The West Wing 2008: มลรัฐสีม่วง
มลรัฐสีแดง (Red State) เป็นชื่อที่ใช้เรียกมลรัฐที่เป็น ‘ของตาย’ ของพรรค Republican ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เพราะผู้ใช้สิทธิ์ในมลรัฐเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค Republican อย่างขาดลอย เรียกว่าพอจะเดาผลการเลือกตั้งในมลรัฐนั้นได้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป ส่วนมลรัฐที่เป็น ‘ของตาย’ ของพรรค Democrat เรียกว่า มลรัฐสีฟ้า (Blue State)
หากสำรวจผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2 ครั้งที่ผ่านมา (ปี 2000 และ 2004) จะพบว่า มีมลรัฐเพียง 3 แห่ง จาก 51 สนามเลือกตั้ง เท่านั้น ที่ผู้ชนะเลือกตั้งมาจากต่างพรรคกัน ได้แก่ ไอโอวา และนิวเม็กซิโก ที่พรรค Democrat เสียที่นั่งให้กับพรรค Republican ในการเลือกตั้งปี 2004 และมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ที่พรรค Republican เสียที่นั่งให้กับพรรค Democrat ในการเลือกตั้งปี 2004 ส่วนมลรัฐที่เหลือทั้งหมดรวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดีซี เสียงส่วนใหญ่ในมลรัฐเลือกพรรคเดิมตลอดการเลือกตั้งสองครั้งที่แล้ว
และชัยของผู้ชนะในมลรัฐทั้งสามก็เฉือนชนะกันด้วยคะแนนเสียงต่ำกว่า 5% ของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด
แต่มลรัฐที่ไม่ใช่ ‘ของตาย’ หาได้มีเพียง 3 มลรัฐที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น ในหลายมลรัฐ แม้ผู้ใช้สิทธิ์จะเลือกพรรคเดิมในการเลือกตั้งปี 2000 และ 2004 แต่ผู้คว้าชัยก็เอาชนะคู่แข่งอย่างสูสี เราเรียกมลรัฐที่คาดว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างสูสี ยากจะคาดเดาผู้ชนะ เพราะผู้สมัครจากสองพรรคต่างก็มีโอกาสลุ้นชนะทั้งคู่ว่า Swing State หรือบางคนเรียกว่า Battleground State บ้างเรียก มลรัฐสีม่วง (Purple State) ก็มี
สนามเลือกตั้งใน Swing State เป็นสนามรบที่สำคัญที่สุดของผู้สมัครทั้งสองพรรค เพราะลำพังคะแนนเสียงจากมลรัฐ ‘ของตาย’ ทั้งสีแดงสีฟ้าน้อยเกินกว่าที่จะส่งผู้สมัครถึงทำเนียบขาว ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเน้นหาเสียงใน Swing State เป็นสำคัญ โดยเฉพาะมลรัฐสีม่วงที่มีขนาดใหญ่อย่างฟลอริดา (27 เสียง) เพนซิลเวเนีย (21 เสียง) โอไฮโอ (20 เสียง) และมิชิแกน (17 เสียง)
แม้ว่ามลรัฐที่เป็น Swing State ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะแตกต่างกันออกไปบ้าง ตามสถานการณ์บ้านเมือง รวมถึงหลักเกณฑ์ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ในคอลัมน์นี้ ผมขอจัดแบ่งมลรัฐที่ยังไม่ใช่ ‘ของตาย’ ออกเป็น 5 กลุ่ม โดยยึดผลการเลือกตั้งใน ‘อดีต’ (ปี 2000 และ 2004) เป็นเกณฑ์ในการมอง ‘อนาคต’ (ปี 2008) โดยจะให้ค่ากับการเลือกตั้งปี 2004 สูงกว่า 2000 เนื่องจากใกล้เคียงปัจจุบันมากกว่า (ตัวเลขในวงเล็บท้ายชื่อมลรัฐคือจำนวน Electoral College (EC) ของมลรัฐนั้นในการเลือกตั้งปี 2008) ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่ม ‘สุดสูสี’ คือ มลรัฐที่ผู้คว้าชัยเฉือนชนะคู่แข่งได้ด้วยคะแนนเสียงต่ำกว่า 5% ของผู้ใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้งทั้งปี 2004 และ 2000
มลรัฐเหล่านี้ได้แก่ ไอโอวา (7 เสียง) มินนิโซตา (10 เสียง) เนวาดา (5 เสียง) นิวแฮมป์เชียร์ (4 เสียง) นิวเม็กซิโก (5 เสียง) โอไฮโอ (20 เสียง) ออริกอน (7 เสียง) เพนซิลเวเนีย (21 เสียง) และวิสคอนซิน (10 เสียง) EC รวมทั้งสิ้น 89 เสียง
