Biofuel, Agflation กับคุกกี้ของชาวเฮติ
apichat@econ.tu.ac.th
ในรอบหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาข้าวโหมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ภายหลังจากที่ประเทศเวียดนามและอินเดียประกาศห้ามส่งออกข้าว ทำให้เกิดความตื่นตระหนก จนกระทั่งข้าวถุง เริ่มขาดตลาดในบางห้างร้าน ข้าวราคาแพงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองที่สินค้าเกษตรทั้งหลายพากันตบเท้าขึ้นราคาอย่างทั่วหน้า จนนักเศรษฐศาสตร์ต้องตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า agflation เอาเข้าจริงแล้วระดับราคาอาหารของตลาดโลกนั้น เพิ่มขึ้นถึง 75% ในช่วงปี 2000 ถึง 2007 โดยข้าวสาลีเพิ่มขึ้นถึง 200% ในช่วงเวลาเดียวกัน ภาวะอาหารแพงนี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นทั่วโลก จนเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา FAO ต้องประกาศว่า 36 ประเทศกำลังประสบกับภาวะวิกฤต ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก ปัญหานี้รุนแรงจนกระทั่งหลายๆ ประเทศเช่น Mexico Senegal เกิดการประท้วงและจลาจล
บางท่านอาจมองโลกใน “แง่ดี” ว่าปัญหา agflation นี้เป็นปัญหาแค่ชั่วครั้งชั่วคราวที่เกิดจากสภาวะอากาศแย่กว่าปกติ หรือเกิดจากการเก็งกำไร แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปัญหานี้จะอยู่กับโลกเราไปอีกนาน ทีเดียว เนื่องจากต้นตอของปัญหานี้โดยรากฐานแล้ว เกิดจากการที่ผลผลิตทางการเกษตรมีน้อยกว่าความต้องการ (มี demand มากกว่า supply) ดังนั้นกว่าที่การผลิต (supply) จะตอบสนองต่อราคา ที่เพิ่มขึ้น ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี และคงจะไม่ง่ายที่ supply จะเพิ่มขึ้น เพราะว่าที่ดินและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของผลผลิตทางการเกษตร ในส่วนที่ยัง ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานมีเหลืออยู่น้อยมาก
ดังนั้น ทางออกหลักในการเพิ่มผลผลิตจึงหนีไม่พ้นที่ภาคเกษตรของโลกจะต้องเพิ่มผลิตภาพการผลิต (productivity) โดยใช้น้ำและดินเท่าเดิม และนี้ย่อมจะมีผลทำให้การถกเถียงและความขัดแย้งในเรื่องพันธุ์พืชและสัตว์แบบตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
สาเหตุที่ความต้องการสินค้าเกษตร พุ่งสูงขึ้นนั้น เกิดจากสามปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง การที่ประชากรในจีนและอินเดีย มีรายได้สูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างสูงในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา จึงหันมาบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ความต้องการธัญพืช เพื่อไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้นมากตามไปด้วย
สอง กล่าวได้ว่าในปัจจุบันนั้น เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในเขตเมืองและไม่ได้เป็นผู้ผลิตทางการเกษตร
สาม การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันนั้น ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกา และยุโรป หันไปส่งเสริมการผลิต Biofuel ทั้ง Ethanol และ Biodiesel ทำให้ความต้องการพืชพลังงานเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในรายละเอียดต่อไปข้างล่างนี้ เพราะมันมีนัยมากมายต่อโลกใบนี้
ในปัจจุบัน การผลิต Ethanol เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและการผลิต Biodiesel กระจุกตัวอยู่ใน 3 แหล่งใหญ่เท่านั้นคือ อเมริกา ยุโรป และบราซิล การผลิต ethanol นั้น บราซิล อเมริกา และยุโรป มีสัดส่วนสูงถึง 42%, 46% และ 4% ตามลำดับ ในขณะที่การผลิต Biodiesel นั้น ยุโรปและอเมริกา มีส่วนแบ่งถึง 75% และ 13% ตามลำดับ ประเด็นที่เราควรให้ความสนใจก็คือ การผลิต Biofuel โดยเฉพาะของยุโรป และอเมริกา เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดิบนั้น จะเป็นไปไม่ได้เลยในปัจจุบันหากรัฐไม่มีมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างมากมาย ทั้งในแง่การบริโภคและการผลิต มีการประมาณการว่า อเมริกาใช้มาตรการต่างๆ กว่า 200 ชนิด ด้วยต้นทุนประมาณ 5.2-7.3 พันล้านเหรียญต่อปี หรือคิดเป็น 0.38-0.49 เหรียญต่อการผลิต Ethanol เพื่อทดแทนน้ำมัน 1 ลิตร ส่วน Biodiesel นั้น ต้องใช้เงินอุดหนุนถึง 0.45-0.57 เหรียญต่อลิตร
