ” พิชิตปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจประจำตัว-ประจำชาติอยู่นานแล้ว นั่นคือ
ทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง”!
แต่ก็อย่างว่าแหละครับ อย่าพูดกันเลยดีกว่า ช้ำใจ และอนาถใจตัวเองเปล่าๆ เอาเป็นว่า ถึงเลวร้ายขนาดไหน ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง คนไทย ประเทศไทยก็ไม่ถึงขั้น “อดตาย” แน่
เศรษฐกิจคือเรื่องของ “เงาตามตัว” อย่างว่านั่นแหละครับ ถ้าเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจว่า น้ำมันไม่แพง ข้าวไม่แพง และไม่มีอะไรแพงเลย ที่เห็นว่าแพงนั่นคือ
“เงา” ที่สะท้อน “ตามตัว” ไปตามกาลเวลาอันเรียกว่า หมุนไปแต่ละยุค-แต่ละสมัยนั่นเอง!
พูดไปเป็นไรมี นับแต่มีมนุษย์ขึ้นในโลกใบนี้ น้ำมันฟรี ข้าวฟรี ทุกอย่างธรรมชาติมีให้มนุษย์ อยู่ฟรี-กินฟรี-อาศัยฟรี ทั้งนั้น เพราะมนุษย์มีกันแค่ ๒ คน คือ อดัม กับ อีฟ
แต่ทีนี้พอคนมันเพิ่มขึ้น กิเลส ตัณหา ราคะ มันก็หลั่งไหลออกมาจากคนที่เพิ่มขึ้นมารวมกัน ก็แก่งแย่งกัน มีเล่ห์มีเหลี่ยมเพื่อเอารัดเอาเปรียบกัน อย่างที่ท่าน “มหาตมะ คานธี” พูดไว้นั่นแหละว่า
“ธรรมชาติมีพอเพียงสำหรับมนุษย์ทุกคน ถ้าบริโภคกันด้วยความไม่โลภ”
พูดในสมัยที่จับต้องได้ดีกว่า คำว่า “ของแพง” ไม่ใช่เกิดขึ้นตอนนี้ สมัยผมเป็นเด็ก ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ ก้าวแกงจานละ ๑ บาท ผู้ใหญ่ก็บ่นว่า..ทำไมแพงจัง?
แล้วท่านก็เล่าถึงสมัยที่ท่านเป็นเด็กว่า “ก๋วยเตี๋ยวชามละสตางค์-ครึ่งสตางค์เท่านั้น นี่อะไรกัน ชามละตั้ง ๕๐ สตางค์!?”
อย่างที่ผมบอกว่า ซื้อข้าวสารถังละ ๒๑ บาท ตอนนี้ท่านจะเห็นว่า “ถูกจัง” แต่ตอนนั้น ๒๑ บาทก็แพงนะครับ และวันนี้ ข้าวสารถังละ ๒-๓ ร้อย บ่นกันว่าแพง
อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ใครที่เพิ่งตั้งท้องเมื่อคืนนี้ เมื่อเด็กในท้องโตถึงวันนั้น เขาก็คงครวญว่า
“ข้าวของแพงจัง สู้สมัยแม่ของเราไม่ได้ข้าวสารถูกแค่ถังละ ๓๐๐ บาท น้ำมันลิตรละแค่ ๑๐๐ บาทเท่านั้นเอง”!!
นี่คือ “เงาตามตัว” ที่เราบัญญัติเป็นศัพท์เรียกมันเสียโก้ว่า “เศรษฐกิจ” สมัยที่โลกมีมนุษย์ ๒ คน เงาก็ดูเล็ก พอมีมนุษย์ ๒๐ คน เงาก็ขยายตาม พอโลกมีเป็นพันล้าน เงาชักใหญ่เห็นชัด
คนมันมากขึ้น มันก็แย่งกันกิน แย่งกันอยู่มากขึ้น โลกมีพื้นที่ให้มนุษย์อยู่อาศัยคงที่ แต่จำนวนมนุษย์และสัตว์ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เหมือนปลูกบ้านในพื้นที่ ๑๐๐ ตารางวาอยู่หลังเดียว มันก็พอดีๆ
พอมีลูก-มีหลาน ในเนื้อที่ ๑๐๐ ตารางวา ปลูกบ้าน ๑๐ หลัง หุงข้าวจากหม้อไฟฟ้าเป็นกระทะใบบัว มันก็ยังต้องแย่งกันกิน แย่งกันอยู่ สุดท้ายก็ต้องทะเลาะแก่งแย่งกัน พี่ฆ่าน้อง น้องฆ่าพี่
พี่-น้อง รวมหัวกันฆ่าปู่ ย่า ตา ยาย เพราะรำคาญที่ตายช้า รอแบ่งสมบัติไม่ไหว อะไรๆ ไปทำนองนั้น!