2. กลุ่ม ‘สูสีมาก’ คือ มลรัฐที่ผู้คว้าชัยเฉือนชนะคู่แข่งได้ด้วยคะแนนเสียงต่ำกว่า 5% ในการเลือกตั้งปี 2004 และด้วยคะแนนเสียงระหว่าง 5-10% ในการเลือกตั้งปี 2000
มลรัฐเหล่านี้ได้แก่ โคโลราโด (9 เสียง) มิชิแกน (17 เสียง) EC รวมทั้งสิ้น 26 เสียง
3. กลุ่ม ‘สูสี’ คือ มลรัฐที่ผู้คว้าชัยเอาชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียงระหว่าง 5-10% ในการเลือกตั้งปี 2004 และเฉือนชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียงต่ำกว่า 5% ในการเลือกตั้งปี 2000
มลรัฐเหล่านี้ได้แก่ มลรัฐฟลอริดา (27 เสียง) มิสซูรี (11 เสียง) EC รวมทั้งสิ้น 38 เสียง
4. กลุ่ม ‘ค่อนข้างสูสี’ คือมลรัฐที่ผู้คว้าชัยเอาชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียงระหว่าง 5-10% ในการเลือกตั้งทั้งปี 2004 และ 2000
มลรัฐเหล่านี้ได้แก่ มลรัฐอาร์คันซอ (6 เสียง) เมน (4 เสียง) เวอร์จิเนีย (13 เสียง) วอชิงตัน (11 เสียง) รวม 34 เสียง
5. กลุ่ม ‘พอมีหวัง’ คือมลรัฐที่ในการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งใน 2 ครั้งที่ผ่านมา ผู้คว้าชัยเอาชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียงระหว่าง 5-10% ส่วนอีกครั้งที่เหลือเป็นชัยชนะด้วยคะแนนเสียงมากเกิน 10%
มลรัฐเหล่านี้ได้แก่ แอริโซนา (10 เสียง) แคลิฟอร์เนีย (55 เสียง) เดลาแวร์ (3 เสียง) ฮาวาย (4 เสียง) ลุยเซียนา (9 เสียง) นิวเจอร์ซีย์ (15 เสียง) เวสต์เวอร์จิเนีย (5 เสียง) รวม 101 เสียง
ส่วนมลรัฐที่เหลือทั้งหมดนอกเหนือจาก 5 กลุ่มข้างต้น คือมลรัฐที่ผลการเลือกตั้งในปี 2000 และ 2004 เลือกพรรคเดิม และชนะด้วยคะแนนเสียงมากเกินกว่า 10% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘ของตาย’ ของพรรคผู้ชนะในอดีต ในกลุ่มที่เหลือนี้มี EC รวมกัน 250 เสียง ซึ่งหากยึดผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่แล้ว คะแนนเสียงจะตกเป็นของพรรค Republican ถึง 159 เสียง เป็นของพรรค Democrat เพียง 91 เสียงเท่านั้น เรียกได้ว่าพรรค Republican มีคะแนนตุนในกระเป๋ามากกว่าพรรค Democrat ทั้งนี้ยังเหลือ EC อีก 288 เสียงให้แย่งกัน (มาจาก EC ของกลุ่ม 1-5 รวมกัน)
ใครเก็บ EC ได้ถึงครึ่งหนึ่งของ EC ทั้งหมดทั่วประเทศ (270 เสียง) ก็จะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่
แต่ถ้าตัดกลุ่ม ‘พอมีหวัง’ (กลุ่มที่ 5 ซึ่งมี EC จำนวน 101 เสียง) มารวมเข้ากับกลุ่มมลรัฐซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘ของตาย’ ของพรรคผู้ชนะในอดีต (มี EC รวม 250 เสียง) หรือสมมติให้กลุ่ม ‘พอมีหวัง’ เลือกพรรคเดิมที่เคยเลือกเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรค Republican จะมีคะแนน EC 183 เสียง ขณะที่พรรค Democrat ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 168 เสียง (คะแนนที่เพิ่มขึ้นมากมาจากแคลิฟอร์เนีย 55 เสียง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นฐานที่มั่นที่มีความสำคัญต่อพรรค Democrat มากเพียงใด) ในกรณีนี้ คะแนนตุนในกระเป๋าของทั้งสองพรรคจะสูสีกันมากขึ้น โดยเหลือ EC ให้แย่งชิงกันอีก 187 เสียง (มาจาก EC ของกลุ่ม 1-4 รวมกัน)
ไม่ว่าจะวิเคราะห์โดยใช้กรณีใด หากวิเคราะห์จากฐาน ‘อดีต’ ชัยชนะของศึกชิงทำเนียบขาวจะถูกตัดสินกันใน Swing State นอกเสียจากว่าการเลือกตั้งคราวนี้จะเป็นการเลือกตั้งแห่ง ‘อนาคต’ อย่างแท้จริง มีผู้สมัครที่สามารถหลอมรวม ‘แดง’ กับ ‘ฟ้า’ เข้าด้วยกัน จนทลายรูปแบบการแบ่งแยก 2 ฝ่ายในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2551