แต่ทั้งๆ ที่อเมริกาใช้เงินมหาศาลในการอุดหนุนการผลิต Biofuel มันกลับเป็นไปได้ยากที่อเมริกาจะสามารถพึ่งพาพลังงานทดแทนชนิดนี้ได้ในระยะยาว มีการประมาณการว่าในฤดูการผลิต 2006/2007 นั้น อเมริกาใช้ผลผลิตข้าวโพดของตนถึง 1/5 เพียงเพื่อผลิต Ethanol ให้ทดแทนการบริโภคน้ำมันเบนซินได้เพียง 3% เท่านั้น และต่อให้อเมริกาใช้ข้าวโพดของตนถึง 30% ในปี 2010 ก็จะสามารถผลิต Ethanol ทดแทนเบนซิลได้เพียง 5% เท่านั้นเอง
แต่ผลการอุดหนุนของอเมริกานี้กลับก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาและการใช้ธัญพืชอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น การผลิต Ethanal ให้พอต่อการเติมรถ SUV ของคนรวยอเมริกัน 1 ถัง (100 ลิตร) นั้น ต้องใช้ข้าวโพดในการผลิตถึง 240 กิโลกรัม ซึ่งข้าวโพดจำนวนนี้สามารถใช้เลี้ยงคนตัวเป็นๆ คนหนึ่งได้ถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว และเนื่องจากอเมริกาเป็นผู้ผลิตข้าวโพด รายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อนำเอาไปใช้ผลิต Ethanol เสียแล้ว ก็ส่งผลให้ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นถึง 60% ในช่วงปี 2005-2006 ที่ผ่านมา
มีเหตุผลอีกสองประการที่กลุ่ม ผู้สนับสนุนการผลิต Biofuel ใช้อ้างเพื่อให้รัฐอุดหนุนการผลิตต่อไปคือ หนึ่ง การใช้พลังงาน Biofuel ทดแทนน้ำมันจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีผลต่อภาวะโลกร้อน แต่การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้ข้าวโพดในการผลิต Ethanol ของอเมริกานั้นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้เพียง 10%-30% ของการใช้น้ำมันเท่านั้น หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ต้นทุนของการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีนี้คิดเป็นมูลค่าถึง 500 เหรียญต่อ 1 ตันของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งแพงกว่าราคาการลดก๊าซนี้ที่ซื้อขายกันอยู่ในยุโรปถึง 30 เท่าตัว
กล่าวโดยรวมแล้ว หากจะลดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเพียง 10%-30% ข้างต้นนั้น วิธีการลดก๊าซโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานในภาคขนส่งจะถูกกว่ามาก (demand-side efficiency measures) ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากมีการนำเอาที่ดินในป่าชิ้นใหม่ๆ มาปลูกพืชผลเพิ่มเติมแล้ว การตัดไม้ทำลายป่านี้ก็จะเป็นการปลดปล่อยคาร์บอนที่เดิมเก็บกักไว้ในรูปเนื้อไม้สู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากจนกระทั่งไปหักกลบลบความพยายามนานนับสิบๆ ปีที่ผ่านๆ มาของโลกเราในการลดก๊าซคาร์บอน
สอง มีการอ้างว่าการผลิต Biofuel นี้จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรรายย่อยในประเทศยากจน เนื่องจากผลผลิตของเขาจะขายได้ในราคาสูงขึ้น แต่ข้ออ้างนี้มองข้ามความจริงข้อหนึ่งก็คือ ธรรมชาติการผลิต Biofuel โดยเฉพาะการผลิต Ethanol ซึ่งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันของการผลิต Ethanol นั้น จะต้องเป็นการผลิตในขนาดใหญ่มาก (economy of scale สูง) ซึ่งมักจะมีนัยว่าต้องปลูกพืชในไร่นาขนาดใหญ่แบบ plantation ด้วย จึงจะพอเพียง ต่อการป้อนโรงงาน ดังนั้น ผลประโยชน์ ที่จะตกถึงเกษตรกรรายย่อยที่มีฐานะยากจนนั้น ก็คงจะมีจำกัดมาก
โดยสรุปแล้ว โลกเราได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งหนึ่ง กล่าวได้ว่า แม้กระทั่งในปัจจุบันที่ประชากรโลก มากกว่าครึ่งหนึ่งมิได้เป็นผู้ผลิตอาหาร ผลผลิตพืชอาหารสำหรับเลี้ยงคนทั่วโลกเพื่อให้ท้องอิ่มนั้น ยังคงมีอยู่อย่างเพียงพอ แต่ “ความขาดแคลน” ในปัจจุบันนั้นเกิดจากการที่คนเราหันไปกินพืชอาหารในรูปของเนื้อสัตว์แทน รวมทั้งการเอาพืชอาหารไปผลิตพลังงานทดแทน ในแง่นี้แล้ว โลกเราจึงกำลังเลือกอยู่ว่าจะเลี้ยงใคร ระหว่างคนรวยที่กินพืชอาหารในรูปเนื้อสัตว์ และเป็นผู้ใช้พลังงานจำนวนมากมาย กับคนจนที่ต้องการพืชอาหารเพียงเพื่อความอิ่มท้อง
แต่โลกเราในปัจจุบัน จะมากจะน้อย ก็เลือกไปแล้วละว่าจะจัดสรรพืชอาหาร ให้ผู้ที่มีกำลังซื้อสูงสุดก่อน ซึ่งก็คือคนรวย เนื่องจากโลกเราส่วนมากแล้วใช้กลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง “จำกัด” ในการทำงานของกลไกราคานั้น มันไม่สนใจหรอกว่า ผู้มีกำลังซื้อสูงสุด จะเอาพืชอาหารเหล่านั้นไปใช้ในรูปของ Ethanol เพื่อการขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่ (SUV) ไป shopping หรือจะเอาไปเททิ้ง และกลไกราคาก็จะไม่สนใจด้วยว่าคนจนจำนวนมากของประเทศเฮติในปัจจุบันนั้นต้องกินคุกกี้ชนิดพิเศษ ซึ่งมี ส่วนผสมหลักคือ น้ำมันพืช เกลือ และดิน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2551