ย้อนกลับมาประเทศไทยเรา สมัยที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ พลเมืองไทยมี ๒๐ ล้านคน เงินเดือนข้าราชการชั้นตรี ๕๐๐ บาท แค่นั้นก็โคตรมหารวยแล้ว
บ้านไหนมีเงิน ๑,๐๐๐ บาท รู้กันทั้งตำบล และเรียกกันว่า “บ้านเศรษฐี”
ทีนี้ก็ลองคิดตามสูตร เงินเดือน ๕๐๐ บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ ข้าวแกงจานละ ๑ บาท แผ่นดินไทยที่ไม่เคยงอกเพิ่ม มีแต่หดหาย มีคน ๒๐ ล้านอาศัย
มันก็เป็น “เงาสะท้อน” ซึ่งกันและกัน “ลงตัว” ออกมาอย่างนั้น แต่ถึงขนาดนั้น ยุคนั้นเขาก็บ่นกันขรมว่า “ทำไมข้าวของมันถึงแพงจัง?”
ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ผมมีรายได้วันละ ๑๒ บาท ก็ตกเดือนละ ๓๖๐ บาทตายตัว น้ำมันเบนซินลิตรละเฉียด ๓ บาท รถเมล์ ๕๐ สตางค์ตลอดเส้นทางทุกสาย
๑๒ บาท/วัน เป็นรายได้ที่ผมต้องบริหารเป็นค่าอาหาร ๓ มื้อ ค่ารถเมล์ ค่าเสื้อผ้า สรุปว่า “ทั้งชีวิต” ด้วยเงินวันละ ๑๒ บาท ผมต้องอยู่ให้ได้ ๓๐ วัน
สมัยนั้น อาหารถาดตามร้านข้าวต้มริมถนนมีเยอะ ตักเป็นจานแบนเล็กๆ จานละ ๑ บาท ข้าวเปล่าถ้วยละ ๕๐ สตางค์ ผมกินข้าว ๒ ถ้วย กับ ๒ จาน ก็ตกมื้อละ ๓ บาท น้ำไม่กินประหยัดไป ๑ สลึง สรุปแล้วเฉพาะค่ากิน ๓ มื้อ ๑๒ บาทก็จะหมดแล้ว ยังค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกล่ะ
ผมก็เลยต้องบริหารด้วยการซื้อขาวสารเป็นถังนั่นแหละครับ อาศัยไฟฟรีโรงพิมพ์หุงข้าวด้วยเตาขดลวดไฟฟ้า ๑ หม้อ ซื้อแกงที่ตลาดโรงเลี้ยงเด็ก ๓ บาท ขอน้ำเยอะๆ
เฉลี่ยกิน ๓ มื้อ แบบนี้เงิน ๓๖๐ บาทต่อเดือนจึงพอ บางเดือนเหลือตั้ง ๘๐ บาท พอได้อาศัยเป็นต้นทุนไปทำโน่น-ทำนี่ เพื่อหา “ความชั่ว” ประดับตัวไว้บ้าง
ครับ..วันนี้ คนไทย ๖๓ ล้านคน ลาว เขมร พม่า ที่เป็นแรงงานเข้ามาแย่งอยู่-แย่งกินอีกตะหาก แผ่นดินไทยหดหายไปบ้าง ฝรั่งมังค่าเข้ามายึดครองไปบ้าง พลโลกจาก ๒-๓ พันล้าน เพิ่มเป็น ๖,๐๐๐ กว่าล้านคน แย่งกันบริโภคทรัพยากรที่มีจำกัด
ซี ๓ ซี ๔ เฉียดหมื่นบาท ข้าวแกงจานละ ๒๕-๓๐ บาท น้ำมันลิตร ๓๕ บาท ข้าวสารถังละ ๒-๓ ร้อยบาท งบประมาณแผ่นดินเคยปีละแสนกว่าล้านก็ว่ามาก แต่วันนี้เฉียด ๒ ล้านล้านบาท
ยังไม่นับที่นักการเมืองโกงชาติ กินบ้าน-กินเมืองไปอีกตะหาก ไม่รู้ปีละกี่แสนล้านบาท?
ฉะนั้น “เงา” ที่เห็นมันก็สะท้อน “ตามตัว” ออกมาอย่างนี้แหละ ป่วยการไปบ่นว่าข้าวแพง-น้ำมันแพง!
เรา-แต่ละคนต้องบริหาร “ต้นทุนชีวิต” ให้สอดคล้องกับวิถีของตัวเองครับ อย่าไปใช้ชีวิตแบบ “โต-ตามเงาคนอื่น” ถ้าเราเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง เงาโต-เป็นการโตที่ถูกต้อง เพราะสะท้อนจากชีวิตเราที่โตตามวิถีพอเพียง ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรแพง ถ้าเราบริหารเศรษฐกิจชีวิตเราให้ “ถูก”.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2551



